บทความ

ตรวจเชคยางรถยนต์


ไม่ว่ารถจะมีสมรรถนะดีแค่ไหน แต่ถ้ายางเสื่อมสภาพ ทุกอย่างก็หมดความหมาย ยางรถยนต์เป็นส่วนประกอบเดียวของรถ ที่สัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลา การสึกหรอ จึงเร็วกว่าส่วนประกอบอื่น DIY…คุณทำเองได้ ฉบับนี้ ขอเสนอวิธีตรวจเชคยางรถยนต์เบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ !

ตรวจสอบหน้าสัมผัสของยาง

ถึงแม้ว่าหน้าสัมผัสของยางกับพื้นถนน จะมีเพียงแค่ฝ่ามือ แต่เป็นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน และรับน้ำหนักทั้งหมดของรถยนต์
การตรวจความลึกของร่องดอกยางจึงสำคัญ เพราะดอกยางมีส่วนสำคัญในการรีดน้ำ ลดความเสี่ยงของการเหินน้ำ และยังมีผลต่อการควบคุมรถ รวมถึงระยะเบรค ความลึกของร่องดอกยางต้องมีมากกว่า 3 มม. หากน้อยกว่านี้ คงถึงเวลาที่ต้องหายางชุดใหม่มาประจำการแทนยางเดิมแล้วล่ะ

แรงดันลมยาง

การตรวจสอบความดันลมยาง ควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งรวมถึงยางอะไหล่ด้วย โดยต้องตรวจเชคก่อนการใช้งาน ในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากคู่มือประจำรถ ป้ายด้านข้างประตู ที่เก็บของฝั่งผู้โดยสาร และด้านในฝาถังน้ำมัน
ลมยางที่ถูกต้องจะช่วยลดการสึกหรอก่อนเวลา รวมทั้งลดความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโครงสร้างภายในของยาง และยังลดความเสี่ยงในการควบคุมรถ ปกติลมยางจะลดลงประมาณ 2-3 ปอนด์/เดือน

ตั้งศูนย์/ถ่วงล้อ

เมื่อการขับเคลื่อนเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอกับสภาพต่างๆ ของถนน เช่น หลุม บ่อ หรือรอยต่อของถนน จึงเป็นเหตุให้ช่วงล่างได้รับความกระทบกระเทือน ถ้าตกหลุมแรงๆ อาจทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ การตั้งศูนย์จึงเป็นการแก้ที่ตรงจุด ทำให้รถวิ่งได้เสถียร และยังป้องกันการสึกหรอของยางที่ไม่เท่ากันด้วย

ส่วนการถ่วงล้อ ทำได้โดยใช้ตะกั่วติดด้านในขอบล้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ยางสึกหรอจากการสั่น (ไม่ให้ล้อสั่นนั่นเอง) หากล้อขาดความสมดุล จะทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นานไปอาจทำให้ชิ้นส่วนช่วงล่าง เกิดการสึกหรอก่อนเวลาอันควรเอาง่ายๆ อีกด้วย ทั้ง 2 แบบนี้ ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ฉะนั้นทำเองไม่ได้

สลับยาง

การสลับยางเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การสึกหรอของยางรวมเฉลี่ยเท่ากันทั้ง 4 ล้อ สามารถเชคได้จากคู่มือประจำรถ ว่าต้องสลับยางทุกกี่ กม. โดยส่วนใหญ่แล้วควรสลับยางทุกๆ 10,000 กม.
สัญลักษณ์ต่างๆ บนยางรถยนต์
สัญลักษณ์ต่างๆ ที่จารึกอยู่ตรงแก้มยาง เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ผลิตยางต้องระบุให้ชัดเจน เจ้าตัวอักษร และตัวเลขที่จารึกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ไปติดตามกัน

1. เส้นผ่าศูนย์กลางรวมของกระทะล้อ

2. ความกว้างของหน้ายาง (หน่วยเป็น มม.)

3. R ย่อมาจาก RIM คือ ขอบของกระทะล้อ

4. LT ย่อมาจาก LIGHT TRUCK คือ รถกระบะขนาดเบา

5. ดัชนีการรับน้ำหนักของยางแต่ละเส้น

6. สัญลักษณ์ของความเร็วที่ยางเส้นนั้นสามารถรองรับได้ (S = 180 กม./ชม.)

7. ปีที่ผลิต ยางแต่ละเส้นจะถูกระบุปีและสัปดาห์ในการผลิต สามารถสังเกตได้จาก ตัวเลข 2 ตัวแรก เป็นปีที่ผลิต 2 ตัวหลังเป็นสัปดาห์ที่ผลิต

อุปกรณ์
1. ไม้บรรทัดขนาดเล็ก
2. ถุงมือ

ขั้นตอนการเชคยางรถยนต์

1. จอดรถในที่ราบ ควรดึงเบรคมือทุกครั้งเพื่อป้องกันรถไหล

2. ใส่ถุงมือให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันคราบดำจากเนื้อยาง

3. หาสัญลักษณ์ 3 เหลี่ยมตรงบริเวณแก้มยาง

4. ดูที่ร่องเชคดอกบนตัวยาง ว่าการสึกหรอ ต่างกันแค่ไหน

5. นำไม้บรรทัดที่เตรียมไว้ออกมา แล้ววัดความลึกดอกยาง

6. อ่านค่าความลึกของดอกยาง ต้องเกิน 3 มม. ถึงใช้ได้

7. ตรวจดูรอยแตกของขอบยาง บริเวณแก้มยาง ต้องไม่แตกลายงา

8. ตรวจดูตะกั่วที่ใช้สำหรับตั้งศูนย์ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่

9. ตรวจเชคความสึกของดอกยางว่ามีการกินด้านใน/ด้านนอก หรือไม่

10. ดูสัปดาห์และปีที่ผลิต ถ้าเกิน 2 ปี ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนได้แล้ว

11. ตรวจดูร่องดอกยาง ว่ามีเศษก้อนหิน หรือตะปู อุดตันติดดอกยางหรือไม่

12. ถ้าเห็นว่ายางอยู่ในสภาพไม่ปกติ ควรแก้ไขตามที่แนะนำ



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2556
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/vqFjh
อัพเดทล่าสุด
13 Aug 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th