ทดสอบ(formula)
MG HS PHEV
แม้ปัจจุบันกระแสรถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นองค์ประกอบยังคงมีผู้ใช้งานเป็นวงกว้าง หนึ่งในทางที่เป็นเหมือนการ “พบกันครึ่งทาง” คือ รถยนต์ที่ใช้ขุมพลังแบบพลัก-อิน ไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป และมีการชาร์จไฟฟ้าได้ในตัว แล่นด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางพอสมควร ส่วนใหญ่จะมีใช้งานในรถยนต์หรูราคาหลายล้านบาท แต่มีรถยนต์หนึ่งรุ่นที่มีราคาไม่สูงเกินไป มาพร้อมระบบพลัก-อิน ไฮบริด เราจึงมาทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมกันกับ MG ZS PHEV โฉมล่าสุด
EXTERIOR ภายนอก
ด้านหน้าโฉบเฉี่ยวขึ้น
MG HS PHEV (เอมจี เอชเอส พีเอชอีวี) รุ่นที่เรานำมาทดสอบ คือ รุ่นย่อยตัวทอพ X (เอกซ์) ตัวถังส่วนหน้าของรถมีการปรับโฉมใหม่หมด เน้นความโฉบเฉี่ยวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จุดที่โดดเด่น คือ กระจังหน้าขนาดใหญ่ มีลวดลายที่ดูพลิ้วไหว พร้อมโลโกของ MG ตรงกลาง สันเหลี่ยม และช่องรับอากาศของกันชนหน้าถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่องกัน ให้ความรู้สึกที่หรูหราในตัว ขณะที่กันชนท้ายปรับเปลี่ยนรูปทรงเล็กน้อย พร้อมท่อไอเสียคู่ (เหมือนตัวทอพของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร) ไฟท้ายรูปทรงเหมือนเดิม แต่ปรับเปลี่ยนชุดไฟให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ล้อแมกขนาด 18 นิ้ว ลวดลายจะเน้นความหรูหรา เมื่อเทียบกับล้อแมกขนาด 18 นิ้วของตัวทอพ รุ่นเทอร์โบ 1.5 ลิตร
หากพิจารณามิติตัวถังโดยรวม MG HS PHEV มีความยาว 4,574 มม. และระยะฐานล้อ 2,720 มม. มีขนาดตัวถังที่เทียบชั้นกับครอสส์โอเวอร์สไตล์ เอสยูวี ระดับซี-เซกเมนท์ แต่ HS PHEV จะมีความได้เปรียบเรื่องราคาของรุ่น PHEV ที่ไม่เกิน 1.4 ล้านบาท เทียบกับซี-เซกเมนท์อย่าง HONDA CR-V (ฮอนดา ซีอาร์-วี) มีราคาในรุ่นทอพที่เกือบ 1.6 ล้านบาท และปัจจุบันมีทางเลือกเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรเท่านั้น (มีจุดได้เปรียบ คือ เบาะนั่ง 3 แถว 7 ตำแหน่ง) ส่วนอีกหนึ่งคู่แข่งซี-เซกเมนท์ สัญชาติจีนเช่นกัน นั่นคือ HAVAL H6 HEV (ฮาวัล เอช 6 เอชอีวี) มีราคาในระดับ 1 ล้านบาทต้นๆ แต่เป็นระบบไฮบริดปกติ ส่วนอีกรุ่นที่เพิ่งเปิดตัว นั่นคือ H6 PHEV (เอช 6 พีเอชอีวี) แม้ใช้ระบบพลัก-อิน ไฮบริด เหมือน HS PHEV แล่นด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กม. พละกำลังสูง แต่ราคาก็สูงกว่ามากที่เกือบ 1.7 ล้านบาท
INTERIOR ภายใน
หรูหรา ล้ำสมัย
MG HS PHEV รุ่นทอพ X ที่เรานำมาทดสอบ ตกแต่งห้องโดยสารด้วยสีทูโทน สีครีม/ขาว สลับสีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกที่หรูหรา และล้ำสมัยในตัว รวมถึงความโปร่งโล่งของห้องโดยสาร (แน่นอนว่า มีการติดตั้งซันรูฟพาโนรามิคมาด้วยในตัวทอพ) อย่างไรก็ตาม เบาะสีดังกล่าวอาจต้องระมัดระวังเรื่องรอยเปื้อนที่อาจจะมองเห็นได้ง่าย ต้องมีการทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง เบาะคู่หน้าจะเป็นทรงสปอร์ท นั่นคือ พนักพิงหลัง และพนักพิงศีรษะเป็นชิ้นเดียวกันต่อเนื่อง เบาะโอบกระชับสรีระได้ดี โดยเฉพาะช่วงเอวที่มีปีกของเบาะยื่นออกมามาก ให้ความรู้สึกใกล้เคียงรถสปอร์ทพันธุ์แท้ แต่ส่วนพนักพิงศีรษะจะไม่สามารถปรับตำแหน่งได้ เบาะด้านหลังเป็นแบบสีทูโทนเช่นกัน (สามารถเลือกโทนสีดำได้ หากต้องการ) ตัวเบาะมีรูปทรงค่อนข้างเรียบ นั่งได้สบาย พื้นที่ช่วงขา และเหนือศีรษะมีให้เหลือเฟือ สมกับการเป็นครอสส์โอเวอร์ระดับซี-เซกเมนท์ สามารถพับเบาะหลังแยกได้แบบ 60:40
จากที่เราสังเกตรอบห้องโดยสาร บรรยากาศโดยรวมยังใกล้เคียงกับ MG HS รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร แต่จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดของรุ่น PHEV คือ การแสดงผลของระบบพลัก-อิน ไฮบริด แผงหน้าปัดถูกเปลี่ยนเป็นแบบดิจิทอลเต็มตัว (มีขนาด 12 นิ้ว) ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลาย การแสดงผลบนหน้าจอมีความคมชัดสูง สีสันสดใส (ความละเอียดหน้าจอดีกว่ารถยนต์หรูราคาหลายล้านบาทบางรุ่นด้วยซ้ำ !) มีโหมดการแสดงผลของระบบพลัก-อิน ไฮบริด ทั้งระดับแบทเตอรีที่เหลืออยู่ การส่งกำลัง และรูปแบบการส่งกำลัง รวมถึงสถานะการชาร์จไฟฟ้า ส่วนหน้าจอหลักตรงกลางมีการแสดงผลที่หลากหลายเช่นกัน รวมถึงระบบความบันเทิงต่างๆ ของเครื่องเสียง BOSE การทำงานของระบบเชื่อมต่อของ MG อย่าง I-SMART การปรับแต่งระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ สิ่งที่เราสังเกตเล็กน้อย คือ รูปทรงของคันเกียร์ ไม่แตกต่างจากรุ่นเบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร มากนัก ทางผู้ผลิตควรใช้คันเกียร์ที่ดูกระชับสั้น และทันสมัยกว่านี้ ให้สมกับการเป็นรถยนต์ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด
ENGINE เครื่องยนต์
แรงกว่าเดิมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริดของ MG HS PHEV ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 162 แรงม้า ขับเคลื่อนร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 122 แรงม้า มีกำลังสูงสุดตามที่ผู้ผลิตระบุมา คือ 284 แรงม้า แบทเตอรีความจุ 16.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุด 67 กม. (ภายใต้การขับขี่ที่เหมาะสม) มีความหลากหลายของการขับเคลื่อนที่มากกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร (กำลังสูงสุด 162 แรงม้า) ถึงอย่างนั้นเราจะเทียบกับสมรรถนะโดยรวมของครอสส์โอเวอร์ร่วมสายพันธุ์ แต่มีขุมพลังต่างรูปแบบ และอีกหนึ่งคู่แข่งร่วมสัญชาติจีนอย่าง HAVAL H6 HEV กับระบบไฮบริดปกติ แต่มีกำลังสูงสุดถึง 243 แรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. MG HS PHEV ทำเวลาที่ 9.8 วินาที (ทดสอบภายใต้โหมด NORMAL แบทเตอรีเต็ม) ส่วน HS 1.5T มีตัวเลขที่ 10.6 วินาที แม้จะช้ากว่าเล็กน้อย แต่มีความใกล้เคียงกันมากกว่าที่คิด ส่วนครอสส์โอเวอร์ร่วมชาติอย่าง HAVAL H6 HEV ทำเวลาได้ที่ 9.3 วินาที นับว่าฉับไวเกินคาดแม้เป็นระบบไฮบริดปกติ
อัตราเร่งระยะ 0-1,000 ม. HS PHEV ทำเวลาที่ 30.2 วินาที ส่วนรุ่น HS 1.5T ยังทำเวลาที่ 32.4 วินาที ช่วงความเร็วปลาย อัตราเร่งมีความแตกต่างมากขึ้นเล็กน้อย การส่งกำลังของรุ่น PHEV มีมอเตอร์ไฟฟ้ามาเสริมพละกำลัง อัตราเร่งตีนปลายจึงไหลลื่นกว่า ส่วน H6 HEV มีอัตราเร่งตีนปลายที่ 30.6 วินาที ตามหลัง HS PHEV มาติดๆ !
อัตราเร่งยืดหยุ่นที่ความเร็ว 60-100 และ 80-120 กม./ชม. MG HS PHEV ทำตัวเลขได้ที่ 4.5 และ 5.7 วินาที ขณะที่ HS 1.5T คือ 5.2 และ 7.9 วินาที สังเกตได้ว่าช่วงความเร็วไม่สูงมาก ความแตกต่างของอัตราเร่งยืดหยุ่นไม่มากไม่น้อย (ประมาณ 1 วินาทีกว่าๆ) แต่พอขยับมาช่วงความเร็วสูงขึ้น ความแตกต่างของอัตราเร่งยิ่งเห็นได้ชัด (มากกว่า 2 วินาที) เป็นอีกจุดหนึ่งที่บ่งบอกว่า มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้อัตราเร่งตีนปลายมีความไหลลื่นกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่งขณะออกตัว และอัตราเร่งยืดหยุ่น ส่วน H6 HEV มีอัตราเร่งในส่วนนี้ที่ 5.4 และ 6.1 วินาที ยังทำได้ใกล้เคียงกับครอสส์โอเวอร์ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เราไม่ได้วัดตัวเลขของ MG HS PHEV ออกมาตรงๆ แต่ทางผู้ผลิตระบุว่า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามข้อมูลของอีโค สติคเกอร์ คือ 66.7 กม./ลิตร แต่นั่นเป็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนการใช้งานจริงมากนัก เนื่องจากรถยนต์คันนี้สามารถแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางพอสมควร อย่างไรก็ตาม การใช้งานของระบบพลัก-อิน ไฮบริดจะมีความคุ้มค่าเมื่อผู้ขับใช้งานการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (พูดง่ายๆ คือ ต้องหมั่นชาร์จไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการส่งกำลังได้เหมาะสม) ยิ่งมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้มีการประหยัดเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์เบนซินมากเท่านั้น
SUSPENSION ระบบรองรับ
คล่องตัวเกินคาด
แม้ตัวถังของ MG HS จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่การปรับแต่งระบบรองรับ และการบังคับควบคุมที่สามารถปรับระดับการตอบสนองของพวงมาลัยได้ ทำให้ตัวรถมีความคล่องแคล่วที่น่าพอใจ โดยเผื่อเหลือความนุ่มนวลสำหรับการใช้งานทั่วไปในระดับที่เหมาะสม แม้รุ่น PHEV จะมีน้ำหนักมากกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ จากการติดตั้งชุดมอเตอร์ไฟฟ้า และแบทเตอรี การปรับแต่งระบบรองรับ และสมรรถนะที่ดีจากระบบพลัก-อิน ไฮบริด ทำให้ครอสส์โอเวอร์รุ่นนี้ไม่อืดแต่อย่างใด ขณะที่ปุ่มกดในโหมด SPORT สีแดงโดดเด่น ใช้งานง่าย เพราะติดตั้งด้านในพวงมาลัย นอกจากจะทำให้การตอบสนองของคันเร่งฉับไวขึ้นแล้ว พวงมาลัยก็มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน เพิ่มความรู้สึกแบบสปอร์ทให้ MG HS PHEV อย่างได้ผล สำหรับการขับขี่ในโหมดนี้ เราคิดว่าช่วงล่างควรมีความหนึบแน่นกว่านี้อีกเล็กน้อย ในกรณีที่ผู้ขับขี่เน้นสมรรถนะแบบจัดเต็ม
จุดเด่นของรุ่นทอพ X คือ การติดตั้งคาลิเพอร์เบรคสีแดงสด ให้อารมณ์ราวกับรถสปอร์ทพันธุ์แท้ ขณะที่ระยะเบรคที่ทำได้ช่วงความเร็ว 60/80/100 กม./ชม. คือ 14.8/26.4/40.5 ม. อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะมีการเสริมระบบแปรผันแรงหน่วงจากการเบรคมาเป็นพลังงานไฟฟ้าก็ตาม ระบบเบรคยังคงมีความหนักแน่นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครันอีกแรง ไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนและช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบควบคุมในช่วงความเร็วต่ำ กล้องมองภาพรอบคัน แต่ที่ยังขาดไปบ้าง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง HAVAL H6 HEV คือ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติเมื่อมีรถแล่นผ่านด้านหลังขณะถอยรถ
ทางสายกลางของยุคเปลี่ยนผ่าน
ทางเลือกของขุมพลังรถยนต์มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน กับทางเลือกที่หลากหลายรุ่น หลายค่ายรถมีรถยนต์ให้เลือกตามความต้องการ MG ถือเป็นหนึ่งในค่ายรถที่นำเสนอทางเลือกได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาป เครื่องยนต์ไฮบริด และมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ในแง่นี้แล้ว MG HS PHEV จัดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลงตัว จากระบบขับเคลื่อนทั้ง 2 ระบบที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว สามารถชาร์จไฟฟ้าจากภายนอกได้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทางเลือกแบบ “ทางสายกลาง” กับราคาที่เหมาะสม 1,299,000-1,379,000 บาท



