ทดสอบ

ทดสอบ

MERCEDES-BENZ GLB 200 PROGRESSIVE

รหัสใหม่กับความกว้างขวางแบบสุดๆ !

30 Jun 2021

ค่ายดาว 3 แฉก ยังคงเพิ่มความหลากหลายให้กับสายพันธุ์ลุยระดับหรูอย่างต่อเนื่อง กับสารพัดรุ่นของ MERCEDES-BENZ รหัส “GL” ทั้งหลาย และนี่คือ สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด ถูกเสริมทัพแทรกเข้ามา นั่นคือ GLB แต่นี่ไม่ใช่การแทรกกลางระหว่าง GLA และ GLC แต่การถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ของรถรุ่นนี้ สร้างความแตกต่างได้มากเกินคาด มาดูกันเลย

EXTERIOR ภายนอก

 

มีเอกลักษณ์ ใหญ่โต

จุดเด่นแรกของ MERCEDES-BENZ GLB (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลบี) จากที่เห็นได้ทันที คือ รูปทรงของตัวรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากพี่น้องร่วมค่ายทั้ง GLA (จีแอลเอ) และ GLC (จีแอลซี) เห็นได้จากรูปทรงของไฟหน้าเป็นแบบ 4 เหลี่ยมโค้ง พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน กระจังหน้าขนาดใหญ่ ตามแบบฉบับค่ายดาว 3 แฉก ขณะที่ตัวถังในส่วนถัดมาบ่งบอกขนาดตัวที่ใหญ่โตเกินหน้าบรรดารุ่นพี่ร่วมค่าย มีเส้นสายของส่วนท้ายที่คล้ายกับตัวลุยระดับธงของค่ายนั่นคือ GLS ส่วนท่อไอเสียคู่ ล้อมกรอบด้วยโครเมียม ให้ความรู้สึกหรูหราพอสมควร โดยรวมแล้ว GLB คือ รถที่มีขนาดใหญ่เกินรหัสของตัวรถ จุดประสงค์ของการออกแบบย่อมหนีไม่พ้น พื้นที่ใช้สอยที่จัดเต็มอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ รูปทรงที่ปราดเปรียว มาดสปอร์ท แบบที่คู่แข่งระดับเดียวกันมีประจำการอยู่ เช่น BMW X2 (บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 2) หรือ AUDI Q3 SPORTBACK (เอาดี คิว 3 สปอร์ทแบค)
 


INTERIOR ภายใน

 

กว้างขวางสะใจ

ตัวถังที่ดูใหญ่โตจากภายนอก ส่งผลดีต่อพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสาร เราพบว่า GLB มีห้องโดยสารที่กว้างขวางอย่างน่าพอใจ พื้นที่เหนือศีรษะมีให้เหลือเฟือ แต่จุดเด่นที่ยอดเยี่ยม คือ จำนวนเบาะนั่งถึง 7 ตำแหน่ง ! บรรดาสายพันธุ์ลุยของ MERCEDES-BENZ ที่มีจำนวนเบาะมากขนาดนี้ ได้แก่ GLE (จีแอลอี) และ GLS (จีแอลเอส) ซึ่งแน่นอนว่า มีราคาสูงกว่า GLB หลายล้านบาท ดังนั้น ผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอย ทั้งการโดยสาร และการบรรทุกสัมภาระ ภายใต้งบประมาณที่พอเหมาะ รถรุ่นนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก
 
จากการที่เราขึ้นไปลองนั่งเบาะแต่ละตำแหน่ง พบว่าเบาะคู่หน้ามีความกว้างขวางที่เหลือเฟือ ทัศนวิสัยยอดเยี่ยม เนื่องจากกระจกหน้าทำมุมในแนวตั้ง บรรดาปุ่มใช้งานมีการออกแบบที่ลงตัวตามแบบฉบับของ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) มีความหรูหรา และใช้งานสะดวก แม้เป็นครอสส์โอเวอร์สไตล์เอสยูวี ระดับต้นๆ ของค่าย แต่มีการติดตั้งจอแสดงผลแบบดิจิทอล หน้าจอมีความยาวตั้งแต่บริเวณหลังพวงมาลัยไปจนถึงบริเวณตรงกลางของคอนโซลหน้า พร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX มีรูปแบบการแสดงผลที่หลากหลาย สีสันคมชัด แม้ในช่วงแรกอาจต้องทำความคุ้นเคยกับการใช้งานเล็กน้อย
 
ถัดมาที่เบาะแถวที่ 2 มีความกว้างขวางที่น่าพอใจ แม้ส่วนล่างของเบาะจะมีระยะค่อนข้างสั้น สามารถเลื่อนหน้า/หลังได้ และมีการพับเก็บที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้หลายรูป-แบบในตำแหน่งปกติของการใช้งาน เบาะแถว 2 มีระยะช่วงขาที่เพียงพอ นั่งได้สบาย พนักพิงศีรษะมีขนาดใหญ่ ขณะที่เบาะแถวที่ 3 ต้องอาศัยการพับเบาะแถวที่ 2 เพื่อการเข้า/ออก สามารถทำได้สะดวก เราพบว่าความสะดวกสบายของการโดยสารเบาะแถวที่ 3 น่าพอใจเกินคาด แม้ผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ก็สามารถนั่งได้ค่อนข้างสบาย ลักษณะการนั่งเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องชันเข่ามากเกินไป มีการติดตั้งพนักพิงศีรษะ หากเป็นการโดยสารสำหรับการเดินทางไกลไม่เกิน 2-3 ชม. (เช่น พัทยา หัวหิน หรือ เขาใหญ่) ถือยังรับได้อยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีผู้โดยสารในเบาะแถวที่ 3 ผู้โดยสารของเบาะแถวที่ 2 ควรจะต้องเลื่อนเบาะมาข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อพื้นที่ที่เพียงพออย่างทั่วถึง
 


ENGINE เครื่องยนต์

 

บลอคเล็ก แต่พละกำลังดี

รุ่นที่ทำตลาดในบ้านเรา มีเพียงรุ่นย่อยเดียว นั่นคือ MERCEDES-BENZ GLB 200 PROGRESSIVE (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลบี 200 พโรเกรสซีฟ) ใช้เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า อาจเป็นตัวเลขของพละกำลังสูงสุดที่น้อยไปสักหน่อย หากพิจารณาจากขนาดตัวถังที่ค่อนข้างใหญ่ แต่เรามาพิสูจน์กันจากอัตราเร่งของแต่ละหัวข้อ โดยมีคู่เปรียบเทียบ คือ ครอสส์โอเวอร์ สไตล์ เอสยูวี เน้นมาดสปอร์ท นั่นคือ AUDI Q3 SPORTBACK เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า)
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. GLB ทำได้ที่ 11.0 วินาที ขณะที่ Q3 SPORTBACK ทำเวลาตามหลังเล็กน้อยซะงั้นที่ 11.3 วินาที แค่ช่วงตีนต้นก็มีการพลิกโผเล็กน้อย เมื่อครอสส์โอเวอร์ขนาดใหญ่กว่า ทำอัตราเร่งได้สูสีกับมาดสปอร์ทของคู่แข่ง มาดูต่อกันเลยกับช่วงระยะ 0-1,000 ม. รถยนต์ของ MERCEDES-BENZ ทำเวลาที่ 32.3 วินาที (ที่ความเร็ว 166.6 กม./ชม.) ส่วนทางฝั่ง AUDI (เอาดี) มีตัวเลขที่ 32.6 วินาที (ที่ความเร็ว 166.7 กม./ชม.) เป็นอีกครั้งที่ตัวเลขของอัตราเร่งมีความใกล้เคียงกันมากๆ แทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งมาจากพละกำลังที่ทาง GLB มีมากกว่าเล็กน้อย และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ที่ตอบสนองได้ดีมาก อัตราเร่งจึงสูสีแม้มีตัวถังใหญ่กว่า
 
ขณะที่อัตราเร่งยืดหยุ่น 60-100 และ 80-120 กม./ชม. MERCEDES-BENZ GLB ทำเวลาที่ 5.5 และ 7.0 วินาที ส่วน AUDI Q3 SPORTBACK คือ 5.6 และ 6.9 วินาที ในส่วนนี้ยังคงมีความสูสีราวนัดกันมาของทั้ง 2 รุ่น ! แม้รูปแบบตัวถังจะต่างกัน แต่ต้องยอมรับว่า ครอสส์โอเวอร์ระดับหรูทั้ง 2 สไตล์มีอัตราเร่งที่สูสีกันมากๆ
 
ถัดมา คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ความเร็วคงที่ 60/80/100/120 กม./ชม. ทาง GLB ทำได้ที่ 31.2/27.8/18.7/13.7 กม./ลิตร ขณะที่ Q3 SPORTBACK คือ 25.7/23.1/17.6/12.6 กม./ลิตร ในช่วงความเร็วต่ำ GLB มีความได้เปรียบตรงขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า (ที่ 1.3 ลิตร) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจึงทำได้ดีกว่า แต่ของ Q3 SPORTBACK ก็ทำได้ค่อนข้างดีเช่นกัน เมื่อขยับความเร็วเป็นช่วง 100 กม./ชม. ขึ้นไป อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกลับขยับมาใกล้กัน โดยทาง GLB ยังทำได้ดีกว่าเล็กน้อย
 


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

เน้นความสมดุล ยางแก้มหนา

ระบบรองรับของ MERCEDES-BENZ GLB 200 เน้นความสมดุล ระหว่างความนุ่มนวล และความหนึบแน่น การบังคับควบคุมมีการตอบสนองที่ดี เหมาะสมกับขนาดของตัวถัง การเข้าโค้งที่ความเร็วสูง มีอาการโคลงให้สัมผัสบ้างตามลักษณะของตัวถัง แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมไม่ยากเย็น อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของการขับขี่อาจยังด้อยกว่าเพื่อนร่วมค่ายอย่าง GLA รุ่นล่าสุด ที่มีตัวถังกระชับสั้นกว่า (แต่พื้นที่ใช้สอยก็น้อยกว่าด้วย) นอกจากนี้การเป็นรุ่นย่อย PROGRESSIVE ทำให้ไม่ได้รับการติดตั้งระบบรองรับที่เน้นความหนึบแน่น ผนวกกับยางที่ใช้มีแก้มยางที่ค่อนข้างหนา (ล้อแมกขนาด 18 นิ้ว ยางขนาด 235/55 R18) หากต้องการจะเสริมมาดสวยให้รถรุ่นนี้มีความลงตัวยิ่งขึ้น ควรใช้ล้อแมกขนาด 20 นิ้วไปเลย
 
ส่วนระบบความปลอดภัยให้มาเพียงพอตามมาตรฐานรถยนต์ยุคปัจจุบัน แต่ยังขาดระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย เช่น ครูสคอนทโรลแปรผันความเร็ว ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านหลัง ระบบรักษาตัวรถให้อยู่ในเลน ยังไม่มีติดตั้งมาให้ อาจมีเหตุผลจากการเป็นรถยนต์นำเข้า และต้องการให้ราคาไม่สูงจนเกินไป อุปกรณ์บางรายการจึงขาดหายไปบ้าง แต่ที่น่าพอใจอยู่บ้าง คือ ระบบเตือนแรงดันลมยาง และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ยังคงติดตั้งมาให้ ขณะที่กล้องมองหลังช่วยได้มากสำหรับการถอยจอดครอสส์โอเวอร์ขนาดใหญ่เช่นนี้ แต่หากติดตั้งกล้องมองรอบคันมาเลยจะช่วยให้อุ่นใจกว่านี้