บทความ

“ยาง” ต้องใช้ยี่ห้อ และรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ…จริงไหม ?


เขาว่า… : “ยาง” ต้องใช้ยี่ห้อเดียวกัน และรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ…จริงไหม ?

จริง : เพราะรถยนต์แต่ละคัน ถูกปรับระบบรองรับให้เกาะถนนและปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นยาง “ยี่ห้อ” และ “รุ่น” เดียวกันทั้ง 4 ล้อ ผู้ใช้รถจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ อนุโลมให้ยาง “คู่หน้า” กับ “คู่หลัง” แตกต่างกันได้เท่านั้น โดยมีข้อแม้ที่สำคัญมาก คือ ต้องเอายางที่มีมุมสลิพกว้างกว่าไว้ที่ล้อหน้า

มีผู้สงสัยกันมากว่า จำเป็นจะต้องใช้ยางยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ทั้ง 4 ล้อ หรือไม่ ขอตอบสั้นๆ ก่อนอธิบายเหตุผลว่า “จำเป็นครับ” สำหรับรถส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดในโลกนี้ มียกเว้นอยู่บ้างในรถสปอร์ทบางรุ่น ซึ่งยางหน้าคนละขนาดกับยางหลัง แต่ควรต่างกันเพียงขนาดนะครับ ขอให้ใช้รุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ตามที่ผู้ผลิตเขากำหนดไว้เท่านั้น

ผู้ใช้มีหน้าที่เลือกใช้ยางตามที่ผู้ผลิตเขากำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ในคู่มือประจำรถมักบอกเพียงขนาด และระดับความเร็วสูงสุดของยางไว้เท่านั้น ถ้าเป็นรถความเร็วสูงบางรุ่น ผู้ผลิตจะกำหนด “ยี่ห้อ” และรุ่นของยางตายตัวลงไป นอกนั้นใช้วิธี “ละไว้ในฐานที่เข้าใจ” ว่าจะต้องเป็นยางยี่ห้อเดียวกันทั้ง 4 ล้อ เมื่อโรงงานรถยนต์ปรับระบบรองรับให้เกาะถนน และปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นยางรุ่น “ยี่ห้อ” และ “รุ่น” เดียวกันทั้ง 4 ล้อ ผู้ใช้รถจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถ้าเกิดจำเป็นต้องใช้ยาง ที่ไม่เหมือนกันเลยทั้ง 4 ล้อ จะสามารถใช้ได้ไหม ? ก็ต้องตอบว่า “ได้แต่ไม่ควร” เพราะรถจะไม่สามารถวิ่งได้อย่างมีเสถียรภาพอย่างปลอดภัยครับ

ถ้าเราขับรถซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บนถนนซึ่งไม่เอียงและไม่มีลม แล้วเราจับพวงมาลัยนิ่งไว้ ให้รถแล่นตรง เราจะสังเกตได้ว่า เมื่อมีลมปะทะด้านข้าง หรือถนนลาดเอียง รถของเราจะแล่นเป็นแนวเฉียงจากทิศเดิมได้โดยที่เราไม่ได้ขยับพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวแม้แต่น้อย

เหตุที่ล้อกลิ้งเป็นแนวเฉียงได้ มาจาก “ลม” ที่กระทำด้านข้าง เพราะยางเป็นของอ่อนซึ่งบิดตัวได้ มุมที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของแนวที่ล้อกลิ้งกับแนวที่เคลื่อนที่ไป เรียกว่ามุมสลิพ (SLIP ANGLE) ซึ่งจะมีค่ามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงสร้างของยาง เนื้อยาง ดอกยาง และความดันลมยาง และขึ้นอยู่กับแรงที่มากระทำด้านข้างด้วย ถ้าแรงนี้มีค่าสูง ล้อของเราย่อมกลิ้งเป็นแนวเฉียงจากทิศเดิมมากอย่างแน่นอนครับ

ถ้าไม่นับค่าของแรงที่มากระทำด้านข้าง และความดันลมยางแล้ว มุมสลิพของยางจะต่างกัน ตามแต่รุ่นและยี่ห้อของยาง มุมนี้มีผลอย่างยิ่งต่อการทรงตัวของรถ ผู้ผลิตจะต้องเลือกยาง และปรับระบบรองรับให้เหมาะสม และทำงาน “เข้าขากัน” รถจึงจะมีการเกาะถนนทรงตัวที่ดี และปลอดภัย

ปัญหามีอยู่ว่า เจ้าของรถจะทราบได้อย่างไรว่ายางรุ่นไหนมีมุมสลิพกว้างกว่า มีวิธีสังเกตได้ง่าย แต่ต้องเหนื่อยกันหน่อยครับ คือ ลองเอายางคู่ใดคู่หนึ่งไว้ด้านหน้า แล้วลองขับโดยสังเกตความไวของรถในการตอบสนองต่อพวงมาลัย หลังจากนั้นย้ายยางคู่นี้ไปแลกกับล้อหลังทั้งคู่ (อย่าลืมปรับลมยาง) ลองขับอีกครั้งแล้วสังเกตว่า แบบใดที่ตอบสนองพวงมาลัยได้แย่กว่า หรือเฉื่อยกว่า แบบนั้นแหละครับคือแบบที่ปลอดภัย

ขอย้ำว่าปัญหานี้อันตรายถึงชีวิต ถ้าใช้งานในสภาพปกติอาจไม่เป็นไร แต่เมื่อใดที่ต้องหลบหลีกสิ่งกีดขวางที่ความเร็วสูง พฤติกรรมของรถจะแปรเปลี่ยนรวดเร็วจนกระทั่งผู้ขับแก้ไขไม่ทัน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาง เรเดียล บนโครงสร้างธรรมดา ต้องเอายาง เรเดียล (มุมสลิพแคบ) ไว้ที่ล้อหลังเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติตรงกันข้ามนั้น กำลังอยู่ในอันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2559
คอลัมน์ : เขาว่าอย่างนั้นจริงไหม ?
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Tt1Ne

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
18 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th