ธุรกิจ
Aumovio พัฒนาระบบเบรครถต้นแบบ Mission Efficiency ของ Volkswagen

Aumovio หนุน Volkswagen ร่วมพัฒนาระบบเบรคสำหรับโครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency ผสานเทคโนโลยีไฮดรอลิค และเบรคไฟฟ้าเชิงกล ซึ่งโครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนา และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้นในอนาคตHighlight
ฟรังค์ฟวร์ท เยอรมนี-Aumovio ได้ติดตั้งระบบ Semi-Dry Brake หรือเบรคกึ่งแห้งรุ่นใหม่ให้แก่โครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency ของ Volkswagen ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่ใกล้เคียงกับการผลิตจริง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อผลักดันขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ระบบดังกล่าวผสานเทคโนโลยีเบรคไฮดรอลิค และเบรคไฟฟ้าเชิงกลรุ่นล่าสุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า
Aumovio ใช้ระบบเบรคแบบ One-Box รุ่น MK C2 ในบริเวณเพลาขับหน้าซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการเบรคแบบสร้างพลังงานกลับคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมคาลิเพอร์เบรคไฮดรอลิค สำหรับเพลาขับหลัง Aumovio ได้ติดตั้งระบบเบรคไฟฟ้าเชิงกลรุ่นใกล้พร้อมผลิตจริง นอกจากนี้ ระบบเบรคยังได้รับการออกแบบให้มีระยะห่างระหว่างจานเบรค และผ้าเบรคมากกว่ารถยนต์รุ่นทั่วไป ช่วยลดแรงเสียดทานที่ไม่จำเป็นภายในระบบเบรค ส่งผลให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
Boris Mergell หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ Safety and Motion ของ Aumovio กล่าวว่า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพด้านพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการพัฒนา ทั้งในด้านการเพิ่มระยะทางการขับขี่ และลดการใช้พลังงาน ระบบเบรคมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว เราได้นำประสบการณ์ด้านการพัฒนากว่า 120 ปีสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ โครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency ของ Volkswagen แสดงให้เห็นว่าเรายังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนา และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
Aumovio ได้พัฒนาระบบเบรค MK C2 พร้อมคาลิเพอร์เบรคเพลาขับหน้าสำหรับรถยนต์รุ่น ID. Polo โดยออกแบบมาเพื่อรองรับการเบรคแบบสร้างพลังงานกลับคืนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบนี้ใช้เทคโนโลยี Brake-by-Wire ที่ส่งคำสั่งเบรคผ่านสัญญาณอีเลคทรอนิคส์ ทำให้แยกการทำงานออกจากระบบไฮดรอลิคโดยสมบูรณ์ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทานที่มักเกิดขึ้นในระบบเบรคแบบเดิม ระบบสามารถประเมินสถานการณ์การขับขี่ และเลือกใช้การชะลอความเร็วด้วยการกู้คืนพลังงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า หรือการใช้เบรคเสียดทานได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้พลังงานจลน์ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
นอกจากนี้ Aumovio ยังได้พัฒนาคาลิเพอร์เบรคไฮดรอลิคที่เพลาขับหน้าให้สามารถสร้างระยะห่างระหว่างผ้าเบรค และจานเบรคได้มากกว่ารุ่นมาตรฐาน ช่วยลดแรงต้านเบรคคงค้าง และการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวม
อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของโครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency คือ การติดตั้งระบบเบรคอีเลคทรอเมคานิคอลที่เพลาขับหลัง ซึ่งแตกต่างจากระบบเบรคมาตรฐานในรถยนต์รุ่น ID. Polo โดยคาลิเพอร์เบรคทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแทนการใช้แรงดันไฮดรอลิคทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ท่อ และน้ำมันเบรค ลดความซับซ้อนของระบบ พร้อมสนับสนุนการออกแบบยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ และน้ำหนักเบามากยิ่งขึ้น ด้วยการสั่งงานผ่านระบบไฟฟ้าที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว คาลิเพอร์เบรคสามารถสร้างช่องว่างระหว่างผ้าเบรค และจานเบรคได้มากกว่าระบบเบรคทั่วไป
ส่งผลให้แรงต้านเบรคตกค้างลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างการขับขี่ และเพิ่มระยะทางการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ระบบยังสามารถควบคุม และปรับระยะห่างของเบรคได้อย่างแม่นยำผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รักษาช่องว่างที่เหมาะสมได้อย่างสม่ำเสมอ แม้หลังจากการใช้งานเบรคมือไฟฟ้า หรือการเบรคหนัก คาลิเพอร์จะปรับกลับสู่ตำแหน่งที่กำหนดโดยอัตโนมัติ ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหา Memory Effect ที่มักพบในระบบเบรคไฮดรอลิค ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงต้านเบรคตกค้างสูงกว่าปกติ และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ด้วยเหตุนี้ ระบบ Semi-Dry Brake รุ่นใหม่จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และการพัฒนายานยนต์พลังงานสะอาดแห่งอนาคต
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานแล้ว ระบบ Semi-Dry Brake ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าในหลายมิติ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับระบบเบรคอีเลคทรอเมคานิคอลที่สามารถควบคุม และกระจายแรงเบรคไปยังแต่ละล้อได้อย่างอิสระ และแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรคแบบสร้างพลังงานกลับคืน เสริมเสถียรภาพของรถในทุกสภาวะการขับขี่ โดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง พร้อมมอบประสบการณ์การเบรคที่นุ่มนวล และตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ศักยภาพดังกล่าวยังสามารถพัฒนาไปสู่ระบบ Semi-Dry Brake เต็มรูปแบบในอนาคต ซึ่งใช้คาลิเพอร์อีเลคทรอเมคานิคอลทั้ง 4 ล้อ
อีกหนึ่งจุดเด่นของระบบเบรคอีเลคทรอเมคานิคอล คือ ความสามารถในการปรับระยะห่างระหว่างผ้าเบรค และจานเบรคได้อย่างชาญฉลาดตามสภาวะการขับขี่ ระบบจะเพิ่มช่องว่างเพื่อลดแรงต้านเบรคตกค้างในช่วงเข้าโค้ง ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ขณะเดียวกันจะลดช่องว่างลงเมื่อระบบคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจต้องใช้เบรคฉุกเฉิน เพื่อให้การตอบสนองรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
การติดตั้งระบบ Semi-Dry Brake ที่เพลาขับหลังยังช่วยลดความซับซ้อนของระบบ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ท่อไฮดรอลิค และน้ำมันเบรค ส่งผลให้น้ำหนักโดยรวมของรถลดลง ลดภาระด้านการบำรุงรักษา เพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบสถาปัตยกรรมยานยนต์ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในด้านการใช้พลังงาน สมรรถนะการขับขี่ ความยั่งยืน และความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิผล
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบเบรคไฮดรอลิค คือ แนวคิด Smart Sizing สำหรับคาลิเพอร์เบรค ซึ่ง Aumovio พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งลดความซับซ้อนของโครงสร้าง และจำนวนชิ้นส่วนภายใน ส่งผลให้คาลิเพอร์มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบาลง และยังคงประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูง การออกแบบใหม่นี้ใช้ตัวเรือนคาลิเพอร์ที่มีขนาดเล็กลง พร้อมปรับมวลของผ้าเบรคให้เหมาะสม ช่วยลดน้ำหนักโดยรวมของระบบเบรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังเอื้อให้เกิดช่องว่างระหว่างผ้าเบรค และจานเบรคที่กว้างขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านเบรคตกค้าง และลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการขับขี่
นอกจากนี้ ระบบยังใช้จานเบรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแต่มีความบางลง โดยออกแบบให้ตำแหน่งการทำงานของเบรคอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางมากขึ้น สร้างแรงเบรคได้เท่าเดิมด้วยแรงกดจากคาลิเพอร์ที่น้อยลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรค ลดการใช้พลังงาน และสนับสนุนการเพิ่มระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
Volkswagen เปิดตัวโครงการรถต้นแบบ Mission Efficiency รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบใกล้ผลิตจริงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุดในโลก ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ และระบบเบรค MK C2 ที่พร้อมต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
ส่งผลให้รถคันนี้สร้างสถิติด้านประสิทธิภาพพลังงานถึง 3 รายการ ได้แก่ การมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำที่สุดในโลก การใช้พลังงานเพียง 6.48 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. ภายใต้สภาวะการขับขี่ที่เหมาะสม และการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ผลิตจริงที่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำที่สุด ด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ควบคู่กับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ ในการทดสอบใช้งานจริงจากประเทศเยอรมนีสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รถยังสามารถทำอัตราการใช้พลังงานได้เพียง 7.51 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. (รวมการสูญเสียจากการชาร์จไฟ) หรือ 6.89 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. เมื่อไม่รวมการสูญเสียดังกล่าว ซึ่งยืนยันถึงศักยภาพด้านการประหยัดพลังงานในสภาวะการใช้งานจริงได้อย่างโดดเด่น


