บทความ

สุขภาพยาง ต้องหมั่นดูแล


ยางรถยนต์นั้น มีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ มากกว่าความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์เสียอีกเพราะมันต้องสัมผัสกับพื้นผิวถนนตลอดเวลา และยางเป็นตัวกลางสำคัญในการถ่ายทอดกำลังลงสู่พื้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความนุ่มนวลในการขับขี่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพของระบบเบรค เกี่ยวข้องโดยตรงต่อชีวิตของคุณและเพื่อนร่วมทาง ดังนั้นต้องใส่ใจในการดูแลรักษาสภาพยางให้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

ไม่ใช้ยางผิดประเภท

เป็นเรื่องธรรมดาของการตกแต่งรถยนต์ ล้อแมกและยาง นับว่าเป็นสิ่งแรกที่เจ้าของรถนิยมเปลี่ยนใหม่เพื่อให้เข้ากันกับสไตล์และความชอบของตนเอง การเปลี่ยนล้อแมกและยางนั้น มีความสำคัญต่อความปลอดภัย การเปลี่ยนล้อและยางในสไตล์รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะยางและล้อแมกออกแบบมาสำหรับรถประเภทนี้อยู่แล้ว จะมีเพียงบรรดาเจ้าของรถที่กลัวความสูงที่นำรถไปโหลดเตี้ย

โดยกลุ่มนี้มักนิยมใส่ล้อเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ๆ ขนาด 17-22 นิ้ว กับยางแก้มเตี้ย ปัจจุบันนี้มีมากขึ้นซึ่งจะมีล้อแมกและยางที่ออกแบบสำหรับรถเอสยูวี โดยเฉพาะที่นำมาใช้กับรถกระบะได้เช่นกันเนื่องจากความแข็งแรงของล้อและยาง สามารถรับน้ำหนักขนาด 1.5-2.5 ตัน ได้อย่างสบายๆ

ที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มที่นิยมนำล้อแมกและยางรถนั่งมาใส่ แม้ล้อบางรุ่นจะนำมาใส่กับรถเอสยูวี รถตู้และกระบะได้อย่างพอดี แต่ไม่เหมาะสม เพราะรถนั่งน้ำหนักตัวจะเบากว่า ความแข็งแรงของล้อแมก และยาง จึงไม่ได้เผื่อมากถึงขนาด 2 ตัน จึงพบบ่อยว่า การใช้ล้อแมกและยางผิดประเภท ทำให้เกิดอุบัติเหตุเนื่องมาจากล้อแตกและยางระเบิด สำคัญมากในการเลือกใช้ต้องตรวจสอบเรื่อง “ดัชนีการรับน้ำหนัก” ให้ดี ว่าล้อแมกและยางแต่ละเส้น รับน้ำหนักได้เท่าไร เช่น รถคุณหนัก 1.5 ตันล้อแมกและยางแต่ละวง ต้องรับน้ำหนักได้มากกว่า 450 กก./เส้นต่อวงขึ้นไป โดยดูได้ที่ตัวเลขแก้มยางและตัวเลขที่ปั๊มอยู่บนล้อแมกเป็นสำคัญ

 

ยางใหม่ต้องไว้ที่ล้อหลังเสมอ

หัวข้อนี้น่าจะขัดกับความรู้สึกของคนใช้รถส่วนใหญ่ เพราะเป็นความเชื่อที่ปลูกฝังมานานว่า ถ้าเปลี่ยนยางใหม่แค่ 2 เส้น ต้องเอายางใหม่ไว้ด้านหน้าเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่าเวลาเบรค จะไม่ลื่นไถลแต่ความจริงวิศวกรบริษัทยาง ต่างบอกว่ายางใหม่ต้องไว้ที่ล้อคู่หลังเสมอ ? ตามหลักการทางฟิสิคส์เวลาที่เราเหยียบเบรค โมเมนทัมจะถูกถ่ายเทมาด้านหน้า ทำให้ล้อคู่หน้ามีแรงกดเพิ่มมากขึ้นยางก็จะมีแรงกดกับผิวถนนมากยิ่งขึ้นโดยปริยาย แต่ล้อคู่หลังนั้นจะมีแต่แรงยก นั่นก็คือ หน้ายางพยายามลอยพ้นจากพื้น

เวลาที่คุณเบรคแรงๆ ก็จะเกิดอาการหน้าทิ่มท้ายยก การยกตัวของล้อหลัง ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนลดลง ยางใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้ดีกว่า ช่วยลดปัญหาเรื่องอาการท้ายปัด หรือล้อหลังลอคได้ดีกว่า รวมถึงกรณีที่เข้าโค้งแรงๆ ยางใหม่จะช่วยให้ล้อหลังมีการยึดเกาะที่ดีขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้ดีกว่า และช่วยลดอุบัติเหตุ

 

หมั่นดูแลยาง เพื่อความปลอดภัย

อายุการใช้งานของยาง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น แรงดันลมยาง การรับน้ำหนักของยางความสมบูรณ์ของช่วงล่าง สภาพถนน ลักษณะการขับขี่ และสภาพตัวรถ ดังนั้นต้องหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ที่ควรทำ คือ การตรวจเชคยางสภาพคร่าวๆ ทุกวัน ควรปฎิบัติให้เป็นนิสัยประจำวันเมื่อเดินมาถึงรถให้ใช้สายตาตรวจสอบว่า ยางแต่ละเส้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ยางแบนหรือจอดทับอะไรอยู่บ้าง หรือมีสภาพแก้มยางเป็นอย่างไร สตาร์ทเครื่องแล้ววอร์มอัพ สัก 1 นาที แล้วเดินวนรอบรถสักรอบดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบก่อนออกเดินทาง จะช่วยลดความเสียหายของยาง และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น

ส่วนการตรวจสอบเป็นประจำทุกสัปดาห์ คือ เรื่องการตรวจเชคลมยางเพราะมีผลต่อเรื่องประสิทธิภาพการทรงตัว การเบรค อายุการใช้งานของยาง และการสิ้นเปลืองน้ำมัน ควรจะมีมาตรวัดลมยางดีๆ ติดรถไว้ วันหยุดก็ควรสละเวลาสัก 5-10 นาทีในการตรวจเชคลมยาง เพื่อให้ได้ตามกำหนดรวม ทั้งตรวจเชคสภาพการสึกหรอของหน้ายาง แก้มยาง อย่างสม่ำเสมอ ว่ามีการสึกหรอที่ผิดปกติ รวมทั้งมีร่องรอยการฉีกขาด หรือมีของแข็งทิ่มตำอยู่หรือไม่

การหมั่นตรวจเชคเป็นประจำ จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา อาทิ พบว่าหน้ายางมีการสึกหรอที่ผิดปกติ เช่นหน้ายางข้างใดข้างหนึ่งมีการสึกหรอเป็นบั้งๆ เมื่อตรวจพบก่อนก็สามารถนำรถเข้าไปแก้ไข เช่น ตั้งศูนย์ใหม่แล้วทำการสลับยางก็จะสามารถใช้ยางเส้นนั้นได้ต่อไป ถ้าปล่อยไว้นาน ยางจะสึกหรอที่ผิดรูป และไม่สามารถใช้งานได้อีก

 

สลับยางเพื่อยืดอายุการใช้งาน

เรื่องอายุของการใช้งาน หลายท่านยังเข้าใจผิดคิดว่า ต้องเปลี่ยนทุก 30,000 บ้าง 40,000 กม. บ้างหรือไม่ก็เปลี่ยนทุก 2 ปีบ้าง ที่จริงยางรถยนต์สามารถใช้งานได้นานกว่าดอกยางจะหมดเลยทีเดียวขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น แรงดันลมยาง การรับน้ำหนักของยาง สภาพถนน ลักษณะการขับขี่สภาพของตัวรถ ช่วงล่าง และอุณหภูมิของพื้นผิวถนน การใช้งานที่บอกว่าใช้ได้จนกว่าดอกจะหมดนั้นหมายถึงกรณีที่ยางไม่มีอาการเสียหาย เช่น บิดเบี้ยวเสียรูป มีร่องรอยการปริแตกฉีกขาด ฯลฯ ก็สามารถใช้งานได้จนกว่าดอกจะหมด เพียงแต่ความกระด้างจะมีมากขึ้น เนื่องจากเนื้อยางแข็งกระด้างเสียงยางจะดังมากขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการเบรคลดลงด้วย แต่ยังสามารถใช้งานได้ ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

ส่วนการแตกลายงาของเนื้อยางนั้น เป็นเรื่องปกติเพราะส่วนผสมที่เกี่ยวข้องกับความเงางาม เช่น แวกซ์สลายตัวออกไป ซึ่งการแตกลายงานั้นคนละแบบกับอาการปริแตกของเนื้อยาง ซึ่งการสลับยางทุก 5,000 หรือ ทุกๆ 10,000 กม. ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้ยางแต่ละเส้นมีการสึกหรอที่ใกล้เคียงกัน สามารถใช้ยางได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มอายุการใช้งาน แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะที่กำหนดเสมอไป

ถ้าทำการตรวจเชคเป็นประจำแล้วพบว่าหน้ายางนั้นเริ่มมีการสึกหรอที่ผิดปกติเกิดขึ้น ต้องทำการตรวจเชคและแก้ไขหาสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงสลับยางใหม่ ไม่ต้องรอให้ถึงระยะที่กำหนดการสึกหรอที่ผิดปกติจะมากขึ้นจนแก้ไขไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนยางใหม่โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่วิ่งทางไกลและใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ การสึกหรอยิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วขึ้นมากอาจจะต้องเปลี่ยนยางเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

และสิ่งที่มักถูกมองข้ามไป คือ เรื่องของยางอะไหล่ เพราะมักถูกเก็บไว้ใต้ท้องรถหรือในห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ในรถบางรุ่นจะยากต่อการตรวจเชค แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมเสียเวลา จะได้ไม่เสียเวลาแบบ 2 เด้ง นอกจากยางจะแบนแล้วยางอะไหล่ยังแบนอีก ทุกๆ เดือนควรจะตรวจเชคแรงดันลมยางอะไหล่ซึ่งสามารถเติมลมสูงกว่ากำหนดได้ ควรเติมเพิ่มจากปกติราว 5-10 ปอนด์ เผื่อการรั่วซึมตามธรรมชาติ และจะเป็นปัญหามากสำหรับรถที่ให้ยางอะไหล่เป็นล้อเหล็ก เพราะเวลาสลับยางก็จะไม่มีโอกาสได้เอามาใช้

ถ้ายางอะไหล่เป็นยางเก่ายิ่งต้องหมั่นตรวจสอบ เพราะโอกาสที่ยางรั่วซึมมีง่ายกว่า แต่อย่าลืมว่าเวลานำยางอะไหล่มาใช้ต้องลดลมยางลงให้พอดีด้วย ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างแม่แรง ประแจถอดล้อ เหล็กหนุนล้อกันรถไหล ต้องเตรียมให้ครบและต้องตรวจเชคด้วยว่าสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

ขั้นตอนการตรวจเชค ไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะไม่มีความรู้ด้านรถยนต์ก็สามารถทำได้ และเรียนรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยากเย็น เพราะเรื่องของสุขภาพยางมีผลต่อตัวคุณเองหลายประการ ลองปฏิบัติให้เป็นนิสัย ไม่กี่วันคุณก็จะชินไปเอง และนิสัยดังกล่าวยังช่วยในเรื่องของการตรวจเชคระบบอื่นๆ ไปด้วยในตัว



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2549
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Samw4

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเชครถ
ขจัดกลิ่นอับด้วยวิธีธรรมชาติ
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th