ทดสอบ

ทดสอบ

FORD MUSTANG GT

มาลองของกับรถสปอร์ทที่ขายดีที่สุดในโลก !

27 Feb 2021

รถสปอร์ทขายดีที่สุดในโลก !?! คือ ตำแหน่งที่ได้มาไม่ง่าย เพราะรถสปอร์ทมีมากมายหลายรุ่น หลายยี่ห้อ ต่างก็มีทีเด็ดกันหลากหลาย แต่สุดท้าย ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ คือ FORD MUSTANG (ฟอร์ด มัสแตง) รุ่นล่าสุด และเราก็ได้มาพิสูจน์กันว่า อะไร คือ สาเหตุของความนิยมอันล้นหลามจากรถสปอร์ทรุ่นนี้ มาลองไปด้วยกัน !

EXTERIOR ภายนอก

 

ดิบห้าว และดุดัน

รูปทรงของ FORD MUSTANG รุ่นล่าสุด มีเส้นสายที่บ่งบอกความเป็นรถสปอร์ทสัญชาติอเมริกันทุกกระเบียด การเน้นเส้นตรง พาดผ่านด้านข้างตัวถัง ตัวถังที่หนา บึกบึนในระดับที่พอเหมาะ แนวหลังคาที่ไม่สูงเกินไป แต่มีความลาดเท เพื่อความปราดเปรียวโดยรวมของตัวรถ ซุ้มล้อขนาดใหญ่ พอดีกับล้อแมกขนาด 19 นิ้ว มีความทันสมัยสมกับการเป็นรถสปอร์ทยุคปัจจุบัน ผสมผสานความคุ้นเคยจาก MUSTANG รุ่นดั้งเดิม จากรูปทรงของไฟหน้า กระจังหน้า และไฟท้ายแนวตั้ง เป็นความลงตัวที่ถูกนำใช้กับรุ่นก่อนหน้านี้ และถูกนำมาขัดเกลากับรุ่นล่าสุด เรียกได้ว่า รูปทรงของ MUSTANG มีความสวยงาม สะท้อนความดุดันตามแบบฉบับรถสปอร์ทจากแดน “คาวบอย”
 
รุ่นที่เรานำมาทดสอบ คือ รุ่นครบรอบ 55 ปี ของสายพันธุ์ MUSTANG ตัวถังภายนอกไม่แตกต่างจากรุ่นปกติมากนัก กับรุ่นย่อยตัวทอพ GT (จีที) จุดแตกต่างจากรุ่นปกติ คือ สีตัวถังแบบน้ำเงินพิเศษ (รุ่นที่เรานำมาทดสอบ) โดยนอกจากนี้ยังมีตัวถัง สีส้ม และสีแดง ให้เลือก มีตราสัญลักษณ์ครบรอบ 55 ปี แต่หากเป็นไปได้น่าจะมีรูปทรงภายนอกที่บ่งบอกการครบรอบของ MUSTANG ที่ชัดเจนกว่านี้
 


INTERIOR ภายใน

 

ความเคร่งขรึมที่เรียบง่าย

เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร เราพบว่าการตกแต่งโดยรวมมีความเรียบง่ายเกินคาด วัสดุที่ใช้สำหรับคอนโซลหน้าเป็นแบบพลาสติคขึ้นรูป บริเวณรอบจอแสดงผลดูเรียบง่ายเช่นกัน กับคอนโซลในแนวตั้งที่น่าจะออกแบบให้มีการเล่นระดับมากกว่านี้ ปุ่มใช้งานระบบปรับอากาศ และการใช้งานต่างๆ เป็นสลักทรงแบน ให้อารมณ์คล้ายรถสปอร์ทยุคก่อนหน้านี้ เบาะนั่งของ RECARO กระชับสรีระ หนึ่งในออพชันที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาสำหรับ FORD MUSTANG รุ่นครบรอบ 55 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้ขับลืมการตกแต่งอันเรียบง่ายนี้ไป คือ ส่วนผู้ขับที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่ออารมณ์ของการ “ซิ่ง” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยทรงกลม บรรดาแผงมาตรวัดที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลายตามโหมดการขับขี่ที่ใช้ ทัศนวิสัยโดยรวมที่ทำได้ดีเกินคาด ไม่อึดอัด สามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดี รวมถึงทัศนวิสัยด้านหลังที่เพียงพอ (กล้องมองภาพช่วยได้มาก)
 
ผู้โดยสารด้านหน้ามีความกว้างขวางเหลือเฟือ แน่นอนว่า เบาะด้านหลังมีขนาดเล็กสำหรับการโดยสารเฉพาะกิจเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจ คือ เบาะหลังสามารถพับลงมาได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ (เพียงพอสำหรับรถสปอร์ทประเภทนี้) ลูกเล่นด้านการแสดงผล และการปรับแต่งต่างๆ ทำให้รถคันนี้มีความเป็น “ของเล่นเศรษฐี” ที่น่าลิ้มลอง ตอบสนองได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการขับขี่ที่เน้นความนุ่มนวล เท่าที่รถสปอร์ทคันหนึ่งจะสนองตอบได้ หรือจะปรับเสียงของเครื่องยนต์ และท่อไอเสียให้แผดดัง ผู้ขับสามารถเลือกได้ดังใจ ความสนุกอันนี้เอง ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ FORD MUSTANG ได้รับนิยมอย่างมากมาย
 


ENGINE เครื่องยนต์

 

บลอคใหญ่ สไตล์ อเมริกัน !

FORD MUSTANG รุ่น GT จะใช้เครื่องยนต์บลอคใหญ่ ไร้ระบบอัดอากาศ ต่างจากเครื่องยนต์ยุคปัจจุบันที่มักจะใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเสริมระบบอัดอากาศ มีขนาด 5.0 ลิตร แบบ วี 8 สูบ กำลังสูงสุดถึง 449 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลัง เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ก่อนอื่นขอบอกรูปแบบความเร้าใจในแบบฉบับอเมริกัน นั่นคือ ซุ่มเสียงที่ทุ้มห้าว มีความแตกพร่าในน้ำเสียง (ต่างจากเครื่องยนต์ตัวแรงของเจ้าอื่นจะเน้นเสียงแหลมที่แผดดัง) เสียงของรถสปอร์ทรุ่นนี้ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้าทุกเวลา เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่คอรถสปอร์ทชื่นชอบ รถที่ถูกนำมาเทียบสมรรถนะ มากับแนวทางที่ตรงข้าม นั่นคือ รูปแบบใหม่ของรถสปอร์ทขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด นั่นคือ BMW I8 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 8) กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่ 231 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 131 แรงม้า (ราคาเกิน 10 ล้านบาท) มาเทียบกับรถสปอร์ทแบบดั้งเดิมอย่าง MUSTANG กันดู !
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. MUSTANG ทำได้ที่ 5.4 วินาที ส่วน I8 คือ 5.3 วินาที นับเป็นอัตราเร่งช่วงตีนต้นที่สูสีกันทันที ! แม้ขุมพลังจะมีความแตกต่างกัน โดยทางรถสปอร์ทของ FORD จะตอบสนองแบบตรงไปตรงมา มีการตอบสนองที่มีช่วงหน่วงเวลาเล็กน้อย แต่เมื่อทำงานแล้ว และระบบเกียร์ลดจังหวะลงมา อัตราก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างดุดันทันที พร้อมซุ่มเสียงที่แผดดัง ดังนี้แล้ว มาต่อกันด้วยช่วงความเร็วตีนปลาย กับระยะ 0-1,000 ม. รถสปอร์ทแบบดั้งเดิมของ FORD ทำเวลาที่ 23.7 วินาที (ที่ความเร็ว 232.1 กม./ชม.) ขณะที่รถสปอร์ทยุคใหม่ของ BMW ทำเวลาที่ 23.9 วินาที (ที่ความเร็ว 224.6 กม./ชม.) แม้ช่วงความเร็วตีนปลายจะทำเวลาได้สูสีกัน แต่เครื่องยนต์ของ MUSTANG มีความได้เปรียบในช่วงความเร็วสูง ส่วนเครื่องยนต์ระบบพลัก-อิน ไฮบริดของ I8 ได้เปรียบในช่วงออกตัว และความเร็วต่ำ จากการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมอีกแรง
 
มาถึงอัตราเร่งยืดหยุ่นที่ความเร็ว 60-100 และ 80-120 กม./ชม. MUSTANG ทำเวลาได้ที่ 2.9 และ 2.9 วินาที (เท่ากันพอดี !) ขณะที่ I8 คือ 2.4 และ 2.9 วินาที (มีความได้เปรียบที่ความเร็วต่ำ) จุดที่น่าสนใจของ MUSTANG คือ อัตราเร่งที่เท่ากันทั้ง 2 ช่วงความเร็ว ซึ่งตามปกติแล้ว ความเร็วที่สูงขึ้น จะใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย แต่การทำเวลาได้เท่ากันทั้ง 2 ช่วงความเร็ว แสดงให้เห็นว่า พละกำลังของรถสปอร์ทระดับตำนานรุ่นนี้ ส่งกำลังออกมาได้อย่างต่อเนื่องได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีอาการแผ่ว กำลังสูงสุด 449 แรงม้า ถูกใช้งานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราสังเกตว่า ช่วงที่ใช้ความเร็วคงที่ เกียร์จะอยู่จังหวะที่ 10 แต่เมื่อกดคันเร่งลึกลงไป ระบบจะลดจังหวะลงมาที่เกียร์ 5-6 ด้วยซ้ำ ซึ่งเหมาะกับการเรียกอัตราเร่ง หากใครที่ต้องการจะ “ซิ่ง” ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ผ่านแพดเดิล ชิฟท์ ควรเล่นรอบเครื่องยนต์ในช่วงไม่เกินเกียร์ 7 ก็พอแล้ว ขณะที่การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หากใช้ความเร็วคงที่ก็มีการประหยัดเชื้อเพลิงที่รับได้ น่าพอใจสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 5.0 ลิตร แต่หากขับขี่แบบเน้นสมรรถนะเมื่อไร ทำใจได้เลยว่า อัตราเร่งอันดุดัน ย่อมแลกมากับการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ !
 


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

หนึบแน่น มีความนุ่มนวลเล็กน้อย

สมรรถนะที่ดุดัน และรูปทรงที่เน้นความสปอร์ทชัดเจน ระบบรองรับของ FORD MUSTANG จึงเน้นความหนึบแน่น รองรับสมรรถนะได้ดีมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อลองขับที่ความเร็วคงที่ เราพบว่า รถสปอร์ทรุ่นนี้มีความนุ่มนวลผสมผสานเข้ามาอย่างเหมาะสม แน่นอนว่า ไม่นุ่มนวลเท่ารถซีดานหรูทั้งหลาย แต่ขับขี่ได้ดีเกินคาดก็แล้วกัน ในแง่ของการใช้งานทั่วไป ถือว่าตอบสนองได้ดีไม่น้อย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ขับหลายคนต้องการ คือ ความสนุกจากการขับขี่แบบเน้นสมรรถนะ รถสปอร์ทรุ่นนี้มีการปรับแต่งที่หลากหลาย รวมถึงการตอบสนองของพวงมาลัย ในโหมด SPORT จะตอบสนองไวขึ้น และมีน้ำหนักมากขึ้น เน้นความมั่นคงของการบังคับเลี้ยว เหมาะกับบุคลิกสปอร์ทแบบดิบห้าวของรถรุ่นนี้ น่าเสียดายเล็กน้อยที่ระบบรองรับไม่สามารถแปรผันการตอบสนองได้ (ตามออพชันที่ติดตั้งมาให้ในรุ่นที่ทำตลาดในบ้านเรา) ไม่อย่างนั้น อรรถรสการขับขี่จะยิ่งหลากหลายยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน