ทดลองขับ
MG Urban รถไฟฟ้าของคนเมือง
MG Urban หรือที่บางตลาดเรียกว่า MG4 EV Urban รถไฟฟ้า 100% ขนาด B-Segment รุ่นล่าสุดจาก MG ที่ได้รับฉายาในกลุ่มคนเล่นรถสั้น ๆ ว่า "น้องม่วง" จากสีโปรโมทหลักที่เป็นสีม่วงพาสเทลสดใส เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นใช้งานในเมือง ขับขี่คล่องตัว และให้ความคุ้มค่าสูง
ผลิตในไทย (CKD)
MG Urban เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 ของ MG ที่ประกอบในประเทศไทย ต่อจาก MG4 และ MG S5 EV Plus ทำให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการทำราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
MG Urban เป็นรถแฮทช์แบ็คไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศไทย (CKD) พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับรถไฟฟ้า SAIC E3 Pure Electric Platform ในรูปแบบ Cell-To-Body (CTB) ที่ผสานแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างตัวถัง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงและเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารให้กว้างขวาง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Gender Neutral Trendy”
ดีไซน์ภายนอก (Exterior Design)
ภายนอกเน้นความสดใสและมีความเป็นรถคนเมืองยุคใหม่ ทันสมัยและเข้าถึงง่ายกับทุกเพศทุกวัย
มิติตัวถัง
- ความยาว 4,395 มม.
- ความกว้าง 1,842 มม.
- ความสูง 1,549 มม.
- ฐานล้อ 2,750 มม.
ตัวรถดูโปร่งและมีพื้นที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ที่สั้น คล่องตัวสูง
จุดเด่นรอบคัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยโลโก้เรืองแสง (Illuminated Logo) และไฟหน้า LED อัตโนมัติ พร้อมไฟ Daytime Running Lights
ด้านหลังติดตั้งไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack เอกลักษณ์ของ MG พร้อมสปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกสบาย
ล้อและยาง
รุ่น STANDARD ได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมฝาครอบ Aero Wheel Cover
ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA จะได้ขยับสเปกขึ้นเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว
ห้องโดยสารภายใน (Smart Cabin)
การออกแบบภายในเน้นความกว้างขวาง พื้นที่วางขาด้านหลังยาวถึง 984 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft Touch ให้สัมผัสพรีเมียม
เบาะนั่งและความสะดวกสบาย
เบาะหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่นย่อย
โดยในรุ่น MAX และ ULTRA จะเพิ่มระบบเป่าลม (Cooling Seat) ที่เบาะคู่หน้ามาให้ด้วย
ส่วนเบาะหลังพับแยกได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าแขนและวางแก้วน้ำ
พื้นที่เก็บสัมภาระ
ด้านท้ายเป็นแบบสองชั้น ความจุ 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังลงจะขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 1,266 ลิตร ถือว่าจุใจมากสำหรับรถแฮทช์แบ็ค
ฟังก์ชันระดับไฮเอนด์
หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่นพร้อมม่านบังแดด
ไฟ Interactive Ambient Lights ปรับได้ถึง 256 เฉดสี (รุ่น MAX และ ULTRA)
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
เทคโนโลยีและระบบเชื่อมต่อ (Smart Technology & i-SMART)
MG จัดเต็มเรื่อง Gadget และความอัจฉริยะ โดยแบ่งเทคโนโลยีตามรุ่นย่อยอย่างชัดเจน
หน้าจอและการประมวลผล
หน้าจอขับขี่ขนาด 7 นิ้วทุกรุ่น ส่วนหน้าจอกลาง Infotainment รุ่น STANDARD ได้ขนาด 12.8 นิ้ว
ขณะที่รุ่น MAX และ ULTRA ได้จอใหญ่สะใจถึง 15.6 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง Qualcomm Snapdragon 8155 (เฉพาะรุ่น ULTRA) ทำให้การันตีความลื่นไหลในการใช้งาน
ระบบ i-SMART
รุ่น ULTRA (i-SMART PRO) มีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Smart Parking Assist), ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกลผ่านรีโมท (Remote Auto Parking) และสั่งเปิดระบบเบาะเป่าลมผ่านมือถือได้
รุ่น MAX (i-SMART) รองรับระบบควบคุมการจอดระยะไกล (Remote Parking) และฟังก์ชันปลดล็อครถ/เปิดแอร์ผ่านสมาร์ทโฟน
ความบันเทิงและพลังงาน รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto มีแท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ (รุ่น MAX/ULTRA) ลำโพงสูงสุด 6 จุด และที่สำคัญคือมีระบบ V2L (Vehicle-to-Load) จ่ายไฟออกสู่อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย
มอเตอร์ แบตเตอรี่ และระบบช่วงล่าง (Performance)
ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหน้า (แพลตฟอร์ม E3) ให้แรงบิดสูงสุดเท่ากันที่ 250 นิวตันเมตร
รุ่น STANDARD กำลังสูงสุด 150 แรงม้า
รุ่น MAX และ ULTRA กำลังสูงสุด 160 แรงม้า
แบตเตอรี่ (LFP จาก CATL)
รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 kWh วิ่งไกลสูงสุด 435 กม. (NEDC) ชาร์จ DC (10-80%) ใน 28 นาที (สูงสุด 82 kW)
รุ่น MAX / ULTRA ความจุ 53.9 kWh วิ่งไกลสูงสุด 530 กม. (NEDC) ชาร์จ DC (10-80%) ใน 30 นาที (สูงสุด 88 kW)
ทุกรุ่นรองรับการชาร์จ AC ผ่าน MG Home Charger ที่ 6.6 kW และมีระบบขับขี่แบบแป้นเดียว One Pedal
ช่วงล่างและการบังคับควบคุม
ด้านหน้าเป็น MacPherson Strut ด้านหลังเป็น Torsion Beam มอบฟีลลิ่งการขับขี่ที่คล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.2 เมตร มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 5 รูปแบบ (Eco, Normal, Sport, Snow, Custom) พร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ (คู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน)
ระบบความปลอดภัย (Smart Safety)
ถือเป็นจุดเด่นระดับท็อปคลาสด้วยโครงสร้างนิรภัย แบตเตอรี่และตัวถังแบบ CTB และระบบ ADAS ระดับ L2 ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์และกล้องรอบคันรวมกันถึง 21 จุด (เซ็นเซอร์ 12 จุด, กล้อง 6 ตัว, เรดาร์ 3 ตำแหน่ง) การันตีมาตรฐาน 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP
ระบบช่วยเหลือการขับขี่
ระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน (LCC) ทำงานร่วมกับ Adaptive Cruise Control (ACC) และระบบควบคุมความเร็วตามความเร็วต่ำ (TJA)
ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติเมื่อเปิดไฟเลี้ยว (ALC)
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) และระบบเตือนมุมอับสายตาครบวงจร (BSD, RCTA, RCTB, DOW, RCW)
ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (รวมถุงลมกลางระหว่างเบาะหน้าเพื่อป้องกันการกระแทกกันเอง)
ทดลองขับ (Driving Impression)
การขับขี่ของ MG Urban จะเด่นมากในเรื่องความคล่องตัวในเมือง ด้วยรัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร ประกอบกับแพลตฟอร์ม CTB ที่ดันแบตเตอรี่ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก อาการโยนตัวในโค้งจะน้อย
ช่วงล่างด้านหลังที่เป็น Torsion Beam ถูกเซ็ตมาเน้นความเฟิร์มกระชับ อัตราเร่งจากมอเตอร์ 150-160 แรงม้า กับแรงบิด 250 นิวตันเมตร ในบอดี้แฮทช์แบ็คให้ความกระฉับกระเฉงตอนออกตัวและเร่งแซงในเมืองได้อย่างเหลือเฟือ การเก็บเสียงและทัศนวิสัยโปร่งสบายจากหลังคาแก้วพาโนรามิกช่วยลดความอึดอัดได้เป็นอย่างดี
คู่แข่งในตลาด (Competitors)
MG Urban 3 รุ่น
MG Urban ที่ผลิตและประกอบในประเทศไทย (CKD) จะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- STANDARD
- MAX
- ULTRA
โดยมีความแตกต่างกันทั้งในด้านสมรรถนะ แบตเตอรี่ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ดังนี้
ด้านขุมพลัง มอเตอร์ และแบตเตอรี่
รุ่น STANDARD
- มอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP ความจุ 42.8 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตรต่อการชาร์จ (NEDC)
- ชาร์จเร็ว DC (10% - 80%) รองรับความเร็วสูงสุด 82 kW ใช้เวลาประมาณ 28 นาที
รุ่น MAX และ ULTRA
- มอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุดเท่ากันที่ 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP ความจุใหญ่ขึ้นเป็น 53.9 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จ (NEDC)
- ชาร์จเร็ว DC (10% - 80%) รองรับความเร็วสูงสุด 88 kW ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ดีไซน์ภายนอกและล้อ
รุ่น STANDARD
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมฝาครอบดีไซน์แอร์โร (Aero Wheel Cover)
รุ่น MAX และ ULTRA
- อัปเกรดเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และได้กระจกมองข้างพับ/ปรับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว
ห้องโดยสาร หน้าจอ และระบบความบันเทิง
รุ่น STANDARD
- หน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาด 12.8 นิ้ว
- ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด
- เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง (ไม่มีระบบเป่าลม)
รุ่น MAX
- หน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 15.6 นิ้ว
- ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 จุด
- ไฟตกแต่งห้องโดยสาร Interactive Ambient Lights 256 เฉดสี
- เบาะนั่งคู่หน้า (คนขับและผู้โดยสาร) เพิ่ม ระบบเป่าลม (Cooling Seat)
- เพิ่มระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์
รุ่น ULTRA
- ได้ออปชันภายในเหมือนรุ่น MAX ทั้งหมด (จอ 15.6 นิ้ว, ลำโพง 6 จุด, Ambient Lights, เบาะเป่าลม, Wireless Charger)
- จุดที่เหนือกว่า ได้ชิปประมวลผลระดับท็อป Qualcomm Snapdragon 8155 ช่วยให้การคำนวณและหน้าจอลื่นไหลสูงสุด
เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะ (i-SMART)
รุ่น STANDARD
- ไม่มีข้อมูลระบุระบบ i-SMART หรือฟังก์ชันช่วยจอดในสเปก
รุ่น MAX (ระบบ i-SMART)
- รองรับฟังก์ชันควบคุมการจอดรถระยะไกล (Remote Parking)
- สั่งปลดล็อครถและเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้าผ่านสมาร์ทโฟนได้
- มีระบบแสดงภาพรอบทิศทาง 3 มิติ (3D Around View Monitor)
รุ่น ULTRA (ระบบ i-SMART PRO)
- จัดเต็มระบบจอดอัจฉริยะที่สุด
- เพิ่มระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Smart Parking Assist)
- เพิ่มระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (Remote Auto Parking)
- สามารถสั่งเปิดระบบเบาะเป่าลม (Cooling Seat) ล่วงหน้าผ่านมือถือได้
สรุปความคุ้มค่าและแนวทางการเลือก
- STANDARD เหมาะกับคนที่เน้นใช้งานในเมือง ระยะทางต่อวันไม่สูงมาก และต้องการความคุ้มค่าเป็นหลัก
- MAX เหมาะกับคนที่อยากได้รถขับสนุกขึ้น วิ่งต่างจังหวัดสบายใจขึ้น (530 กม.) และต้องการออปชันความสะดวกสบายครบครัน (จอใหญ่, เบาะเป่าลม, ชาร์จไร้สาย)
- ULTRA เหมาะกับสาย Tech-Savvy ที่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสุด หน้าจอลื่นไหลด้วยชิป 8155 และต้องการระบบช่วยจอด/สั่งจอดผ่านรีโมทแบบเต็มระบบ


















