ทดสอบ

ทดสอบ

เชฟโรเลต์ แคพทีวา

ครอสส์โอเวอร์เพื่อการอำลา แต่ควรค่าแก่การอาลัยหรือไม่ ?

26 Mar 2020

เชฟโรเลต์ คือ ค่ายรถที่ทำตลาดในประเทศไทยมานานหลายปี กับรถยนต์หลากหลายรุ่นที่นำเสนอออกมา หนึ่งในนั้น คือ เอสยูวี อย่าง แคพทีวา ที่ได้รับความนิยมพอสมควร แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีรุ่นใหม่ทำตลาดเลย เว้นช่วงอยู่หลายปี ทางค่ายก็เปิดตัวรุ่นใหม่แกะกล่อง แต่ปรับเปลี่ยนสไตล์ เน้นความครอสส์โอเวอร์ ใช้งานในตัวเมือง และราคาที่ย่อมเยาขึ้น แต่ทว่า มันกลับเป็นรถยนต์รุ่นสุดท้ายที่ทำตลาดที่นี่ ก่อนการประกาศถอนทัพจากประเทศไทย พร้อมกระแสการลดราคาแบบเหลือเชื่อ รถคันนี้จะยังคุ้มค่า หรือไม่ เรามาดูกัน กับรุ่นล่าสุดของ เชฟโรเลต์ แคพทีวา

EXTERIOR ภายนอก

 

การเปลี่ยนแปลงของ แคพทีวา เห็นได้จากเส้นสายที่เน้นความทันสมัยมากขึ้น เปี่ยมด้วยสันเหลี่ยม และเส้นตรง บ่งบอกความปราดเปรียว ด้านหน้ายังคงใช้กระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมโลโกของ เชฟโรเลต์ สีทองเด่น ไฟด้านข้างแนวเฉียง ทำหน้าที่เป็นไฟหรี่เท่านั้น ส่วนไฟหน้ากลับอยู่ในชุดโคมไฟบริเวณมุมกันชนด้านบน ส่วนไฟตัดหมอกจะอยู่มุมกันชนด้านล่าง เสริมมาดบึกบึนด้วยซุ้มโป่งล้อทรงเหลี่ยม แต่ขนาดของซุ้มไม่ใหญ่มากนัก เส้นด้านข้างตัวถังลากยาวตลอดความยาวของตัวรถ เพิ่มความโฉบเฉี่ยวได้พอประมาณ ขณะที่ประตูบานท้ายแบบหักมุม ดูคล้ายกับประตูบานท้ายของ เอาดี บางรุ่น รุ่นที่เรานำมาทดสอบเป็นตัวทอพ พรีเมียร์ 7 ที่นั่ง ใช้ล้อแมกขนาด 17 นิ้ว ยางยี่ห้อ จีที เรเดียล ขนาด 215/60 R17 ดูแล้วไม่ใช่ยางสำหรับเส้นทางสมบุกสมบันเท่าใดนัก เหมาะกับการขับบนทางราบ
 
ในแง่ของมิติตัวถัง แคพทีวา รุ่นนี้ มีความยาว 4,655 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มม. ถือว่าใหญ่โตกว่าครอสส์โอเวอร์ระดับราคา 1 ล้านบาทต้นๆ อย่าง ฮอนดา เอชอาร์-วี โตโยตา ซี-เอชอาร์ แต่ใกล้เคียงกับคู่แข่งอย่าง เอมจี เอชเอส (ยกเว้นความกว้างที่ทาง แคพทีวา มีน้อยกว่า) อย่างไรก็ตามจุดเด่นของครอสส์-โอเวอร์จากค่ายรถสัญชาติอเมริกันอยู่ที่ความยาวของตัวรถ ทำให้สามารถรองรับเบาะนั่งได้ถึง 7 ตำแหน่ง (ตามแต่รุ่นย่อย) เป็นสิ่งที่คู่แข่งระดับเดียวกันทำไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มีเบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง เท่านั้น


INTERIOR ภายใน

 

มาถึงภายในห้องโดยสารของ เชฟโรเลต์ แคพทีวา เราพบว่าครอสส์โอเวอร์รุ่นนี้มีความทันสมัยพอสมควร จุดเด่น คือ หน้าจอขนาดใหญ่บนคอนโซลกลาง วางตัวในแนวตั้ง ให้ความรู้สึกคล้ายกับของ โวลโว รวมถึงปุ่มใช้งานต่างๆ ก็มีส่วนคล้ายเช่นกัน การใช้งานต่างๆ จึงอยู่ภายในหน้าจอ ซึ่งในช่วงแรกต้องใช้ความเคยชินเล็กน้อย ผลจากตัวถังที่เน้นสันเหลี่ยม และมีความสูงค่อนข้างมาก ให้ความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง เบาะนั่งผู้ขับค่อนข้างสูง ขณะขับขี่จึงให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถยนต์สไตล์ เอมพีวี ในรุ่นทอพ พรีเมียร์ 7 ที่นั่ง ตกแต่งรอบห้องโดยสารด้วยชุดหนังสีดำ แต่บริเวณคอนโซลหน้าจะใช้สีขาว ดูนุ่มนวลสบายตา
 
จุดเด่นย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความกว้างขวาง เบาะคู่หน้ากว้างขวาง น่าพอใจ เบาะแถว 2 หากถอยจนสุด มีระยะช่วงขาอย่างเหลือเฟือ ตัวเบาะปรับเอนได้เล็กน้อย หากมีการใช้งานเบาะแถว 3 ต้องเลื่อนเบาะเพื่อแบ่งปันเนื้อที่กับเบาะแถว 2 เล็กน้อย แต่ยังถือว่าไม่อึดอัด ผู้โดยสารในเบาะแถว 3 มีพื้นที่ส่วนขาพอประมาณ แต่ไม่แนะนำให้ใช้งานสำหรับการเดินทางไกลเป็นระยะทางนานๆ แม้จะมีช่องแอร์สำหรับเบาะแถว 3 ด้วยก็ตาม นอกจากนี้ในแง่ของความสะดวกสบาย มีการติดตั้งหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค ทอดตัวยาวทั้งด้านหน้าจรดด้านหลัง ให้ความรู้สึกหรูหราในตัว ประตูบานท้ายเปิดได้กว้าง แต่หากขอบประตูถ้าเป็นแบบเรียบตรง จะช่วยให้ขนสัมภาระได้สะดวกยิ่งขึ้น และจุดที่น่าเสียดาย คือ การปราศจากระบบประตูบานท้ายเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้า สิ่งที่ช่วยให้การใช้งานแบบอเนกประสงค์มีความสะดวกยิ่งขึ้น แต่ไม่มีติดตั้งใน แคพทีวา


ENGINE เครื่องยนต์

 

เชฟโรเลต์ แคพทีวา ใช้เครื่องยนต์ตามแนวทางยุคปัจจุบัน นั่นคือ การลดความจุลงมา แล้วเพิ่มพละกำลังด้วยเทอร์โบ กับเบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ระบบหัวฉีดกำลังสูงสุด 143 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติแปรผัน บวก/ลบได้ 8 จังหวะ คู่เปรียบเทียบสมรรถนะ คือ อีกหนึ่งครอสส์โอเวอร์สไตล์ เอสยูวี ที่เปิดตัวใกล้เคียงกัน นั่นคือ เอมจี เอชเอส เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง กำลังสูงสุด 162 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. แคพทีวา ทำได้ที่ 12.7 วินาที ส่วน เอชเอส คือ 10.6 วินาที อัตราเร่งช่วงตีนต้นมีความแตกต่างพอสมควร ตามกำลังสูงสุดของแต่ละรุ่น แคพทีวา จะเน้นการตอบสนองที่ไหลลื่น ค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ถือว่าทำได้สมตัว
 
อัตราเร่งยืดหยุ่น 60-100 และ 80-120 กม./ชม. แคพทีวา ทำตัวเลขได้ที่ 6.7 และ 8.6 วินาที ขณะที่ เอชเอส มีอัตราเร่งที่ 5.2 และ 7.9 วินาที ตามลำดับ แม้เป็นอัตราเร่งยืดหยุ่นเสมือนการเร่งแซง ครอสส์โอเวอร์ของ เชฟโรเลต์ ถูกทิ้งห่างพอประมาณ แม้ลักษณะของเครื่องยนต์จะเป็นแบบเบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร เหมือนกัน
 
ถัดมา คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ความเร็ว 60/80/100 กม./ชม. เชฟโรเลต์ แคพทีวา มีตัวเลข คือ 21.4/18.6/13.4 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขตามมาตรฐานของรถยนต์สไตล์ครอสส์โอเวอร์ที่มีตัวถังค่อนข้างหนา แต่ช่วงความเร็ว 100 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อ-เพลิงมากไปหน่อย หันมาทาง เอมจี เอชเอส มีการสิ้นเปลืองที่ 23.8/19.2/14.7 กม./ลิตร มีการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีกว่าเล็กน้อย และมีอัตราเร่งที่ดีกว่าด้วย


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

ระบบรองรับของ เชฟโรเลต์ แคพทีวา ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลัง มัลทิลิงค์ การตอบสนองโดยรวมเน้นความนุ่มนวล เหมาะกับการใช้งานบนทางเรียบ พวงมาลัยมีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่มีความหนักแน่นที่เหมาะสม เน้นการบังคับควบคุมที่สะดวกสบาย ความรู้สึกขณะขับขี่จึงตอกย้ำความเป็นครอสส์โอเวอร์สำหรับการใช้งานผสมผสานทั้งการขับขี่ในตัวเมืองเหมือนรถเก๋ง รวมถึงการใช้งานสำหรับกิจกรรมที่เน้นความอเนกประสงค์ เช่น การเดินทางไกลไปต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ระบบรองรับที่เน้นความนุ่มนวล และตัวรถที่มีความสูง การหักเลี้ยว หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง ไม่เหมาะกับรถรุ่นนี้มากนัก นอกจากนี้สิ่งที่ควรปรับปรุง คือ ระบบเบรค กับระยะเบรคที่ค่อนข้างมากกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน แม้ในช่วงแรกจะหน่วงความเร็วได้ดี แต่อาจเพราะยางที่ใช้ ทำให้ตัวรถยังคงไถลเล็กน้อย อีกจุดหนึ่งที่เราสังเกต คือ ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้มีเพียงขั้นพื้นฐานของรถยนต์ยุคปัจจุบัน เช่น ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ ระบบป้องกันการลื่นไถล ต่างจากคู่แข่งบางรายมีระบบตรวจจับต่างๆ รอบคัน รวมถึงระบบครูสคอนทโรลแบบแปรผันความเร็ว หากเป็นไปได้ควรมีระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่มากกว่านี้ แต่คงจะยาก เพราะทางค่ายเตรียมโบกมือลาจากการทำตลาดในบ้านเราแล้ว