บทความ

ดีเซล ยูโร 4 ปี ’55 ได้ใช้แล้ว


เราได้ยินเรื่องมาตรฐาน ยูโร (EURO) กันมานานแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มของเครื่องยนต์ดีเซลเพราะถูกนำมาใช้ในการโฆษณาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในหลายประเทศ มีการตั้งมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยเฉพาะกับรถยนต์ที่ถือว่าเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดมลพิษต่อโลกของเรา

ในบ้านเรา น้ำมันดีเซล และเครื่องยนต์ดีเซล ใช้มาตรฐาน ยูโร เป็นตัวกำหนด เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ และน้ำมัน พัฒนาเครื่องยนต์ และเชื้อเพลิง ให้สอดคล้อง และบ้านเราก็ถือว่าเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีการตั้งมาตรฐานเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างสูงทีเดียว

ปัจจุบันในเรื่องมาตรฐานของน้ำมันดีเซลนั้น ใช้มาตรฐาน ยูโร 3 (EURO III) อยู่ และในปี 2555 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะมีการปรับเพิ่มมาตรฐานเกี่ยวกับน้ำมันดีเซลใหม่เป็น ยูโร 4 (EURO IV) เพื่อให้ผู้ผลิตเครื่องยนต์ และน้ำมัน พัฒนาเครื่องยนต์ และเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จุดประสงค์หลัก เพื่อต้องการลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในเหลือน้อยที่สุด ล่าสุดมีการพยายามที่จะขอเลื่อนการบังคับใช้ออกไป เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ

ลำพังผู้ผลิตรถยนต์ หรือเครื่องยนต์ ไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากเครื่องยนต์ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่สามารถผ่านมาตรฐาน ยูโร 4 ได้ไม่ยาก บางค่ายก็ผ่านมาตรฐานดังกล่าวสบายๆ เหลือเพียงผู้ผลิตเชื้อเพลิงเท่านั้น การปรับปรุงเรื่องของกระบวนการกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างต้องใช้เงินเยอะ ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก จึงมีการร้องขอให้เลื่อนการประกาศใช้ออกไป

อันที่จริงมันก็มีส่วน แต่ภาครัฐควรจะเป็นช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตน้ำมันก้าวได้อย่างสะดวกขึ้น เช่น การให้ข้อยกเว้นบางอย่าง เพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ลำบากนัก โดยไม่ต้องเลื่อนการประกาศใช้มาตรฐานใหม่ออกไป เพราะมันเป็นเรื่องที่บ้านเราต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อโลกนี้ด้วย หนทางเดียว คือ การงดเว้น เช่น ภาษีหรือเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพร้อมทำงานได้ทันที

ข้อดีของมาตรฐานใหม่อย่าง ยูโร 4 มีด้วยกันหลายอย่าง ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ของมลพิษที่เรากำลังจะกล่าวถึง ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักก่อนว่ามาตรฐานยูโรคืออะไร

EUROPEAN EMISSION STANDARDS หมายถึง มาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษของยานยนต์ที่ออกมาจากโรงงาน สำหรับขายในภูมิภาคยุโรปนั่นเอง หลักๆ จะเป็นการควบคุมระดับของสารพิษอย่าง คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ตัวต่อมา คือ สารไฮโดรคาร์บอน (HC) และสารไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM)

การกำหนดมาตรฐานของน้ำมันดีเซล ทำได้โดยกระบวนการกลั่น โดยการลดค่ากำมะถันให้ต่ำลง และทำให้ค่าซีเทนนัมเบอร์สูงขึ้น นั่นหมายความว่าต้องกลั่นน้ำมันดีเซลในอุณหภูมิต่ำลง ผลที่ตามมาอีกอย่าง คือ ในเนื้อน้ำมันน้อยลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ในบ้านเรานั้นใช้มาตรฐานน้ำมันดีเซล ยูโร 3 มาตั้งแต่ปี 2546 ตามหลังยุโรปอยู่ราวๆ 3 ปี ต่อมาในปี 2549 ภาครัฐมีมติให้ประกาศใช้มาตรฐาน ยูโร 4 ในปี 2555 ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

1. ปรับลดปริมาณกำมะถันจาก 350 PPM (ส่วนในล้านส่วน) ลงเหลือไม่เกิน 50 PPM ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยแกส คาร์บอนมอนอกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ลงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยืดอายุการใช้งานแคทาไลทิคได้อีกทางหนึ่งด้วย

2. เพิ่มค่าซีเทน ซึ่งเป็นค่าวัดคุณสมบัติน้ำมันจากไม่ต่ำกว่า 47 ถูกปรับเพิ่มเป็น ไม่ต่ำกว่า 50 ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างราบเรียบ โดยเกิดการนอคยากขึ้น ซึ่งค่าซีเทนนี้เปรียบได้กับค่าออคเทนของน้ำมันเบนซินนั่นเอง

จำกัดปริมาณสาร POLYCYCLIC AROMATIC HYDROCARBON (PAH) สารตัวนี้เป็นตัวการทำให้เกิดเขม่าดำจากการเผาไหม้ ถูกกำหนดไว้ไม่ให้เกิดร้อยละ 11 โดยน้ำหนัก ซึ่งมีผลต่อระบบการหายใจ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดปริมาณ NOx ได้อีกทางหนึ่งด้วย

แนวทางเบื้องต้นจากประกาศที่ให้เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 นั้น ได้กำหนดการช่วยเหลือผู้ผลิตเอาไว้ด้วย สำหรับผู้ผลิตที่ผลิตได้ก่อนกำหนด จะได้ส่วนชดเชยลิตรละ 0.24 บาท เพราะเหตุผลเรื่องต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง มาตรฐานใหม่นี้ช่วยลดมลพิษได้อย่างน่าพอใจ ดูได้จากตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบการลดลงของมลพิษสำหรับมาตรฐาน ยูโร 3 เมื่อเทียบกับ ยูโร 4

ชนิดของมลพิษ ลดลงร้อยละ
CO 22
HC 46
NOx 50
PM 50

มาตรฐานใหม่นี้ไม่มีผลต่อรถยนต์รุ่นเก่า เนื่องจากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการใช้งานรวม จะมีเพียงเรื่องของกำมะถันที่ลดลงซึ่งเป็นเรื่องที่ดี รวมถึงค่าซีเทนที่เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รถเก่าจะไม่มีปัญหาอะไรเลยเว้นแต่เรื่องของราคาที่อาจจะสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอดูกันอีกทีว่าภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างไร

ถ้ามองในภาพรวมแล้วถือว่าคุ้มค่า เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่พร้อมรับอยู่แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ การประกาศใช้ที่ตามหลังยุโรปราว 2-3 ปี ก็จะมีส่วนให้เกิดการปรับตัวในแง่ของผู้ผลิตได้ทัน จะมีก็แต่ผู้ผลิตน้ำมันที่อาจจะมีปัญหาบ้าง ทางภาครัฐเองก็ต้องหาทางช่วยเหลือต่อไป ในการนี้เห็นถึงความสำคัญว่าไม่ควรให้มีการเลื่อนกำหนด เนื่องจากประเทศเราต้องมีส่วนร่วมในการลดมลพิษต่อโลก สิ่งที่ทำได้และจำเป็น คือ การช่วยเหลือผู้ผลิตน้ำมันให้สามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น ด้านผู้ผลิตรถยนต์นั่นบอกได้เลยว่าไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเครื่องยนต์ที่มีอยู่นั้นบางค่ายปรับนิดๆ หน่อยๆ ก็ผ่านมาตรฐานดังกล่าวได้สบายๆ อยู่แล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2552
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Hb9EB

Follow autoinfo.co.th