ธุรกิจ
Toyota คาดการณ์ตลาดรถยนต์ปี 2563 ลดเหลือ 660,000 คัน
มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินโครงการ "Toyota Stay with You" หรือ “โตโยตา เคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19" ซึ่งเป็นความร่วมมือกับผู้แทนจำหน่าย Toyota (โตโยตา) และผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความยากลำบากของพี่น้องประชาชน และสังคมไทย จนกว่าสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้จะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่า “จะไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง”
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและระดับโลก ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศและส่งออก หดตัวในช่วงไตรมาส 1 และต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ทั้งนี้จากการผ่อนปรนให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องภายใต้มาตรการที่ภาครัฐกำหนด มีการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
“ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เดิมมีการคาดการณ์ตลาดรวมในประเทศของปี 2563 อยู่ที่ 940,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขายรถยนต์ Toyota ไว้ที่ 310,000 คัน แต่ทว่าในสถานการณ์ไตรมาสที่ 1 ตัวเลขยอดขายตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 200,000 คัน หรือคิดเป็น 76 % ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย Toyota มียอดขายอยู่ที่ 56,200 คัน คิดเป็น 65 % ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา จากการที่เชื้อไวรัส COVID-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการของตลาดลดลงอย่างฉับพลัน ทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศและตลาดการส่งออก ทำให้สภาวะการดำเนินธุรกิจของประเทศไทยโดยรวมนั้น มีความแตกต่างออกไปจากแผนที่เราคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง
สำหรับ Toyota จำเป็นต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประกอบกับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมผู้แทนจำหน่าย มีปริมาณลดลง อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่เราต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวนั้น พนักงานของเรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงการพัฒนาทักษะ และความสามารถของพนักงาน โดยให้มีการสลับกันเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสำหรับพนักงานสายสำนักงาน เราจัดให้มีการทำงานจากที่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งหมดนี้ ช่วยให้ Toyota สามารถรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคนโดยไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผมขอขอบคุณพนักงาน Toyota ทุกคนที่ได้ร่วมกันทุ่มเททำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนรักษาสุขภาพของตนเองให้ปลอดภัย และแข็งแรงอยู่เสมอ
เช่นเดียวกันกับผู้แทนจำหน่าย Toyota ทั้ง 155 แห่งทั่วประเทศ ที่พยายามรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคน โดยพนักงานขาย และพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลหลังการขาย ได้ใช้ช่องทางออนไลน์ และโซเชียลมีเดียในการติดต่อลูกค้า พร้อมเชิญลูกค้านำรถยนต์เข้ามาซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการ หรือจัดให้มีบริการซ่อมบำรุงแบบเคลื่อนที่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ลูกค้าสามารถดูแลรักษารถยนต์ของตนเองได้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้แทนจำหน่ายของเราจากใจจริงด้วยครับ
“หลังผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และการหยุดสายการผลิตเป็นการชั่วคราวไปแล้วนั้น ตลาดรถยนต์ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ลดลงไปที่ประมาณ 128,500 คัน คิดเป็น 49 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย Toyota มียอดขายอยู่ที่ 38,100 คัน หรือคิดเป็น 45 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในทางกลับกันหากเราพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรายเดือนของช่วงไตรมาสที่ 2 จะเห็นได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงค่อยๆ ฟื้นตัว อันเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น”
สถิติการขายรถยนต์ มค.–มิย. 2563
สถิติการขายรถยนต์ของ Toyota มค.–มิย. 2563
-ปริมาณการขาย Toyota 94,222 คัน ลดลง 45.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
-รถยนต์นั่ง 29,926 คัน ลดลง 50.4 % ส่วนแบ่งตลาด 25.0 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 64,296 คัน ลดลง 42.2 % ส่วนแบ่งตลาด 30.8 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 56,265 คัน ลดลง 43.3 % ส่วนแบ่งตลาด 33.8 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 49,622 คัน ลดลง 41.5 % ส่วนแบ่งตลาด 33.2 %
ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนของภาคธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทยนั้น ผลกระทบที่เราได้รับยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน และการฟื้นตัวของประเทศไทยดูจะรวดเร็วกว่า ดังนั้น แม้เราอาจจะยังไม่ควรที่จะประเมินสถานการณ์ให้สูงจนเกินไป แต่ผมเห็นว่าแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไทยน่าจะไปในทิศทางที่ดี และสถานการณ์จะไม่แย่เท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวให้กับทวีปเอเชียทั้งหมดในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ นอกจากแนวโน้มเชิงบวกที่เห็นได้จากยอดจำหน่ายรายเดือนแล้ว ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จในการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ซึ่งในขณะนี้มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมาก และเมื่อพิจารณาสัญญาณบวกเหล่านี้แล้ว เราจึงได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ในปี 2563 เป็น 660,000 คัน คิดเป็น 65 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
สำหรับ Toyota ในช่วงครึ่งปีแรกได้ปรับแผนการดำเนินงานทั้งในส่วนของการผลิตและการขาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะสามารถแนะนำออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้จะเร่งเดินหน้าทำการตลาดอย่างเต็มที่ โดยมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้เปิดตัวรถยนต์ Hilux Revo (ไฮลักซ์ รีโว) ใหม่ และฟอร์ทูเนอร์ ใหม่ ภายใต้แนวคิด "Unbeatable" หรือ “พลังแกร่งเหนือนิยาม” เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของประเทศไทยและคนไทย ดังที่พิสูจน์ได้จากความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคได้ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้รับการชื่นชมในเชิงบวกจากลูกค้า ซึ่งเราหวังว่าการเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด Corolla Cross (โคโรลลา ครอสส์) ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ภายใต้สโลแกน "A New Journey" หรือ “ให้ชีวิตเดินทาง” โดยรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของเรา ในฐานะที่เป็นรถยนต์ในเซกเมนท์ที่ Toyota ไม่เคยทำตลาดมาก่อน พร้อมกันนี้ ผมขอแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมว่า เราได้ติดตั้งแอพพลิเคชัน T-Connect ในรถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว โดยนี่ถือเป็น “ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ” โครงการแรกของ Toyota ในเอเชีย ซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทของ Toyota และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน Toyota ภายในประเทศไทย ทั้งนี้ เทคโนโลยี T-Connect มอบฟังค์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามเมื่อเกิดการโจรกรรม การค้นหาตำแหน่งรถ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นรายแรกในประเทศไทยที่นำเสนอประกันภัยรูปแบบใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ "ขับดีลดให้" หรือ "Toyota Care Pay How You Drive-PHYD" ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมการขับขี่ผ่านเทคโนโลยี T-Connect กรณีที่ผู้ขับมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี ก็จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยในปีที่ 2 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประกันภัย "ขับดีลดให้" นี้จะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัย และช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุในประเทศไทย
จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรุ่นนั้น ส่งผลให้เราปรับเป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์ Toyota ในปี 2563 นี้ใหม่เป็น 220,000 คัน คิดเป็น 66 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเท่ากับ 33.3 % ของส่วนแบ่งทางการตลาด หากในอนาคตตลาดมีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น เราก็จะท้าทายตัวเองด้วยการปรับเป้าหมายให้เพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก
ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2563
-ปริมาณการขายรวม 660,000 คัน ลดลง 34.5 %
-รถยนต์นั่ง 225,100 คัน ลดลง 43.5 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 434,900 คัน ลดลง 28.6 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 346,015 คัน ลดลง 29.7 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 310,000 คัน ลดลง 28.2 %
ประมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศของ Toyota ปี 2563
-ปริมาณการขายรวม 220,000 คัน ลดลง 33.8 % ส่วนแบ่งตลาด 33.3 %
-รถยนต์นั่ง 62,800 คัน ลดลง 46.6 % ส่วนแบ่งตลาด 27.9 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 157,200 คัน ลดลง 26.8 % ส่วนแบ่งตลาด 36.1 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 135,600 คัน ลดลง 29. 3 % ส่วนแบ่งตลาด 39.2 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 121,000 คัน ลดลง 26.9 % ส่วนแบ่งตลาด 39.0 %
สำหรับการส่งออกในครึ่งปีแรก 2563 ของ Toyotaได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวนทั้งสิ้น 97,000 คัน ลดลง 30 % จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี มีสัญญาณเชิงบวกจากในภูมิภาคโอเชียเนีย และบางประเทศในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับการคาดการณ์การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสำหรับปีนี้ทั้งปี อยู่ที่ 194,000 คัน หรือคิดเป็น 73 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนของการผลิตรถยนต์ของเรานั้น ก็เป็นไปตามสภาวะของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเหนือกว่าที่เราได้คาดการณ์ไว้ ดังนั้น จำนวนการผลิตรถยนต์ของ Toyota ปี 2563 จะอยู่ในระดับที่ 408,000 คัน คิดเป็น 71 % เมื่อเทียบกับยอดการผลิตของปีที่ผ่านมา
ซึงาตะ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางการเผชิญความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผมขอยกย่องประเทศไทยและคนไทย ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญานอันแรงกล้า และพลังแห่งความสามัคคีอันกล้าแกร่ง ผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ที่สามารถเอาชนะวิกฤตการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ได้ ซึ่งครอบครัว Toyota ในประเทศไทยก็พร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ ควบคู่ไปกับการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจของไทย”
ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมิถุนายน 2563
อันดับที่ 1 Isuzu 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
อันดับที่ 2 Toyota 13,366 คัน ลดลง 53.8 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Honda 5,822 คัน ลดลง 52.1 % ส่วนแบ่งตลาด 10.0 %
อันดับที่ 1 Honda 4,816 คัน ลดลง 47.4 % ส่วนแบ่งตลาด 23.2 %
อันดับที่ 2 Toyota 4,802 คัน ลดลง 50.7 % ส่วนแบ่งตลาด 23.1 %
อันดับที่ 3 Suzuki 1,776 คัน ลดลง 13.1 % ส่วนแบ่งตลาด 8.6 %
อันดับที่ 1 Isuzu 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1 % ส่วนแบ่งตลาด 44.7 %
อันดับที่ 2 Toyota 8,564 คัน ลดลง 55.4 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,562 คัน ลดลง 34.1 % ส่วนแบ่งตลาด 6.9 %
ปริมาณการขาย 29,576 คัน ลดลง 26.7 %
อันดับที่ 1 Isuzu 15,368 คัน เพิ่มขึ้น 29.7 % ส่วนแบ่งตลาด 52.0 %
อันดับที่ 2 Toyota 7,375 คัน ลดลง 57.2 % ส่วนแบ่งตลาด 24.9 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,562 คัน ลดลง 34.1 % ส่วนแบ่งตลาด 8.7 %
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,992 คัน
Toyota 1,262 คัน–Mitsubishi 553 คัน–Isuzu 500 คัน–Nissan 337 คัน–Ford 312 คัน–Chevrolet 28 คัน
อันดับที่ 1 Isuzu 14,868 คัน เพิ่มขึ้น 33.7 % ส่วนแบ่งตลาด 55.9 %
อันดับที่ 2 Toyota 6,113 คัน ลดลง 58.8 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,009 คัน ลดลง 26.6 % ส่วนแบ่งตลาด 7.6 %
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม–มิถุนายน 2563
1.) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 328,604 คัน ลดลง 37.3 %
อันดับที่ 1 Toyota 94,222 คัน ลดลง 45.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
อันดับที่ 2 Isuzu 76,054 คัน ลดลง 14.7 % ส่วนแบ่งตลาด 23.1 %
อันดับที่ 3 Honda 41,326 คัน ลดลง 36.1 % ส่วนแบ่งตลาด 12.6 %
2.) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 119,716 คัน ลดลง 42 %
อันดับที่ 1 Honda 34,518 คัน ลดลง 29.4 % ส่วนแบ่งตลาด 28.8 %
อันดับที่ 2 Toyota 29,926 คัน ลดลง 50.4 % ส่วนแบ่งตลาด 25.0 %
อันดับที่ 3 Nissan 12,641 คัน ลดลง 36.9 % ส่วนแบ่งตลาด 10.6 %
3.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 208,888 คัน ลดลง 34.2 %
อันดับที่ 1 Isuzu 76,054 คัน ลดลง 14.7 % ส่วนแบ่งตลาด 36.4 %
อันดับที่ 2 Toyota 64,296 คัน ลดลง 42.2 % ส่วนแบ่งตลาด 30.8 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 15,416 คัน ลดลง 38.6 % ส่วนแบ่งตลาด 7.4 %
4.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และรถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 166,409 คัน ลดลง 35.6 %
อันดับที่ 1 Isuzu 70,573 คัน ลดลง 13.9 % ส่วนแบ่งตลาด 42.4 %
อันดับที่ 2 Toyota 56,265 คัน ลดลง 43.3 % ส่วนแบ่งตลาด 33.8 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 15,416 คัน ลดลง 38.6 % ส่วนแบ่งตลาด 9.3 %
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 16,977 คัน
Toyota 6,643 คัน–Mitsubishi 3,818 คัน–Isuzu 2,948 คัน–Ford 2,098 คัน–Nissan 832 คัน–Chevrolet 638 คัน
5.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 149,432 คัน ลดลง 33.7 %
อันดับที่ 1 Isuzu 67,625 คัน ลดลง 11.5 % ส่วนแบ่งตลาด 45.3 %
อันดับที่ 2 Toyota 49,622 คัน ลดลง 41.5 % ส่วนแบ่งตลาด 33.2 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 11,598 คัน ลดลง 36.3 % ส่วนแบ่งตลาด 7.8 %
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและระดับโลก ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศและส่งออก หดตัวในช่วงไตรมาส 1 และต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ทั้งนี้จากการผ่อนปรนให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องภายใต้มาตรการที่ภาครัฐกำหนด มีการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
“ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เดิมมีการคาดการณ์ตลาดรวมในประเทศของปี 2563 อยู่ที่ 940,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขายรถยนต์ Toyota ไว้ที่ 310,000 คัน แต่ทว่าในสถานการณ์ไตรมาสที่ 1 ตัวเลขยอดขายตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 200,000 คัน หรือคิดเป็น 76 % ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย Toyota มียอดขายอยู่ที่ 56,200 คัน คิดเป็น 65 % ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา จากการที่เชื้อไวรัส COVID-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการของตลาดลดลงอย่างฉับพลัน ทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศและตลาดการส่งออก ทำให้สภาวะการดำเนินธุรกิจของประเทศไทยโดยรวมนั้น มีความแตกต่างออกไปจากแผนที่เราคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง
สำหรับ Toyota จำเป็นต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประกอบกับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมผู้แทนจำหน่าย มีปริมาณลดลง อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่เราต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวนั้น พนักงานของเรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงการพัฒนาทักษะ และความสามารถของพนักงาน โดยให้มีการสลับกันเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสำหรับพนักงานสายสำนักงาน เราจัดให้มีการทำงานจากที่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งหมดนี้ ช่วยให้ Toyota สามารถรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคนโดยไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผมขอขอบคุณพนักงาน Toyota ทุกคนที่ได้ร่วมกันทุ่มเททำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนรักษาสุขภาพของตนเองให้ปลอดภัย และแข็งแรงอยู่เสมอ
เช่นเดียวกันกับผู้แทนจำหน่าย Toyota ทั้ง 155 แห่งทั่วประเทศ ที่พยายามรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคน โดยพนักงานขาย และพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลหลังการขาย ได้ใช้ช่องทางออนไลน์ และโซเชียลมีเดียในการติดต่อลูกค้า พร้อมเชิญลูกค้านำรถยนต์เข้ามาซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการ หรือจัดให้มีบริการซ่อมบำรุงแบบเคลื่อนที่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ลูกค้าสามารถดูแลรักษารถยนต์ของตนเองได้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้แทนจำหน่ายของเราจากใจจริงด้วยครับ
“หลังผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และการหยุดสายการผลิตเป็นการชั่วคราวไปแล้วนั้น ตลาดรถยนต์ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ลดลงไปที่ประมาณ 128,500 คัน คิดเป็น 49 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย Toyota มียอดขายอยู่ที่ 38,100 คัน หรือคิดเป็น 45 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในทางกลับกันหากเราพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรายเดือนของช่วงไตรมาสที่ 2 จะเห็นได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงค่อยๆ ฟื้นตัว อันเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น”
สถิติการขายรถยนต์ มค.–มิย. 2563
- ปริมาณการขายรวม 328,604 คัน ลดลง 37.3 %
- รถยนต์นั่ง 119,716 คัน ลดลง 42.0 %
- รถเพื่อการพาณิชย์ 208,888 คัน ลดลง 34.2 %
- รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 166,409 คัน ลดลง 35.6 %
- รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 149,432 คัน ลดลง 33.7 %
สถิติการขายรถยนต์ของ Toyota มค.–มิย. 2563
-ปริมาณการขาย Toyota 94,222 คัน ลดลง 45.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
-รถยนต์นั่ง 29,926 คัน ลดลง 50.4 % ส่วนแบ่งตลาด 25.0 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 64,296 คัน ลดลง 42.2 % ส่วนแบ่งตลาด 30.8 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 56,265 คัน ลดลง 43.3 % ส่วนแบ่งตลาด 33.8 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 49,622 คัน ลดลง 41.5 % ส่วนแบ่งตลาด 33.2 %
ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนของภาคธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทยนั้น ผลกระทบที่เราได้รับยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน และการฟื้นตัวของประเทศไทยดูจะรวดเร็วกว่า ดังนั้น แม้เราอาจจะยังไม่ควรที่จะประเมินสถานการณ์ให้สูงจนเกินไป แต่ผมเห็นว่าแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไทยน่าจะไปในทิศทางที่ดี และสถานการณ์จะไม่แย่เท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวให้กับทวีปเอเชียทั้งหมดในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ นอกจากแนวโน้มเชิงบวกที่เห็นได้จากยอดจำหน่ายรายเดือนแล้ว ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จในการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ซึ่งในขณะนี้มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมาก และเมื่อพิจารณาสัญญาณบวกเหล่านี้แล้ว เราจึงได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ในปี 2563 เป็น 660,000 คัน คิดเป็น 65 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
สำหรับ Toyota ในช่วงครึ่งปีแรกได้ปรับแผนการดำเนินงานทั้งในส่วนของการผลิตและการขาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะสามารถแนะนำออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้จะเร่งเดินหน้าทำการตลาดอย่างเต็มที่ โดยมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้เปิดตัวรถยนต์ Hilux Revo (ไฮลักซ์ รีโว) ใหม่ และฟอร์ทูเนอร์ ใหม่ ภายใต้แนวคิด "Unbeatable" หรือ “พลังแกร่งเหนือนิยาม” เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของประเทศไทยและคนไทย ดังที่พิสูจน์ได้จากความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคได้ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้รับการชื่นชมในเชิงบวกจากลูกค้า ซึ่งเราหวังว่าการเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด Corolla Cross (โคโรลลา ครอสส์) ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ภายใต้สโลแกน "A New Journey" หรือ “ให้ชีวิตเดินทาง” โดยรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของเรา ในฐานะที่เป็นรถยนต์ในเซกเมนท์ที่ Toyota ไม่เคยทำตลาดมาก่อน พร้อมกันนี้ ผมขอแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมว่า เราได้ติดตั้งแอพพลิเคชัน T-Connect ในรถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว โดยนี่ถือเป็น “ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ” โครงการแรกของ Toyota ในเอเชีย ซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทของ Toyota และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน Toyota ภายในประเทศไทย ทั้งนี้ เทคโนโลยี T-Connect มอบฟังค์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามเมื่อเกิดการโจรกรรม การค้นหาตำแหน่งรถ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นรายแรกในประเทศไทยที่นำเสนอประกันภัยรูปแบบใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ "ขับดีลดให้" หรือ "Toyota Care Pay How You Drive-PHYD" ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมการขับขี่ผ่านเทคโนโลยี T-Connect กรณีที่ผู้ขับมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี ก็จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยในปีที่ 2 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประกันภัย "ขับดีลดให้" นี้จะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัย และช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุในประเทศไทย
จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรุ่นนั้น ส่งผลให้เราปรับเป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์ Toyota ในปี 2563 นี้ใหม่เป็น 220,000 คัน คิดเป็น 66 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเท่ากับ 33.3 % ของส่วนแบ่งทางการตลาด หากในอนาคตตลาดมีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น เราก็จะท้าทายตัวเองด้วยการปรับเป้าหมายให้เพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก
ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2563
-ปริมาณการขายรวม 660,000 คัน ลดลง 34.5 %
-รถยนต์นั่ง 225,100 คัน ลดลง 43.5 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 434,900 คัน ลดลง 28.6 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 346,015 คัน ลดลง 29.7 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 310,000 คัน ลดลง 28.2 %
ประมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศของ Toyota ปี 2563
-ปริมาณการขายรวม 220,000 คัน ลดลง 33.8 % ส่วนแบ่งตลาด 33.3 %
-รถยนต์นั่ง 62,800 คัน ลดลง 46.6 % ส่วนแบ่งตลาด 27.9 %
-รถเพื่อการพาณิชย์ 157,200 คัน ลดลง 26.8 % ส่วนแบ่งตลาด 36.1 %
-รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 135,600 คัน ลดลง 29. 3 % ส่วนแบ่งตลาด 39.2 %
-รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 121,000 คัน ลดลง 26.9 % ส่วนแบ่งตลาด 39.0 %
สำหรับการส่งออกในครึ่งปีแรก 2563 ของ Toyotaได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวนทั้งสิ้น 97,000 คัน ลดลง 30 % จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี มีสัญญาณเชิงบวกจากในภูมิภาคโอเชียเนีย และบางประเทศในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับการคาดการณ์การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสำหรับปีนี้ทั้งปี อยู่ที่ 194,000 คัน หรือคิดเป็น 73 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนของการผลิตรถยนต์ของเรานั้น ก็เป็นไปตามสภาวะของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเหนือกว่าที่เราได้คาดการณ์ไว้ ดังนั้น จำนวนการผลิตรถยนต์ของ Toyota ปี 2563 จะอยู่ในระดับที่ 408,000 คัน คิดเป็น 71 % เมื่อเทียบกับยอดการผลิตของปีที่ผ่านมา
ซึงาตะ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางการเผชิญความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผมขอยกย่องประเทศไทยและคนไทย ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญานอันแรงกล้า และพลังแห่งความสามัคคีอันกล้าแกร่ง ผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ที่สามารถเอาชนะวิกฤตการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ได้ ซึ่งครอบครัว Toyota ในประเทศไทยก็พร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ ควบคู่ไปกับการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจของไทย”
ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมิถุนายน 2563
- ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 58,013 คัน ลดลง 32.6 %
อันดับที่ 1 Isuzu 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
อันดับที่ 2 Toyota 13,366 คัน ลดลง 53.8 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Honda 5,822 คัน ลดลง 52.1 % ส่วนแบ่งตลาด 10.0 %
- ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 20,768 คัน ลดลง 41.3 %
อันดับที่ 1 Honda 4,816 คัน ลดลง 47.4 % ส่วนแบ่งตลาด 23.2 %
อันดับที่ 2 Toyota 4,802 คัน ลดลง 50.7 % ส่วนแบ่งตลาด 23.1 %
อันดับที่ 3 Suzuki 1,776 คัน ลดลง 13.1 % ส่วนแบ่งตลาด 8.6 %
- ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 37,245 คัน ลดลง 26.4 %
อันดับที่ 1 Isuzu 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1 % ส่วนแบ่งตลาด 44.7 %
อันดับที่ 2 Toyota 8,564 คัน ลดลง 55.4 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,562 คัน ลดลง 34.1 % ส่วนแบ่งตลาด 6.9 %
- ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 29,576 คัน ลดลง 26.7 %
อันดับที่ 1 Isuzu 15,368 คัน เพิ่มขึ้น 29.7 % ส่วนแบ่งตลาด 52.0 %
อันดับที่ 2 Toyota 7,375 คัน ลดลง 57.2 % ส่วนแบ่งตลาด 24.9 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,562 คัน ลดลง 34.1 % ส่วนแบ่งตลาด 8.7 %
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,992 คัน
Toyota 1,262 คัน–Mitsubishi 553 คัน–Isuzu 500 คัน–Nissan 337 คัน–Ford 312 คัน–Chevrolet 28 คัน
- ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 26,584 คัน ลดลง 25 %
อันดับที่ 1 Isuzu 14,868 คัน เพิ่มขึ้น 33.7 % ส่วนแบ่งตลาด 55.9 %
อันดับที่ 2 Toyota 6,113 คัน ลดลง 58.8 % ส่วนแบ่งตลาด 23.0 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 2,009 คัน ลดลง 26.6 % ส่วนแบ่งตลาด 7.6 %
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม–มิถุนายน 2563
1.) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 328,604 คัน ลดลง 37.3 %
อันดับที่ 1 Toyota 94,222 คัน ลดลง 45.1 % ส่วนแบ่งตลาด 28.7 %
อันดับที่ 2 Isuzu 76,054 คัน ลดลง 14.7 % ส่วนแบ่งตลาด 23.1 %
อันดับที่ 3 Honda 41,326 คัน ลดลง 36.1 % ส่วนแบ่งตลาด 12.6 %
2.) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 119,716 คัน ลดลง 42 %
อันดับที่ 1 Honda 34,518 คัน ลดลง 29.4 % ส่วนแบ่งตลาด 28.8 %
อันดับที่ 2 Toyota 29,926 คัน ลดลง 50.4 % ส่วนแบ่งตลาด 25.0 %
อันดับที่ 3 Nissan 12,641 คัน ลดลง 36.9 % ส่วนแบ่งตลาด 10.6 %
3.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 208,888 คัน ลดลง 34.2 %
อันดับที่ 1 Isuzu 76,054 คัน ลดลง 14.7 % ส่วนแบ่งตลาด 36.4 %
อันดับที่ 2 Toyota 64,296 คัน ลดลง 42.2 % ส่วนแบ่งตลาด 30.8 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 15,416 คัน ลดลง 38.6 % ส่วนแบ่งตลาด 7.4 %
4.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และรถกระบะดัดแปลง PPV)
ปริมาณการขาย 166,409 คัน ลดลง 35.6 %
อันดับที่ 1 Isuzu 70,573 คัน ลดลง 13.9 % ส่วนแบ่งตลาด 42.4 %
อันดับที่ 2 Toyota 56,265 คัน ลดลง 43.3 % ส่วนแบ่งตลาด 33.8 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 15,416 คัน ลดลง 38.6 % ส่วนแบ่งตลาด 9.3 %
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 16,977 คัน
Toyota 6,643 คัน–Mitsubishi 3,818 คัน–Isuzu 2,948 คัน–Ford 2,098 คัน–Nissan 832 คัน–Chevrolet 638 คัน
5.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 149,432 คัน ลดลง 33.7 %
อันดับที่ 1 Isuzu 67,625 คัน ลดลง 11.5 % ส่วนแบ่งตลาด 45.3 %
อันดับที่ 2 Toyota 49,622 คัน ลดลง 41.5 % ส่วนแบ่งตลาด 33.2 %
อันดับที่ 3 Mitsubishi 11,598 คัน ลดลง 36.3 % ส่วนแบ่งตลาด 7.8 %
ABOUT THE AUTHOR

นุสรา เงินเจริญ
บรรณาธิการข่าวธุรกิจและสังคม รักการอ่าน ขอบงานเขียน ชอบพบปะผู้คน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารในวงการยานยนต์ไทย ท่องเที่ยว เป็นประสบการณ์ที่ดี พร้อมได้ เปิดโลก ได้พัฒนาตัวในแวดวงสื่อสารมวลชน
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิตคอลัมน์ Online : ธุรกิจ (บก. ออนไลน์)


