Quattroruote ทดสอบ
ทดสอบ MERCEDES-BENZ GLB
ตัวอักษร B อาจชวนให้เข้าใจผิดในทีแรก เอสยูวี สัญชาติเยอรมัน รุ่น GLB (จีแอลบี) มีขนาดตัวใหญ่กว่าที่คิด ผสมผสานกับอีกหนึ่งจุดเด่น นั่นคือ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้ 7 คน อย่างไรก็ตาม ระบบช่วยรักษาตัวรถให้อยู่ในเลน กลับทำงานไม่ราบรื่นเท่าใดนัก
รุ่น 200D AUTOMATIC SPORT PLUS
ราคา (จากทางผู้ผลิต)
- 41,963 ยูโร (ประมาณ 3,080,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า )
เครื่องยนต์
- ดีเซล เทอร์โบ 4 สูบเรียง
- 1,950 ซีซี
กำลังสูงสุด
- 150 แรงม้า
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
- จากทางผู้ผลิต 20.8 กม./ลิตร
- จากการทดสอบ 15.8 กม./ลิตร
- ความคุ้มค่า 9.40 ยูโร./100 กม.
ค่าการปล่อยไอเสีย
- จากทางผู้ผลิต 126 กรัม/กม.
- จากการทดสอบ 168 กรัม/กม.
ภาพลักษณ์ความเป็นตัวลุยถูกบ่งบอกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว จากตัวอักษร G และ L มีที่มาจากภาษาเยอรมันที่แปลว่า รถยนต์สำหรับเส้นทาง สมบุกสมบัน พร้อมทางเลือกหลายเซกเมนท์ของตัวลุย หลากสไตล์จากค่ายรถแห่งนี้ ขณะที่ตัวอักษร B อาจชวนให้เข้าใจผิดในทีแรก บางคนอาจนึกไปถึงรถยนต์ขนาดเล็ก แต่เมื่อได้เห็น GLB กับตา ความเข้าใจในครั้งแรกก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตัวรถมีความยาวค่อนข้างมาก (ที่ 4,630 มม.) และระยะฐานล้อที่ยาวมาก (2,830 มม.) รับประกันความกว้างขวาง สะดวกสบายของห้องโดยสารได้อย่างแน่นอน เส้นสายโดยรวมเน้นสันเหลี่ยม ชวนให้นึกถึงตัวลุยรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง GLK (จีแอลเค) ที่แลดูใหญ่โตกว่าความเป็นจริง ดังนี้แล้ว เอสยูวี จากเมืองชตุทท์การ์ทต้องพิจารณาโดยรวมให้ดี เพื่อเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงภายใต้รหัส B ก่อนที่เราจะลงลึกในรายละเอียดส่วนต่างๆ เบื้องหลัง GLB รุ่นนี้ ยังคงมีแง่มุมในเรื่องทางเทคนิค รวมถึงตำแหน่งทางการตลาดของตัวรถ ประการแรก รถรุ่นนี้ถูกทำตลาดตรงกลางระหว่างรหัสตัวลุยที่ลงท้ายด้วย A และ C ซึ่งเป็น เอสยูวี ที่ใช้พแลทฟอร์มร่วมกัน รวมถึงองค์ประกอบหลายส่วน ได้แก่ ระบบความบันเทิง ระบบความปลอดภัย ระบบอีเลคทรอนิคส์ต่างๆ ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (หรือ 4 ล้อตลอดเวลา) และเครื่องยนต์วางตามขวาง เมื่อเราพิจารณาองค์ประกอบหลายส่วนของรถรุ่นนี้ พบว่า GLB มีตำแหน่งทางการตลาดรองลงมาจาก GLC (จีแอลซี) โครงสร้างตัวถังใช้ร่วมกันกับซีดานอย่าง C-CLASS (ซี-คลาสส์) ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางตามยาว แม้ในรถ เอสยูวี จะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาก็ตาม ถึงอย่างนั้น GLB มีขนาดตัวถังใกล้เคียงกับรุ่นพี่ (ที่มีตัวถังสั้นกว่ากันที่ 30 มม. เท่านั้น) แต่มีรูปทรงที่ทันสมัย และราคาย่อมเยากว่า (มากกว่า 10,000 ยูโร ในรุ่นเริ่มต้น) มาถึงจุดนี้แล้ว พอจะมองเห็นภาพโดยรวมของรถรุ่นนี้ ชัดเจนยิ่งขึ้น กับรถยนต์ที่มีความ กว้างขวาง และอเนกประสงค์ในตัว
พื้นที่ช่วงขาที่เหลือเฟือ
หากใครที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการโดยสารที่สะดวกสบาย และการบรรทุกสัมภาระ เพียงเปิดประตูบานท้ายของรถรุ่นนี้ และมองเข้ามาภายใน จะพบกับพื้นที่ช่วงขาที่มากถึง 380 มม. เทียบเท่ากับซีดานรุ่นใหญ่อย่าง E-CLASS (อี-คลาสส์) นั่นเชียว ที่มีพื้นที่ในส่วนนี้ 330 มม. ผู้โดยสารสามารถเหยียดขาได้ค่อนข้างมาก เบาะด้านหลังยังสามารถเลื่อนหน้า/หลังได้อีก 140 มม. (พับแยกได้แบบ 60:40) ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระท้าย
รถมีมากขึ้นเช่นกัน ในกรณีที่เลื่อนเบาะหลังไปข้างหน้าจนสุด ยังคงมีพื้นที่ส่วนขาถึง 250 มม. เป็นค่าเฉลี่ยของ เอสยูวี ระดับเดียวกัน ส่วนที่เก็บสัมภาระมีพื้นที่ถึง 465 ลิตร เมื่อเลื่อนเบาะมาข้างหลังจนสุด จะมีความจุถึง 319 ลิตร นอกจากนี้เบาะด้านข้างผู้ขับสามารถพับเก็บได้ สำหรับการบรรทุกสัมภาระทรงยาว อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ต้องเน้นการโดยสารเต็มพิกัด มีเบาะแถวที่ 3 เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งด้วย โดยเบาะแถวที่ 3 สามารถพับเก็บลงใต้พื้นรถ สามารถรองรับผู้โดยสารที่ความสูง 168 ซม. มีระยะช่วงขาที่น่าพอใจ และยังมีจุดยึดเบาะนั่งเด็กเล็กมาให้ด้วย เช่นเดียวกับเบาะแถวที่ 2 รวมแล้วสามารถติดตั้งเบาะสำหรับเด็กเล็กได้ถึง 4 ตำแหน่ง
สูงขึ้นจากพื้นถนน 800 มม.
ความสะดวกสบายจัดเป็นหนึ่งในจุดเด่นของรถรุ่นนี้อย่างชัดเจน มาที่มิติตัวรถบ้าง GLB มีทัศนวิสัยโดยรวมไม่แพ้รถร่วมค่ายที่มีรหัสลงท้ายด้วย A และ C แต่ทัศนวิสัยของผู้โดยสารจะมีความได้เปรียบกว่า เนื่องจากเบาะมีความสูงจากพื้นถนนถึง 600 มม. (ในรุ่น GLA (จีแอลเอ) คือ 465 มม.) และมีความสูงของตัวเบาะมากกว่าตัวถังแฮทช์แบคถึง 80 มม. ด้วยกัน เบาะคู่หน้าจึงมีทัศนวิสัยที่ปลอดโปร่ง ทั้งด้านหน้า และรอบตัวรถ ด้านหน้าผู้ขับเต็มไปด้วยอุปกรณ์ใช้งานที่ทันสมัย การออกแบบที่ลงตัว คุณภาพการประกอบที่ยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกติดตั้งเข้ามา ตามแบบฉบับรถยนต์ยุคหน้าของ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) มีจุดแตกต่างอยู่บ้างที่คอนโซลหน้ากับการออกแบบเน้นทรงโค้ง ตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียม รวมถึงมือจับขนาดใหญ่ตามแบบฉบับตัวลุยรหัส G แผงหน้าปัดประกอบไปด้วยหน้าจอแบบคู่ แสดงผลระบบใช้งาน MBUX และระบบความบันเทิงภายใต้หน้าจอขนาดใหญ่ จัดเป็นหนึ่งในระบบที่มีความทันสมัยมากที่สุดอันหนึ่งของโลกยานยนต์ แม้ในระยะแรกอาจต้องทำความคุ้นเคยพอสมควร เปรียบได้กับการใช้งานมือถือยุคใหม่ ในช่วงแรกอาจต้องสับสนกับการจัดวางรูปแบบใหม่ และง่วนอยู่กับการพยายามใช้งานผ่านแป้นควบคุมตรงกลาง แต่เมื่อเริ่มทำความคุ้นเคยได้ดีแล้ว การใช้งานจะมีความสะดวกยิ่งขึ้น และใช้งานระบบ MBUX อย่างได้ผล การใช้งานผ่านแป้นควบคุม และปุ่มต่างๆ บนคอนโซลเกียร์ หรือผ่านหน้าจอระบบสัมผัส และการสั่งงานด้วยเสียง การรับคำสั่งจากเสียงพูดทำได้ดีมาก แม้ผู้พูดจะใช้ประโยคที่มีความซับซ้อน ระบบสามารถทำความเข้าใจได้อย่างครอบคลุม เช่น การสั่งงานระบบปรับอากาศ การระบุจุดหมายของระบบเนวิเกเตอร์ การค้นหาร้านอาหารที่อยู่ใกล้ หรือแม้แต่สถานีบริการน้ำมัน การประมวลผลคำพูด ทำได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่คุ้นเคยกับรูปแบบของรถยนต์จากเมืองชตุทท์การ์ท จะพบว่าคันเกียร์ของรถรุ่นนี้ถูกติดตั้งบนก้านใช้งานบนคอพวงมาลัย เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของค่าย MERCEDES-BENZ ถัดไปเป็นจุดติดตั้งของก้านใช้งานระบบปัดน้ำฝน เป็นตำแหน่งที่ไม่คุ้นเคยมากนัก ต้องทำความเคยชินในช่วงแรก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก
ความสะดวกสบายเกินมาตรฐาน
จุดเด่นของรถรุ่นนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องโดยสาร จุดสำคัญของรถยนต์สำหรับครอบครัว คือ ความสะดวกสบาย และ GLB ก็ตอบสนองในส่วนนี้ได้ดีมาก ผู้โดยสารสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงรบกวนจากนอกรถ และยังมีเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ในระดับต่ำ เมื่อแล่นผ่านพื้นขรุขระในตัวเมือง ระบบรองรับด้านหน้าดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีมากในเกือบทุกสภาพพื้นผิวถนน แม้ระบบรองรับจะเป็นแบบมัลทิลิงค์ การตอบสนองของล้อคู่หลัง ก็ไม่นุ่มนวลมากเกินไป ความสะดวกสบายยังถูกเสริมด้วยการทำงานที่เข้ากันระหว่างเครื่องยนต์ และชุดเกียร์ โดยขุมพลังแบบดีเซล เทอร์โบ 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบที่มีมลภาวะต่ำ (ผ่านมาตรฐาน ยูโร 6 ซึ่งเตรียมถูกบังคับใช้ในปี 2021) การทำงานที่เรียบเนียน ไม่มีอาการสะดุดแม้ในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง ตัวเครื่องมีความทนทาน มีการส่งกำลัง และแรงบิดที่ต่อเนื่อง นอกจากนี้การเปลี่ยนจังหวะเกียร์ทำได้อย่างฉับไว และแม่นยำในทุกสภาวะการขับขี่ จัดเป็นระบบเกียร์ที่ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ เหนือกว่าเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะของคู่แข่ง ในส่วนของอัตราเร่ง GLB 200D (จีแอลบี 200 ดี) มีอัตราเร่งที่ทำได้ดีสมตัว (0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที) และประหยัดเชื้อเพลิงอย่างน่าพอใจเช่นกัน (ระยะทำการของรถที่นำมาทดสอบที่ 820 กม./ชม.) เราสามารถวัดตัวเลขออกมาได้ที่ 15.8 กม./ลิตร และขึ้นมาที่ 17.9 กม./ลิตร สำหรับการขับทางไกล และลงมาที่ประมาณ 13.9 กม./ลิตร เมื่อขับขี่ในตัวเมือง แม้ตัวถังที่ปราดเปรียวกว่าของ GLC จะทำตัวเลขได้ดีกว่านี้ ภายใต้ขุมพลังบลอคเดียวกัน แต่อย่าลืมว่า GLB มีน้ำหนักโดยรวมมากกว่ากันถึง 200 กก. และมีพื้นที่ด้านหน้าตัวรถมากกว่า (2.548 ตรม. เมื่อเทียบกับพื้นที่ 2.317 ตรม. ของ GLC 200D) ดังนั้นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ถือว่าอยู่ในระดับที่ทำได้ดีแล้ว
ระบบความปลอดภัยที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ความคล่องแคล่วของการขับขี่เป็นอีกหนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณาน้ำหนักโดยรวมของตัวรถ MERCEDES-BENZ รุ่นนี้ ความ ฉับไวแบบสปอร์ทอาจคาดหวังได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม เอสยูวี รุ่นนี้สามารถเข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเฉียบคมในตัว และการหักเลี้ยวของส่วนหน้าตัวรถที่ว่องไว การตอบสนองของพวงมาลัยมีความรวดเร็วทันใจและต่อเนื่อง ส่วนท้ายรถที่มั่นคง อาการโคลงในระดับที่ควบคุมได้ ข้อจำกัดในแง่ของตัวถังแบบ เอสยูวี อาจปรากฏให้เห็นเมื่อใช้การขับขี่ที่ดุดัน ต้องใช้การควบคุมเข้าช่วยไม่น้อย แต่ตามที่กล่าวมาในช่วงแรก GLB จะให้การขับขี่ที่รื่นรมย์เมื่อบังคับควบคุมอย่างนุ่มนวล ระบบความปลอดภัยมีให้ครบครัน แม้เรามีความเห็นว่าหลายรายการควรถูกรวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งจากโรงงาน ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นที่ 2 ต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 1,842 ยูโร ระบบตรวจจับจุดอับสายตา มีมูลค่าที่ 549 ยูโร รวมถึงระบบครูสคอนทโรล แปรผันความเร็ว และระบบควบคุมตัวรถให้อยู่ในเลน แต่น่าเสียดายที่ระบบเตือนการเปลี่ยนเลนโดยไม่เจตนา กับการทำงานที่ไม่ราบรื่นนัก และควบคุมการเบรคบ่อยครั้ง การปรับแต่งจังหวะการทำงานควรทำให้ดีกว่านี้
GLB ถูกทางค่ายผู้ผลิตอย่าง MERCEDES-BENZ นิยามว่าเป็นรถยนต์ระดับคอม-แพคท์ แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่โตกว่ารุ่นพี่ด้วยซ้ำ บ่งบอกถึงตำแหน่งทางการตลาดที่รถรุ่นนี้ถูกวางเอาไว้ กับการเป็น เอสยูวี อเนกประสงค์ รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 คน (รวมคนขับ) อุปกรณ์ใช้สอยทันสมัย ภายใต้ราคาที่เหมาะสม หากจะว่าไปแล้ว เอสยูวี ของค่ายที่รองรับผู้โดยสารได้ 7 คน ก่อนหน้านี้มีเพียง GLE รุ่นล่าสุดเท่านั้น การมาถึงของ GLB จึงเป็นทางเลือกที่เน้นพื้นที่ห้องโดยสาร กับราคาที่ไม่สูงเกินไป อีกหนึ่งหลัก-ฐานของการวางตำแหน่งทางการตลาดของรถรุ่นนี้ คือ เครื่องยนต์ที่เน้นขนาดเล็ก มีความสมดุลระหว่างสมรรถนะ และการประหยัดเชื้อเพลิง โดยในต่างประเทศมีทางเลือกของเครื่องยนต์ดังนี้ คือ ดีเซล เทอร์โบ จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ GLB 180D ขนาด 2.0 ลิตร 116 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 11.3 วินาที) GLB 200D ขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9.0 วินาที) GLB 200D 4MATIC ขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9.3 วินาที) และ GLB 220D 4MATIC ขนาด 2.0 ลิตร 190 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที) ขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ มีด้วยกัน 3 รุ่น นั่นคือ GLB 200 ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9.1 วินาที) GLB 250 4MATIC ขนาด 2.0 ลิตร 224 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.9 วินาที) และตัวแรงรหัส AMG กับ GLB 35 4MATIC AMG ขนาด 2.0 ลิตร 306 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.2 วินาที) โดยแต่ละรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโน-มัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ยกเว้นเพียงรุ่น GLB 200 จะใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ขณะที่บ้านเรา เพิ่งเปิดตัว MERCEDES-BENZ GLB ไปหมาดๆ เช่นกัน รุ่นที่ทำตลาด คือ GLB 200 PROGRESSIVE เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า พร้อมระบบความบันเทิง MBUX และหน้าจอขนาดใหญ่กินพื้นที่ถึงแผงหน้าปัด เอกลักษณ์ของ MERCEDES-BENZ ยุคใหม่ พร้อมเบาะนั่งจำนวน 3 แถว 7 ตำแหน่ง (เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งในเมืองนอก) แต่ระบบความปลอดภัยให้มาตามมาตรฐานรถยนต์ยุคปัจจุบัน บรรดาระบบความปลอดภัยที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในเมืองนอก เช่น ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบครูสคอนทโรล แปรผันความเร็ว ไม่มีติดตั้งมาให้ แต่ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติมาให้ในรุ่นที่ทำตลาดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังไม่มีระบบ ENERGIZING ระบบเพิ่มความสะดวกสบาย และความผ่อนคลายแก่ผู้โดยสารด้วยเบาะนวดสรีระ รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลด้านสุขภาพกับนาฬิกาแบบดิจิทอล นับเป็นระบบที่มีความทันสมัยมากๆ แต่ยังไม่มีติดตั้งใน GLB รุ่นที่ทำตลาดในบ้านเราแต่อย่างใด กับราคาที่ถูกตั้งเอาไว้อย่างน่าสนใจที่ 2,860,000 บาท ถือว่าทำตลาดระหว่างกลางของรุ่น GLA (ปัจจุบันเปลี่ยนโฉมแล้วในตลาดโลก แต่ยังไม่มาถึงบ้านเรา) และ GLC เอสยูวี รุ่นพี่ที่มีทำตลาดทั้งรุ่นปกติ และตัวถังแบบคูเป พร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย
พื้นที่ใช้สอย และทัศนวิสัย
พื้นที่เก็บสัมภาระ
ระบบ ENERGIZING เบาะนั่งพร้อมระบบนวดในตัว
อุปกรณ์ใช้งานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลเป็นประจำ กับระบบที่มีชื่อว่า ENERGIZING เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการผ่อนคลายของผู้ขับ ปุ่มใช้งานจะอยู่ใกล้กับปุ่มสำหรับระบบปรับอากาศ ควบคุมการทำงานระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร เพลงที่เล่น และการปรับตำแหน่งของเบาะ (เพื่อการนวดที่ดี) ให้ความรู้สึกที่ดี และผ่อนคลาย แต่ละ พโรแกรมจะใช้เวลา 10 นาที มีฟังค์ชันการนวดเฉพาะส่วน พร้อมกับการขับกล่อมบทเพลงที่เหมาะสม และโทนแสงของไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร หากระบบหน่วยความจำของเบาะนั่งถูกติดตั้งด้วย ระบบจะปรับความนุ่มนวลของเบาะ และปรับมุมเอนของพนักพิงหลัง สำหรับท่วงท่าของสรีระที่ลงตัวที่สุด สำหรับผู้ที่ใช้นาฬิกายี่ห้อ GARMIN (การ์มิน) หรือรุ่นที่เชื่อมต่อการทำงานกับระบบของ MERCEDES-BENZ ได้ จะสามารถเชื่อมต่อการแสดงผลเข้ากันกับระบบ MBUX แสดงผลตัวเลขของร่างกายที่จำเป็น (เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, ระดับความเครียด, คุณภาพการนอนหลับ) ระบบสามารถปรับระดับการผ่อนคลายให้แก่ผู้โดยสารตามความเหมาะสม จากตัวเลขในแต่ละหัวข้อ นอกจากนี้ยังสามารถแสดงผลระดับชีพจรบนหน้าจอได้อีกด้วย
การทดสอบระบบความปลอดภัย
จุดที่ต้องทำความคุ้นเคย
ค่าย MERCEDES-BENZ มีจุดแตกต่างเฉพาะตัว เป็นสิ่งที่ผู้ขับต้องพยายามทำความคุ้นเคยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้น คือ คันเกียร์ถูกติดตั้งบนคอพวงมาลัย ต้องระวังไม่ให้ใช้งานสับสนกับก้านปัดน้ำฝน ขณะที่ปุ่มใช้งานเบรคฉุกเฉินมีขนาดเล็ก และติดตั้งใกล้กับปุ่มใช้งานระบบไฟส่องสว่าง มองเห็นได้ยากอีกต่างหาก ส่วนปุ่มใช้งานไฟฉุกเฉินมีขนาดเล็กเกินไป มองเห็นได้ยาก เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการออกแบบที่สวยงามไม่ได้มาพร้อมกับการใช้งานที่สะดวกสบายเสมอไป
รักษาเอกลักษณ์ได้ดี
แม้รถรุ่นนี้จะถูกผลิตที่ประเทศเมกซิโก GLB ยังเป็นรถยนต์จากค่าย MERCEDES-BENZ ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ มีคุณภาพการประกอบที่ดีเยี่ยม ทั้งภายนอก ภายใน รวมถึงส่วนที่เก็บสัมภาระ มีจุดต้องติให้เห็นน้อยมาก การพ่นสีตัวถังอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่วนห้องเครื่องยนต์ และจุดเชื่อมต่อต่างๆ ขณะที่ส่วนประตูมีจุดยึดมากมายที่มองเห็นได้ และจุดเชื่อมต่อบางจุดที่ยังไม่เรียบเนียนเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม รถรุ่นนี้เพิ่งออกจากสายการผลิตเป็นชุดแรก ห้องโดยสารโดยรวมมีความแน่นหนา สมกับการเป็นรถยนต์จาก MERCEDES-BENZ แสงไฟในห้องโดยสารบางจุดสะท้อนแสงบนกระบังหน้า รบกวนสายตาเล็กน้อย นอกจากนี้รูปทรงช่องแอร์ทางฝั่งซ้ายสุดบดบังมุมมองของกระจกมองข้างบางส่วน เป็นจุดที่ควรปรับปรุงเรื่องการออกแบบ
ภายนอก
การพ่นสีตัวถังที่เรียบสนิท พื้นผิวเนียน และมีการเคลือบสีแทบทุกส่วนของตัวถัง ส่วนประกอบของตัวถังภายนอกมีการประกอบที่ไม่ต่อเนื่องในบางจุด
| พื้นผิวตัวถัง | ★★★★✩ |
| การต่อเนื่องของส่วนประกอบตัวถัง | ★★★★ |
| วัสดุดูดซับเสียง | ★★★★★ |
| ส่วนประกอบตัวถังภายนอก | ★★★★✩ |
ภายใน
การใช้วัสดุชั้นดี และการประกอบที่แน่นหนา รูปแบบการใช้งาน และอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี
| วัสดุ | ★★★★★ |
| การประกอบ | ★★★★★ |
| การใช้งาน | ★★★★✩ |
| ส่วนที่เก็บสัมภาระ | ★★★★✩ |
จุดแข็ง
1. ขอบประตูมีการเชื่อมต่อที่แน่นหนา ช่วยป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นละออง และลดเสียงรบกวนของลมที่ปะทะตัวถัง
2. ส่วนที่เก็บสัมภาระ รวมถึงส่วนของประตูหน้า มีการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงอย่างทั่วถึง เสริมด้วยชุดขอบยางที่ถอดออกได้
จุดอ่อน
3. จุดเชื่อมต่อที่มองเห็นได้ชัดเกินไป จุดที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยวัสดุพลาสติคมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณประตูรถ
4. รูปทรงของช่องแอร์ และตำแหน่งการติดตั้งที่อยู่ใกล้กับกระจกบานหน้า และยังบดบังทัศนวิสัยบางส่วนของกระจกมองข้างด้วย
การเชื่อมต่อตัวถังอันทันสมัย
โครงสร้างตัวถังของ GLB ใช้วัสดุโลหะความแข็งแรงสูง บางจุดมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ ของโครงสร้าง การยึดด้วยหัวนอทจึงมีให้เห็นหลายจุด รวมถึงการเชื่อมต่อต่างๆ ทำให้โครงสร้างมีความแน่นหนาอย่างทั่วถึง แต่ละองค์ประกอบถูกคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์มาเป็นอย่างดี แผ่นปิดใต้ห้องเครื่องยนต์ช่วยลดแรงต้านทานของอากาศได้ดี
ข้อมูลจำเพาะ
ข้อมูลจากทางผู้ผลิต กับรถที่นำมาทดสอบ
เครื่องยนต์
- วางด้านหน้า ตามยาว
- ดีเซล 4 สูบเรียง
- กระบอกสูบ 82.0 มม.
- ช่วงชัก 92.3 มม.
- ความจุ 1,950 ซีซี
- กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รตน.
- แรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม. ที่ 1,400-3,200 รตน.
- ฝาสูบวัสดุน้ำหนักเบา
- เพลาปรับสมดุล 2 ชุด
- ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ วาล์วแปรผัน 4 วาล์ว/ลูกสูบ (สายพานโซ่)
- คอมมอนเรล
- ชุดกรองไอเสีย 2 ชุด
ระบบส่งกำลัง
- ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า
- เกียร์อัตโนมัติลัทช์คู่ 8 จังหวะ
ยาง
- ปิเรลลี สกอร์เพียน เวร์เด 235/55 R18 10CW
- ชุดปะยาง
รายละเอียดตัวถัง
- ตัวถังโลหะ ทรง 2 กล่อง 5 ประตู 5 ที่นั่ง
ระบบรองรับ
- ด้านหน้า แมคเฟอร์สันสตรัท
- ด้านหลัง มัลทิลิงค์
- คอยล์สปริง
- เหล็กกันโคลง
- ชอคอับแบบไฮดรอลิค
- เบรคแบบจาน เอบีเอส และอีเอสพี
- พวงมาลัยฟันเฟือง และตัวหนอน ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า
- ความจุถังน้ำมัน 52 ลิตร
มิติตัวถัง และน้ำหนัก
- ระยะฐานล้อ 2,830 มม.
- ความกว้างฐานล้อคู่หน้า/หลัง 1,610 มม.
- ความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,830 มม. สูง 1,660 มม.
- น้ำหนักตัวรถ 1,680 กก. รวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 2,185 กก. น้ำหนักลากจูงสูงสุด 1,800 กก.
- พื้นที่เก็บสัมภาระ 570-1,805 ลิตร
ผลิตที่
- เมือง AGUASCALIENTES (ประเทศเมกซิโก)
การทดสอบสมรรถนะ
การประเมินผลของ QUATTRORUOTE
เบาะผู้ขับ
ตำแหน่งของเบาะที่ค่อนข้างสูง มองเห็นด้านหน้าของตัวรถได้ชัดเจน ปุ่มปรับตำแหน่งเบาะอยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานสะดวก
คอนโซลหน้า และปุ่มใช้งาน
รูปแบบการจัดวางคอนโซลหน้าเหมือน เอสยูวี ร่วมค่ายรุ่นอื่น ฝั่งด้านข้างของผู้ขับมีการออกแบบใกล้เคียงกับตัวลุยขนานแท้ การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างรูปแบบดั้งเดิม และความทันสมัย ปุ่มใช้งานบางจุดต้องทำความคุ้นเคยในช่วงแรก
แผงหน้าปัด
การแสดงผลแบบดิจิทอลบนแผงหน้าปัดของรถหลายรุ่นไม่สามารถปรับแต่งรูปแบบหน้าจอได้ แต่รถคันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น แม้การจัดวางในช่วงแรกจะยังไม่คุ้นเคยนัก แต่เมื่อปรับแต่งได้ลงตัวตามที่ต้องการ การใช้งานก็สะดวกสบายเป็นอย่างดี
ระบบความบันเทิง
ระบบความบันเทิงที่ครบครันที่สุดคันหนึ่ง มีฟังค์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แป้นควบคุมระบบสัมผัสตรงกลาง แป้นควบคุมขนาดเล็กบนก้านพวงมาลัย จอภาพระบบสัมผัส และระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ชาญฉลาด
ระบบปรับอากาศ
ระบบปรับอากาศแบบแยก 2 โซน สามารถสั่งงานด้วยเสียง มีช่องแอร์อย่างทั่วถึง (รวมถึงเบาะหลัง) ปรับทิศทางได้สะดวก ในโหมดปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ ให้ความเย็นได้คงที่ตามต้องการ
ทัศนวิสัย
กระจกบังลมด้านหน้าขนาดใหญ่มีทัศนวิสัยที่ดี รูปทรงของเสา เอ บดบังมุมมองบางส่วน แต่ไม่ถึงกับเลวร้ายอะไร กล้องมองภาพด้านหลังมีประโยชน์มาก
คุณภาพการประกอบ
คุณภาพการประกอบของ GLB สมกับการเป็นบแรนด์รถยนต์หรู วัสดุที่ใช้ คุณภาพการประกอบ และการใส่ใจในรายละเอียด ทำได้อย่างน่าประทับใจ บ่งบอกคุณภาพระดับสูงของค่ายรถสัญชาติเยอรมัน
อุปกรณ์ใช้งาน
รุ่น SPORT PLUS ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ มาอย่างครบครัน และยังมีบรรดาอุปกรณ์เลือกติดตั้งอีกมากมาย
ระบบความปลอดภัย
หากต้องการระบบความปลอดภัยระดับ 2 แบบที่ติดตั้งมากับรถที่นำมาทดสอบ GLB จำเป็นต้องเสริมด้วยอุปกรณ์เลือกติดตั้งหลายรายการ ทำให้ราคาของตัวรถขยับสูงขึ้นอีก
พื้นที่ใช้สอย
การขับเคลื่อนล้อหน้า และเครื่องยนต์วางตามขวาง ช่วยให้มีพื้นที่เหลือเฟือ ส่วนห้องโดยสารมีความยาวถึง 2,130 มม. ผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังมีความสะดวกสบายดีมาก
ที่เก็บสัมภาระ
การประกอบที่แน่นหนา และพื้นที่อันเหลือเฟือ สามารถเสริมอุปกรณ์ใช้งานอื่นๆ ได้อีก เบาะแถวที่ 2 สามารถเลื่อนหน้า/หลังอีก 140 มม. ทำให้มีพื้นที่ช่วงขาเริ่มต้นที่ 250 มม. และความจุที่เก็บสัมภาระ 465 ลิตร
ความสะดวกสบาย
เครื่องยนต์ที่ทำงานได้เงียบสนิท และห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ดีระบบรองรับเน้นความนุ่มนวล แม้ช่วงล่างด้านหลังจะมีความแข็งกระด้างเล็กน้อยเมื่อแล่นผ่านพื้นถนนขรุขระ
เครื่องยนต์
ขุมพลังที่มีทำงานอย่างลื่นไหล และมั่นคง เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร มีแรงบิด และกำลังสูงสุดที่เหมาะสม ช่วงความเร็วสูงอาจไม่ฉับไวนัก แต่ไม่ใช่จุดเด่นสำคัญของ GLB อยู่แล้ว
อัตราเร่ง
มีความฉับไวเกินคาด เห็นได้จากผลการทดสอบ 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที หากต้องขับรถคันนี้ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น ความคล่องตัวมีให้อย่างน่าพอใจ
อัตราเร่งยืดหยุ่น
การทำงานของเครื่องยนต์ที่ลื่นไหล ยังส่งผลดีกับการเรียกอัตราเร่งจากช่วงความเร็วต่ำ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะทำงานได้อย่างลงตัว
ระบบส่งกำลัง
การผสมผสานระหว่างความนุ่มนวล และความฉับไว การเปลี่ยนจังหวะทำได้อย่างลื่นไหล แต่เมื่อเรียกอัตราเร่ง ระบบเกียร์แบบอัตโนมัติคลัทช์คู่ตอบสนองได้ฉับไวดีมาก
การบังคับเลี้ยว
การหักเลี้ยวทำได้ง่ายดาย โดยเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นในช่วงความเร็วสูง การตอบสนองของพวงมาลัยทำได้ดีมาก มีความต่อเนื่อง และแม่นยำ แม้ขณะเลี้ยวในโค้งที่มีความแคบ
ระบบเบรค
ประสิทธิภาพระบบเบรคทำได้ดีสมตัว แม้ในสภาพพื้นผิวขรุขระ และพื้นผิวที่มีความลื่นแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีความทนทาน ระหว่างการทดสอบแบบต่อเนื่องหลายครั้ง ระบบเอบีเอสมีการทำงานที่ผิดจังหวะบางครั้ง ทำให้ระยะเบรคมากขึ้นโดยใช่เหตุ
ความคล่องแคล่ว
การยึดถนนทำได้ดีมาก แม้มีน้ำหนักค่อนข้างมาก รวมถึงตัวถังทรงสูง มีการทรงตัวที่สมดุลแม้หักเลี้ยวอย่างรุนแรง การทำงานของระบบอีเอสพี มีความเฉียบคม
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
เครื่องยนต์ดีเซลมีการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีมาก แต่ตัวถังทรงหนา และน้ำหนักที่ค่อนข้างมากมีผลต่อตัวเลขเช่นกัน โดยเฉลี่ยทำได้ที่ 15.8 กม./ลิตร
จุดแข็ง
- พื้นที่ห้องโดยสาร มีให้เหลือเฟือ และกว้างขวางเป็นอย่างดี ผู้โดยสารด้านหลังมีความสะดวกสบาย ที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง ขนสัมภาระได้สะดวก
- ระบบความบันเทิง ระบบ MBUX ตอบสนองการใช้งานอย่างครอบคลุม จัดเป็นระบบที่มีความลงตัวมาก
จุดอ่อน
- ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน จังหวะการทำงาน การควบคุมพวงมาลัย ตลอดจนการเสริมแรงเบรค ค่อนข้างรบกวนการขับขี่พอสมควร
- ปุ่มใช้งาน ปุ่มเบรคฉุกเฉินค่อนข้างเอื้อมถึงยาก และปุ่มใช้งานไฟฉุกเฉินควรอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่ายกว่านี้



