ทดสอบ

ทดสอบ

MITSUBISHI OUTLANDER PHEV

พลังไฟฟ้าที่อยู่เคียงข้างไปทุกที่ !

30 Apr 2021

ปัจจุบันกระแสรถยนต์ไฟฟ้ามีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวแล้ว ค่ายรถก็มีแนวทางการพัฒนายานยนต์ที่เป็นเหมือน “จุดเชื่อมต่อ” ก่อนเข้าสู่ยุคหน้าของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง แนวทางนั้นมีหลากหลาย และหนึ่งในนั้น คือ รถยนต์แบบพลัก-อิน ไฮบริด ซึ่งเห็นกันหลายรุ่นแล้ว แต่เราเชื่อว่าครั้งนี้จะแตกต่างออกไป รถคันนี้มีความไม่ธรรมดาในตัว กับ MITSUBISHI OUTLANDER PHEV

EXTERIOR ภายนอก

 

ตัวถัง เอสยูวี ทรงดั้งเดิม

แม้จะเพิ่งเปิดตัวในบ้านเราได้ไม่นาน แต่เอาเข้าจริงแล้ว MITSUBISHI OUTLANDER PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) เปิดตัวในตลาดโลกมาหลายปีแล้ว เส้นสายมีการปรับปรุงพอสมควร ถึงอย่างนั้น รูปทรงโดยรวมอาจไม่โฉบเฉี่ยวทันสมัยเหมือนรถยนต์ที่เปิดตัวในช่วง 1-2 ปี มาในสไตล์ เอสยูวี แบบดั้งเดิม นั่นคือ ตัวถังทรงหนา แลดูบึกบึน ด้านหน้าเอกลักษณ์เฉพาะของ MITSUBISHI กับรูปแบบ “เหลี่ยมเพชร” ที่เห็นกันมาในรถยนต์ร่วมค่ายหลายรุ่น เช่น กระบะ TRITON (ทไรทัน) หรือ เอมพีวี อย่าง XPANDER (เอกซ์แพนเดอร์) ทำส่วนหน้าของตัวรถมีความคมเข้มพอสมควร อย่างไรก็ตาม ส่วนท้ายของ เอสยูวี นี้ยังไม่สามารถสลัดภาพของรถยนต์ที่เปิดตัวมานานแล้วไปได้ หากมองจากด้านหลังตรงๆ อาจนึกว่าเป็นรถยนต์สไตล์ เอมพีวี ด้วยซ้ำไป ! แต่ในเมื่อเป็นรถยนต์เพื่อเน้นความอเนกประสงค์เช่นนี้ ความแข็งทื่อของเส้นสายเป็นสิ่งที่พอยอมรับได้
 


INTERIOR ภายใน

 

กว้างขวางดี แต่เริ่มล้าสมัยแล้ว

ลักษณะห้องโดยสารของ OUTLANDER PHEV ยังคงเหมือนรูปทรงภายนอก นั่นคือ การออกแบบของรถยนต์ที่เปิดตัวมาหลายปีแล้ว เห็นได้จากรูปทรงของคอนโซลหน้า จัดเรียงปุ่มใช้งานอย่างเรียบง่าย กรอบหน้าจอทรงโค้ง ที่ดูแล้วไม่ทันสมัยเท่าใดนัก รวมถึงคันเกียร์สำหรับระบบไฟฟ้าบ่งบอก “การตกยุค” อย่างชัดเจน สิ่งที่พอจะตอกย้ำความเป็นรถยนต์แบบพลัก-อิน ไฮบริด คือ การแสดงผลผ่านหน้าจอต่างๆ รวมถึงการปรับแต่งโหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และโหมดการชาร์จกระแสไฟฟ้า พอจะได้ความรู้สึกของการเป็นรถยนต์ยุคใหม่ อาศัยพลังงานไฟฟ้ากับเขาบ้าง
 
จุดเด่นอีกประการ คือ ความกว้างขวางของห้องโดยสาร เป็นผลดีจากการออกแบบตัวถังที่เน้นความบึกบึน แม้จะมีเบาะนั่ง 2 แถว 5 ตำแหน่ง แต่รองรับการใช้งานที่หลากหลายได้ดีมาก เบาะหลังสามารถพับเก็บได้ เพิ่มเนื้อที่ใช้สอยอย่างได้ผล เบาะผู้ขับมีขนาดใหญ่ นั่งได้สบาย แม้ช่วงคอนโซลเกียร์จะค่อนข้างหนา แต่ก็ไม่กินเนื้อที่เบาะคู่หน้ามากมาย รวมถึงเบาะหลังที่มีระยะช่วงขาเหลือเฟือ จากลำตัวที่มีความยาวค่อนข้างมาก และจุดที่น่าสนใจ คือ จุดเสียบปลั๊กแบบซี่แนวตั้ง (เหมือนที่ใช้กันทั่วไปกับเครื่องใช้ไฟฟ้าตามครัวเรือน) สะดวกเมื่อต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นพัดลม เตาปิ้งย่าง หรือแม้แต่ทีวี ! ก็ทำได้ สำหรับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่ห่างไกล เนื่องจากระบบสามารถจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 1,500 วัตต์
 


ENGINE เครื่องยนต์

 

พลังการปั่นไฟแบบสุดยอด !

MITSUBISHI OUTLANDER PHEV เป็นรถยนต์แบบพลัก-อิน ไฮบริด ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รถยนต์หลายรุ่นก็มีระบบไฮบริดประเภทนี้ แต่มีรูปแบบที่ไม่เหมือนรถยนต์รุ่นนี้ นั่นคือ จุดเด่นในเรื่องของการสร้างกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปที่มากมาย สามารถเพิ่มระดับแบทเตอรีขนาดความจุ 13.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในเวลาไม่นาน ! โดยหน้าที่ของการขับเคลื่อนหลัก คือ มอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว โดยมอเตอร์ที่ขับ-เคลื่อนล้อคู่หน้ามีกำลังสูงสุด 82 แรงม้า ส่วนสำหรับล้อคู่หลังมีกำลังสูงสุด 95 แรงม้า ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปส่วนใหญ่จะทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (และขับเคลื่อนเพียงบางจังหวะเท่านั้น) เป็นแบบเบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 128 แรงม้า เมื่อคิดเป็นกำลังทั้งระบบแล้วจะมีถึง 305 แรงม้า ตามหลักการ คือ ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (กับน้ำหนักตัวที่ 1,930 กก. ในรุ่น GT-PREMIUM (จีที-พรีเมียม)
 
คู่เปรียบเทียบสมรรถนะ จึงเป็นอีกหนึ่งเอสยูวี แบบพลัก-อิน ไฮบริด หน้าใหม่ เปิดตัวได้ไม่นาน แม้จะมีที่มาแตกต่างกันทั้งสัญชาติของค่ายรถ รวมถึงราคาโดยรวม แต่ก็มีจุดเปรียบเทียบที่น่าสนใจ นั่นคือ MG HS PHEV (เอมจี เอชเอส พีเอชอีวี) เอสยูวี ไฮบริด “เสียบปลั๊ก” สัญชาติจีน กับเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 162 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า คิดเป็นกำลังสูงสุดทั้งระบบที่ 284 แรงม้า และขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าเท่านั้น (น้ำหนักตัวรถที่ 1,775 กก.)
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. OUTLANDER PHEV ทำได้ที่ 9.9 วินาที ส่วน HS PHEV (เอชเอส พีเอชอีวี) คือ 9.8 วินาที นับเป็นเวลาที่สูสีกันมาก แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ทางฝั่ง MITSUBISHI มีขนาดตัว และน้ำหนักที่มากกว่า รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่ามอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนดีมาก จากจุดเด่น คือ แรงบิดที่มหาศาล ตอบสนองได้ฉับไว
 
ถัดมา คือ อัตราเร่งตีนปลายกับระยะ 0-1,000 ม. OUTLANDER PHEV ทำเวลาที่ 31.2 วินาที (ที่ความเร็ว 170.7 กม./ชม.) ขณะที่ HS PHEV คือ 30.2 วินาที (ที่ความเร็ว 185.5 กม./ชม.) ณ จุดนี้ อัตราเร่งของฝั่ง MITSUBISHI อาจตามหลังเล็กน้อย (แม้จะมีแรงม้าสูงสุดทั้งระบบมากกว่า) ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการส่งกำลังขณะกดคันเร่งสุด จะเป็นการส่งกำลังจากทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และมอเตอร์ไฟฟ้า ประสานกำลังกัน แต่เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังในระดับหนึ่ง ทำให้อัตราเร่งอาจไม่ใช่จุดเด่นของรถยนต์รุ่นนี้ แต่ก็ไม่อืด
 
อัตราเร่งยืดหยุ่นที่ 60-100 และ 80-120 กม./ชม. MITSUBISHI OUTLANDER PHEV ทำเวลาได้ที่ 5.4 และ 7.0 วินาที และ MG HS PHEV ทำเวลาที่ 4.5 และ 5.7 วินาที ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ระบบส่งกำลังที่แตกต่างกัน ทางฝั่ง MITSUBISHI จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก และเสริมแรงจากเครื่องยนต์ด้วยเกียร์อัตโนมัติแปรผัน ขณะที่ทาง MG (เอมจี) จะใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติถึง 10 จังหวะ โดยแบ่งเป็นเกียร์สำหรับเครื่องยนต์สันดาป 6 จังหวะ มอเตอร์ไฟฟ้าอีก 4 จังหวะ และหน้าที่การขับเคลื่อน คือ เครื่องยนต์สันดาปพ่วงเทอร์โบเป็นหลัก (และขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า) อัตราเร่งยืดหยุ่นจึงมีการตอบสนองที่ดี
 
ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เราอาจไม่ได้วัดเป็นตัวเลขออกมาตรงๆ แต่เราพบว่า MITSUBISHI OUTLANDER PHEV มีการชาร์จไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม สร้างกระแสไฟฟ้าเป็นปริมาณมาก สามารถชาร์จแบทเตอรีได้รวดเร็ว และมีแรงดันไฟฟ้าที่มากพอสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทุกประเภท เป็นจุดที่น่าพอใจมาก แต่อย่าลืมว่า “พลังงานทุกอย่างนั้นมีที่มา” แหล่งพลังงานการสร้างกระแสไฟฟ้าของเครื่องยนต์สันดาป คือ น้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น ยิ่งใช้พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร (ทั้งการชาร์จไฟฟ้าสำหรับการใช้งาน และสำหรับการขับเคลื่อน) ก็นำมาสู่การเปลืองพลังงานน้ำมันมากขึ้นเท่านั้น เป็นจุดที่ผู้ใช้งานรถยนต์รุ่นนี้ต้องระวังให้ดี
 


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

นุ่มหนึบ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พลังไฟฟ้า

MITSUBISHI คือ หนึ่งในค่ายรถที่เชี่ยวชาญเรื่องการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ เอสยูวี ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าใน OUTLANDER PHEV โดยเน้นไปที่การขับเคลื่อนในทางเรียบ หรืออย่างน้อย คือ ทางฝุ่น ให้อารมณ์คล้ายกับรถแข่งแรลลี แปรผันการส่งกำลังได้อย่างไหลลื่น ระบบรองรับเน้นความนุ่มนวลตามสไตล์ตัวลุย แต่มีอาการโคลงไม่มากนัก สามารถบังคับควบคุมได้ดีแบบเน้นความต่อเนื่อง (หากหักเลี้ยวแบบดุดันอาจไม่เหมาะสำหรับรถยนต์รุ่นนี้) อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนบนทางสมบุกสมบันเต็มตัวอาจต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะตัวถังมีความสูงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ เอสยูวี ตัวลุยขนานแท้ ทำให้เรามีความรู้สึกว่า OUTLANDER PHEV เหมาะกับการเป็นครอสส์โอเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และลุยทางสมบุกสมบันที่ไม่หนักหนามากเกินไป