ทดสอบ

ทดสอบ

มาซดา ซีเอกซ์-30

ครอสส์โอเวอร์สดใหม่ เปลี่ยนรหัส หมัดหนักกว่าเดิม !!

25 May 2020

มาซดา จัดเป็นค่ายที่มีรถยนต์ประเภทครอสส์โอเวอร์ทำตลาดอย่างหลากหลายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหญ่สุดอย่าง ซีเอกซ์-8 หรือรุ่นเล็กสุดกับ ซีเอกซ์-3 โดยรุ่นหลังทำตลาดมาหลายปี ชูจุดเด่นที่รูปทรงอันโฉบเฉี่ยว และเครื่องยนต์ที่หลากหลาย แต่ทว่า ขนาดตัวที่กะทัดรัดทำให้เสียเปรียบคู่แข่งระดับเดียวกัน ในที่สุด ก็ได้เวลา “แก้เกม” ด้วยการส่งครอสส์โอเวอร์รุ่นใหม่แกะกล่องกับ ซีเอกซ์-30 แนวทางการเรียกชื่อรุ่นแบบใหม่ แต่ตัวรถจะโดนใจแค่ไหน มาติดตามไปพร้อมกัน

EXTERIOR ภายนอก

 

มาซดา ซีเอกซ์-30 ยังคงชูจุดเด่นของค่าย นั่นคือ เส้นสายแบบ โคโดะ ที่ปราดเปรียว เห็นมาแล้วจากแฮทช์แบค/ซีดานร่วมค่ายอย่าง มาซดา 3 ตัวถังเน้นพื้นผิวที่ไหลลื่น ปราศจากสันเหลี่ยม แต่ยังคงดูปราดเปรียว ไฟหน้าทรงเรียวรับกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ เสริมมาดตัวลุยด้วยขอบซุ้มล้อที่ดูบึกบึน ผสมผสานความสปอร์ทกับแนวกระจกหน้าต่างที่มีความปราดเปรียวเช่นกัน รวมถึงส่วนหลังคาที่ลาดเท ใกล้เคียงกับรถยนต์สไตล์แฮทช์แบค (ต่างจากรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง ซีเอกซ์-5 ที่มีความเป็น เอสยูวี ชัดเจนกว่า)
 
นอกจากเส้นสายแล้ว ซีเอกซ์-30 ยังใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับ มาซดา 3 ทำให้มีระยะฐานล้อที่ 2,655 มม. เทียบกับ ซีเอกซ์-3 แล้ว (ที่ 2,570 มม.) ส่วนความยาวของ ซีเอกซ์-30 คือ 4,395 มม. (ซีเอกซ์-3 คือ 4,275 มม.) ถือว่า ครอสส์โอเวอร์รุ่นล่าสุดมีมิติตัวถังใหญ่กว่าเดิมอย่างชัดเจน และมีมาดภูมิฐานที่มากกว่าอีกด้วย


INTERIOR ภายใน

 

เมื่อเข้ามาในห้องโดยสารของ มาซดา ซีเอกซ์-30 เราพบว่าบรรยากาศโดยรอบมีความใกล้เคียงกับ มาซดา 3 นั่นคือ การเน้นรูปทรงของคอนโซลในแนวนอน รวมถึงบรรดาปุ่มใช้งานต่างๆ ดูเรียบหรู แม้จะเป็นรถยนต์ในสไตล์ ครอสส์โอเวอร์ก็ตาม ซึ่งตามปกติมักจะออกแบบให้คอนโซลมีรูปทรงในแนวตั้ง ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งในตัว แต่สำหรับ ซีเอกซ์-30 มีแนวทางที่แตกต่างออกไป บนคอนโซลกลางเน้นปุ่มใช้งานระบบปรับอากาศ ขณะที่ระบบความบันเทิงใช้ปุ่มหมุนบริเวณคอนโซลเกียร์ รวมถึงปุ่มมัลทิฟังค์ชันบนพวงมาลัย แผงหน้าปัดขนาดใหญ่ แยก 3 วง แม้มีมาดสปอร์ทรอบคัน แต่พวงมาลัยยังใช้แบบทรงกลม ไม่หักมุมด้านล่าง การตกแต่งห้องโดยสารด้วยชุดหนัง เนื้องานมีความประณีตน่าพอใจ
 
จุดที่น่าพอใจ คือ การเพิ่มออพชันบางรายการเข้ามา (นอกเหนือจากของ มาซดา 3 ตัวถังแฮทช์แบค) นั่นคือ หลังคาซันรูฟ ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง รวมถึงประตูบานท้ายแบบเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้า นับเป็นความคุ้มค่าที่น่าสนใจสำหรับ ซีเอกซ์-30 เพราะราคาในรุ่นทอพไม่แตกต่างจากของ มาซดา 3 มากนัก นอกเหนือ จากออพชันแล้ว พื้นที่ใช้สอย และความกว้างขวาง รวมถึงทัศนวิสัยโดยรวมก็ดีกว่า มาซดา 3 ตัวถังแฮทช์แบคด้วย แต่เรามีจุดสังเกตเล็กน้อย คือ เบาะด้านหลัง มีระยะช่วงขา และพนักพิงศีรษะที่เหลือเฟือ แต่มุมเอนของพนักพิงหลังมีองศาที่ตั้งชันไปเล็กน้อย หากทำมุมไปข้างหลังกว่านี้อีกสักนิดจะช่วยผ่อนคลายได้มาก โดยเฉพาะการเดินทางไกล


ENGINE เครื่องยนต์

 

เครื่องยนต์ของ มาซดา ซีเอกซ์-30 ยังคงใช้พื้นฐานจากบลอคเดิม (และใช้ร่วมกับ มาซดา 3) นั่นคือ เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร รหัส สกายแอคทีฟ-จี กำลังสูงสุด 165 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีการปรับปรุงในรายละเอียดให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้น คู่เปรียบเทียบในแง่ของสมรรถนะด้านต่างๆ คือ หนึ่งในครอสส์โอเวอร์ระดับเดียวกัน และเปิดตัวในบ้านเรามาได้สักพัก กับรุ่นทอพของ โตโยตา ซี-เอชอาร์ รุ่น เอชวี ไฮ เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร ส่งกำลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลังสูงสุดทั้งระบบที่ 122 แรงม้า
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ซีเอกซ์-30 ทำได้ที่ 11.0 วินาที ส่วน ซี-เอชอาร์ คือ 13.1 วินาที ต่อด้วยช่วงความเร็วตีนปลายกับระยะ 0-1,000 ม. ครอสส์โอเวอร์ของทาง มาซดา ทำเวลาที่ 32.2 วินาที (ที่ความเร็ว 167.8 กม./ชม.) ขณะที่ทางฝั่ง โตโยตา ทำได้ที่ 34.4 วินาที (ที่ความเร็ว 154.7 กม./ชม.) แสดงให้เห็นว่า ในแง่ของอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง ซีเอกซ์-30 มีความได้เปรียบจากพละกำลังที่มากกว่า ผนวกกับเกียร์แบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ ส่งกำลังได้ต่อเนื่อง
 
อัตราเร่งยืดหยุ่นช่วงความเร็ว 60-100 กม./ชม. และ 80-120 กม./ชม. มาซดา ซีเอกซ์-30 ทำอัตราเร่งได้ที่ 5.4 และ 6.9 วินาที ตามลำดับ ขณะที่ โตโยตา ซี-เอชอาร์ มีตัวเลขที่ 7.1 และ 9.4 วินาที แม้ในหัวข้ออัตราเร่งยืดหยุ่น เสมือนการเร่งแซง ซีเอกซ์-30 การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไวกว่า ตามแบบบับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ ขณะที่ทาง ซี-เอชอาร์ ไม่เน้นเรื่องพละกำลัง แม้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยส่งกำลังก็ตาม อัตราเร่งจึงเป็นรองตามที่ผลทดสอบปรากฏให้เห็น
 
หัวข้อถัดมา คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ความเร็วคงที่ ช่วง 60/80/100/120 กม./ชม. ซีเอกซ์-30 ทำได้ตามนี้ คือ 29.6/23.4/18.0/15.1 กม./ลิตร ขณะที่ ซี-เอชอาร์ มีตัวเลขที่ 39.1/24.1/16.1/14.4 กม./ลิตร ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นที่แตกต่างของรูปแบบขุมพลัง 2 แนวทาง โดยทาง มาซดา ใช้เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม แม้มีตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงทที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ระดับเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ช่วงความเร็วต่ำ (60 และ 80 กม./ชม.) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงย่อมเป็นรองขุมพลังไฮบริดของ ซี-เอชอาร์ เนื่องจากเป็นช่วงความเร็วที่มอเตอร์ไฟฟ้ามีบทบาทมากในการขับเคลื่อน ลดภาระของเครื่องยนต์สันดาปอย่างได้ผล โดยเฉพาะการแล่นที่ความเร็วต่ำซึ่งพบเจอได้บ่อยครั้งสำหรับการขับขี่ในตัวเมือง แต่เมื่อเพิ่มความเร็วขึ้นมา (ในช่วง 100 และ 120 กม./ชม.) ความได้เปรียบกลับเปลี่ยนฟากมาทาง ซีเอกซ์-30 กับตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ดีกว่า คู่แข่งอย่าง ซี-เอชอาร์ เนื่องจากความเร็วระดับดังกล่าวมอเตอร์ไฟฟ้าของระบบไฮบริดไม่สามารถช่วยการขับเคลื่อนที่ความเร็วคงที่ได้ เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมากกว่า ผนวกกับตัวถังที่ปราดเปรียวของทาง มาซดา จึงมีความได้เปรียบในส่วนนี้ พูดง่ายๆ คือ ในแง่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย มาซดา ซีเอกซ์-30 จะได้เปรียบช่วงทางไกล และใช้ความเร็วสูง ขณะที่ทาง โตโยตา ซี-เอชอาร์ จะได้เปรียบช่วงความเร็วต่ำ และการใช้งานในตัวเมือง


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

ระบบรองรับของ มาซดา ซีเอกซ์-30 ยังเอาชุดมาจาก มาซดา 3 โดยเฉพาะระบบรองรับด้านหลังแบบกึ่งอิสระ ทอร์ชันบีม ต่างจากบรรดาคู่แข่งที่มักจะใช้ระบบรองรับด้านหลังแบบอิสระ จุดแข็งของระบบรองรับดังกล่าว คือ ความหนึบนุ่มที่เชื่อถือได้ ตามแบบฉบับรถยนต์ของ มาซดา ที่แฝงความสปอร์ทในการขับขี่แทบทุกรุ่น พวงมาลัยตอบสนองได้ดังใจ แต่ก็ไม่รวดเร็วเกินไป รวมถึงน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสม ใช้งานได้สะดวกทั้งชาย/หญิง แม้เรามีความรู้สึกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของพวงมาลัยจะมากไปสักนิดก็ตามที ขณะที่จุดอ่อนของระบบรองรับดังกล่าวจะปรากฎให้เห็นเมื่อแล่นผ่านพื้นต่างระดับ (เช่น การลงสะพาน) แรงกระแทกค่อนข้างรู้สึกได้ชัดเจน แม้ไม่ถึงกับรุนแรงมากนัก เนื่องจากระบบรองรับแบบทอร์ชันบีม อาจให้ความหนึบแน่นที่ดีในทางเรียบ แต่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนมากกว่าระบบรองรับแบบอิสระที่ดูดซับแรงสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทกได้ดีกว่า นอกจากนี้การตอบสนองของระบบรองรับถูกปรับแต่งให้เน้นความนุ่มนวลมากกว่า มาซดา 3 เนื่องจากตัวรถของ ซีเอกซ์-30 มีความสูงมากกว่า รวมถึงยางที่ใช้มีแก้มยางที่หนากว่า แม้ล้อแมกจะมีขนาด 18 นิ้วเท่ากัน