ทดสอบ

ทดสอบ

แฟร์รารี โปร์โตฟีโน

ม้าลำพองยุคใหม่ รื่นรมย์ และร้อนแรง !

27 Aug 2019

ในปัจจุบัน รถสปอร์ทสมรรถนะสูงต้องทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ ลำพังแค่ความแรง อัตราเร่งที่ฉับไว อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว ความหลากหลายของตัวรถ คือ สิ่งที่ท้าทายค่ายรถผู้รังสรรค์รถสปอร์ทชั้นนำ ไม่เว้นแม้แต่ค่ายรถสปอร์ทระดับตำนานอย่าง แฟร์รารี กับน้องเล็ก แต่สเปคดุดัน นั่นคือ โปร์โตฟีโน สปอร์ทสไตล์เปิดประทุน เน้นการขับขี่ที่นุ่มนวล แต่หากต้องการความเร้าใจ พละกำลังของเครื่องยนต์ 600 แรงม้าก็พร้อมเสมอ !

EXTERIOR ภายนอก

 

แฟร์รารี โปร์โตฟีโน คือ รถสปอร์ทที่เป็นเสมือนรุ่นต่อเนื่องจาก แคลิฟอร์เนีย ที ที่ทำตลาดไปก่อนหน้านี้สักระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้แนวคิดของการพัฒนาที่เหมือนกัน นั่นคือสปอร์ทขนาดเหมาะสม เน้นความคล่องตัว พร้อมรูปแบบประทุนหลังคาแข็ง มีส่วนผสมของการเป็นรถสปอร์ทสไตล์คูเป และเปิดประทุนตามสมัยนิยม เส้นสายโดยรวมยังคงรักษาเอกลักษณ์ของค่ายม้าลำพองยุคปัจจุบันได้ครบถ้วน ส่วนหน้าที่ยาวตามแบบฉบับรถสปอร์ทเครื่องยนต์วางด้านหน้า ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ เส้นข้างที่เฉียบคม ไฟท้ายทรงกลม คือ หนึ่งในเอกลักษณ์ของค่ายรถแห่งนี้เช่นกัน ส่วนท้ายลดโทนลงมาให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น แต่ยังมีคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาในองค์ประกอบต่างๆ รอบคัน เห็นได้จากชุดตกแต่งตัวถังสีดำรอบคัน (อุปกรณ์เลือกติดตั้งที่ต้องเพิ่มเงิน) ด้านท้ายโดดเด่นด้วยชุดครีบจัดเรียงอากาศที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงชุดท่อไอเสียคู่ข้างละ 2 ชุด เรียกได้ว่าแม้ตัวถังจะมีความดุดันสมกับการเป็นม้าลำพอง แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของ โปร์โตฟีโน จะเห็นได้ชัดเมื่อเปิดประทุน กับการเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้าในเวลาประมาณ 10 วินาที ชุดหลังคาจะถูกพับ และเก็บเอาไว้เหนือที่เก็บสัมภาระ เมื่อพับเก็บลงมาแล้ว ตัวรถมีเส้นสายที่ไหลลื่น งดงามมากๆ พร้อมสำหรับการเป็นสปอร์ทเปิดประทุนระดับหรูที่ตอบสนองความรื่นรมย์ขณะขับขี่ได้เต็มที่


INTERIOR ภายใน

 

แต่ไหนแต่ไรห้องโดยสารของ แฟร์รารี จะเน้นความเรียบง่าย บนคอนโซลหน้าปราศจากหน้าจอขนาดใหญ่แบบที่รถยนต์หลายรุ่นในปัจจุบันทำกัน นั่นรวมไปถึง โปร์โตฟีโน คันนี้ด้วย บรรดาปุ่มใช้งานบนคอนโซลกลางจะมีเพียงเล็กน้อย แต่จอแสดงผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สะดวกต่อการใช้งาน และมองเห็น บรรดาปุ่มใช้งานจะถูกจัดวางเอาไว้รอบตัวผู้ขับทั้งที่มองเห็นด้วยตา และซ่อนเอาไว้ด้านหลังพวงมาลัย จากจุดที่มองเห็นได้ด้วยตาส่วนใหญ่จะเป็นปุ่มใช้งานเพื่อการ “ซิ่ง” โดยเฉพาะ ส่วนแผงหน้าปัด คือ เอกลักษณ์ของแฟร์รารี นั่นคือ ตรงกลางเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์แบบแอนาลอกขนาดใหญ่ สีเหลืองสด ขณะที่มาตรวัดความเร็วจะเป็นแบบดิจิทอล บนหน้าจอด้านข้างที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย
 
จุดที่น่าพอใจสำหรับ โปร์โตฟีโน คือ ทัศนวิสัยรอบคันที่ีทำได้ดีเกินคาด แม้เป็นรถสปอร์ทเปิดประทุนก็ตาม โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีกระจกขนาดใหญ่ ตำแหน่งเบาะสามารถปรับได้หลากหลาย หากใช้ระดับความสูงที่เหมาะสมจะไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย มีทัศนวิสัยที่ชัดเจนโดยรอบรวมถึงมุมมองด้านหลัง กระจกมองข้างมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอ รถสปอร์ทรุ่นนี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 4 ตำแหน่ง แต่เบาะหลังเหมาะสำหรับเด็กเล็กมากกว่า (มีจุดยึดเบาะนั่งของเด็กเล็กแบบ ISOFIX ด้วย) ถึงอย่างนั้นก็มีเข็มขัดนิรภัยมาให้ หากใครต้องการสีแดงสด ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นพิเศษเช่นกัน รวมถึงรายละเอียดของการใช้ด้ายเย็บตามส่วนประกอบต่างๆ โดยเฉพาะโลโก ม้าลำพอง บนพนักพิงศีรษะของเบาะ ที่ใช้การเย็บด้ายขึ้นมาด้วยงานฝีมือ มีมูลค่าถึงข้างละ 50,000 บาทเลยทีเดียว ! นับเป็นงานฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ แฟร์รารี อันมีคุณค่าในตัวเอง


ENGINE เครื่องยนต์

 

จุดน่าสนใจอยู่ที่การตอบสนองของเครื่องยนต์ เพราะเห็นได้จากรูปแบบของตัวรถที่เน้นความสะดวกสบาย แต่จะสามารถตอบสนองในแง่ของสมรรถนะได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้เสียชื่อบรรดารุ่นพี่ร่วมค่ายม้าลำพอง เพื่อการนี้ โปร์โตฟีโน วางเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ แบบ วี 8 สูบ ขนาด 3.9 ลิตร กำลังสูงสุดถึง 600 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ถือว่าพละกำลังมหาศาลเอาเรื่อง ส่วนคู่เปรียบเทียบสมรรถนะ คือ อีกหนึ่งน้องเล็กประจำค่ายรถสปอร์ท แต่แตกต่างเรื่องสัญชาติกับ แอสตัน มาร์ทิน วานเทจ รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร วี 8 สูบเช่นกัน กำลังสูงสุดที่ 510 แรงม้า
 
เริ่มจากอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โปร์โตฟีโน ใช้เวลาที่ 4.1 วินาทีเท่านั้น ขณะที่ วานเทจ ทำเวลาออกมาที่ 4.8 วินาที แม้มีความแตกต่างให้เห็นจากช่วงความเร็วขณะออกตัว แต่ทั้ง 2 รุ่นต่างสำแดงความเป็นรถสปอร์ทระดับแนวหน้าออกมาให้เห็น
 
ถัดมาที่อัตราเร่งระยะทางยาว ระยะ 0-1,000 ม. ทางฝั่ง แฟร์รารี ทำเวลาได้ที่ 21.0 วินาที (ที่ความเร็ว 260.8 กม./ชม.) ส่วนทางฟาก แอสตัน มาร์ทิน ทำตัวเลขที่ 22.3 วินาที (ที่ความเร็ว 245.2 กม./ชม.) รถสปอร์ทสัญชาติอิตาเลียนใช้ความได้เปรียบจากพละกำลังที่มากกว่า ยืดระยะออกไปได้พอสมควร แต่ถือว่ารถสปอร์ทสัญชาติอังกฤษ ยังคงตามมาได้ไม่ห่าง
 
สุดท้าย คือ อัตราเร่งยืดหยุ่น 60-100/80-120 กม./ชม. โปร์โตฟีโน มีตัวเลขออกมาที่ 3.3/3.3 วินาที ตามลำดับ ขณะที่ วานเทจ มีอัตราเร่งที่ 2.4/3.0 วินาที ในช่วงความเร็วตีนต้น ถือว่ารถสปอร์ทชั้นนำทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างให้เห็นพอสมควร ส่วนช่วงความเร็วสูงขึ้นมาตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการขับขี่ของ โปร์โตฟีโน ที่ทางผู้ผลิตออกแบบให้รถสปอร์ทรุ่นนี้สามารถขับขี่อย่างนุ่มนวลที่ความเร็วคงที่ แม้ขณะใช้ความเร็วต่ำแค่ 60-70 กม./ชม. หากแล่นไปสักระยะ ระบบส่งกำลังจะเปลี่ยนมาถึงเกียร์ 7 เลยทีเดียว และหากใช้ความเร็วที่ 130-140 กม./ชม. อย่างคงที่ (เพื่อการทดสอบเท่านั้น) ระบบจะเปลี่ยนมาที่เกียร์ 7 เช่นกัน ถือว่าเกียร์จังหวะสูงสุดของรถสปอร์ทรุ่นนี้มีความยืดหยุ่นไม่น้อย เน้นการใช้งานที่ความเร็วคงที่ แต่เมื่อใดที่ผู้ขับกดคันเร่งลึกเพื่อเรียกอัตราเร่ง ระบบจะเปลี่ยนจังหวะลงมาเพื่อเร่งรอบเครื่องยนต์ อัตราเร่งจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างดุดัน แต่ทำให้เวลาที่ทำได้มีความแตกต่างจากคู่แข่งตามที่เห็นอย่างไรก็ตามหากต้องการเรียกอัตราเร่งอย่างฉับไว อาจต้องใช้การเปลี่ยนจังหวะเกียร์ลงมาด้วยแพดเดิล ชิฟท์ เอาไว้ล่วงหน้า ตัวรถจะพร้อมทะยานไปข้างหน้าในเวลาชั่วพริบตา ส่วนซุ่มเสียงถือว่าเร้าใจพอสมควร แต่ไม่ถึงกับแผดดังมากเกินไป มีอารมณ์สุขุมแฝงอยู่ในตัว