ทดสอบ

ทดสอบ

เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที

สานต่ออัครความหรูหราภายในร่างสปอร์ทคูเปสุดแรง !

27 Jun 2019

เงิน 22,000,000 บาท คือ งบประมาณที่มีทางเลือกได้หลากหลาย นับตั้งแต่รถยนต์ระดับสุดหรู หรือรถสปอร์ทสมรรถนะสูง แต่หากความต้องการของคน 1 คน คือ จะมีรถยนต์รุ่นไหนตอบสนองความต้องการที่ผสมผสานกัน แต่เราเชื่อว่ารถยนต์รุ่นหนึ่งทำได้ กับ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที อัครยานยนต์ กับขีดสุดความหรูหรา และสมรรถนะที่มาพร้อมกันอย่างเหลือเชื่อ !

EXTERIOR ภายนอก

 

รูปทรงภายนอกของ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของค่ายเอาไว้อย่างครบถ้วน จะเห็นได้ชัดจากไฟหน้าทรงกลม จำนวน 4 ดวง แต่ปรับแต่งให้มีความทันสมัยมากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ส่วนฝากระโปรงที่ยาว กระจังหน้าแบบตาข่ายตามแบบฉบับค่ายรถสปอร์ทหรูสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ พร้อมกับเส้นด้านข้างตัวถังที่พาดยาวไปจนถึงสันเหลี่ยมคมเข้มของซุ้มล้อหลังเฉกเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ ส่วนท้ายลาดเท ซ่อนสปอยเลอร์หลังเอาไว้อย่างแนบเนียน ชุดไฟท้ายเปลี่ยนจากทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนของรุ่นก่อนหน้านี้ กลายเป็นแบบทรงเรียวเล็ก เป็นอีกจุดหนึ่งที่สร้างความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้มากที่สุดก็ว่าได้ ในแง่ของรูปทรงภายนอก ขณะที่ล้อแมกมีขนาดใหญ่ถึง 22 นิ้ว ลวดลายเน้นความเป็นสปอร์ทหรู
 
แม้ตัวถังแบบสปอร์ทคูเป แต่ คอนทิเนนทัล จีที มีขนาดที่ใหญ่โตเทียบเท่าซีดานระดับหรูกับความยาวตัวถังถึง 4,805 มม. และระยะฐานล้อ 2,851 มม. อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วัสดุประกอบโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเบา ควบคู่กับความทนทาน ทำให้รถสปอร์ทรุ่นนี้มีน้ำหนักโดยรวมที่ประมาณ 2,244 กก.


INTERIOR ภายใน

 

เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร จะพบกับสิ่งตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถสปอร์ทระดับสุดหรูจาก เบนท์ลีย์ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุชั้นดี คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยชุดไม้แท้เนื้อดี ตรงกลางของคอนโซลมีลูกเล่น คือ ส่วนหน้าจอสามารถหมุนเปลี่ยนเป็นมาตรวัดแบบแอนาลอกยุคดั้งเดิมได้ เพียงการกดปุ่มที่อยู่ใกล้ๆ เบาะนั่งทุกตำแหน่งตัดเย็บด้วยหนังชั้นดี มีความประณีตไร้ที่ติ รวมถึงแผงประตู และส่วนอื่นๆ ในห้องโดยสาร มาตรวัดแบบดิจิทอล ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย พวงมาลัยทรงกลมขนาดใหญ่ หุ้มหนังชั้นดีเช่นกัน แต่เราพบว่าจุดที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ แพดเดิล ชิฟท์ ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ติดตั้งด้านหลังพวงมาลัย ขณะใช้งานผู้ขับต้องขยับข้อมือเล็กน้อย จึงจะเปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้ ต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ที่ติดตั้งแพดเดิล ชิฟท์ ขนาดใหญ่ ที่คอพวงมาลัย เรามีความคิดว่านี่คือ การออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายของผู้ขับ มากกว่าอารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ทเต็มขั้น นอกจากนี้การเปลี่ยนโหมดระบบขับเคลื่อน หรือระบบรองรับ สามารถทำได้ง่ายดายผ่านปุ่มบริเวณด้านล่างของคอนโซลเกียร์ ปุ่มใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในระยะเอื้อมถึงของผู้ขับ พื้นที่โดยสารของเบาะคู่หลังมีความกว้างขวางเหนือกว่ารถสปอร์ทคูเปทั่วไป ตัวเบาะแบบโอบกระชับสรีระ นั่งสบายเทียบเท่าซีดานขนาดใหญ่ เพียงแต่การเข้า/ออกต้องอาศัยการพับเบาะหน้าอยู่ดี ทัศนวิสัยโดยรวมถือว่าน่าพอใจ โดยเฉพาะกระจกบานหน้าที่มีขนาดใหญ่ แต่กระจกบานท้ายที่ลาดเท ทำให้มุมมองด้านหลังค่อนข้างแคบพอสมควร


ENGINE เครื่องยนต์

 

เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที ที่เราได้มาทดสอบในครั้งนี้ จัดเป็นตัวทอพ วางเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แบบเบนซิน เทอร์โบ ความจุ 6.0 ลิตร (5,950 ซีซี) กระบอกสูบรูปแบบ ดับเบิลยู 12 หรือการนำเครื่องยนต์กระบอกสูบแบบ วี มาประกบกันนั่นเอง พละกำลังสูงสุดถึง 635 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 91.8 กก.-ม. ที่ 1,350-4,500 รตน. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา
 
ขณะที่คู่เปรียบเทียบสมรรถนะ คือ อีกหนึ่งรถสปอร์ทมาดหรู สัญชาติอังกฤษเช่นเดียวกัน นั่นคือ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 11 เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ วี 8 สูบ กำลังสูงสุด 503 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 68.8 กก.-ม. ที่ 2,000-5,000 รตน. เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แม้มีพละกำลังน้อยกว่า แต่อาศัยน้ำหนักที่เบากว่าที่ 1,769 กก.
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. คอนทิเนนทัล จีที ทำได้ที่ 4.4 วินาที ขณะที่ ดีบี 11 คือ 4.8 วินาที แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งของรถสปอร์ทจาก เบนท์ลีย์ ที่ทำได้ฉับไวมาก แม้มีตัวถังขนาดใหญ่ก็ตาม พละกำลังที่เหลือเฟือ ผนวกกับแรงบิดที่มากมายตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้อัตราเร่งเร้าใจตั้งแต่ช่วงตีนต้น
 
ขณะที่อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. รถสปอร์ทหรูของ เบนท์ลีย์ ใช้เวลา 13.2 วินาทีเท่านั้น ส่วนคู่แข่งจากค่าย แอสตัน มาร์ทิน คือ 14.3 วินาที อัตราเร่งที่วัดกันยาวถึงช่วงความเร็วตีนปลาย คอนทิเนนทัล จีที ยังคงมีความได้เปรียบ ด้วยเครื่องยนต์บลอคใหญ่ อัตราเร่งแทบไม่มีอาการแผ่ว
 
หากวัดกันด้วยระยะทาง 0-1,000 ม. คอน-ทิเนนทัล จีที มีอัตราเร่งใน 21.9 วินาที เท่านั้น (ที่ความเร็ว 250 กม./ชม.) และเราเชื่อว่าอัตราเร่งสามารถไปได้มากกว่านี้อีก แต่ต้องระวังเรื่องยาง และลมยางที่ใช้ด้วย หากไม่เช่นนั้นบนหน้าจอจะมีข้อความเตือนเรื่องระดับความเร็วที่ใช้ไม่ให้สูงจนเกินกว่าที่ยางรับได้ในระยะยาว หันมาดูคู่แข่งอย่าง ดีบี 11 ทำอัตราเร่งในส่วนนี้ที่ 22.6 วินาที (ที่ความเร็ว 242.1 กม./ชม.) ถือว่ายังคงตามมาไม่ทิ้งห่างสำหรับสปอร์ทหรูร่วมชาติ
 
อัตราเร่งยืดหยุ่นที่ความเร็ว 60-100 และ 80-120 กม./ชม. เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที ทำได้ที่ 2.0 และ 2.4 วินาที ถือว่าการตอบสนองคันเร่งมีความฉับไวดีมาก แม้ช่วงความเร็วที่ใช้จะมีความแตกต่างกัน แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของระบบขับเคลื่อนที่ปรับแต่งมาอย่างลงตัว ส่วน แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 11 มีตัวเลขที่ 2.8 และ 3.0 วินาที ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่มีความแตกต่างให้เห็นจากตัวเลขพอประมาณ
 
เครื่องยนต์แบบ ดับเบิลยู 12 ของ คอนทิเนนทัล จีที มีจุดเด่นที่การตอบสนองอันรวดเร็ว แม้ความเป็นจริงเครื่องยนต์บลอคใหญ่พร้อมระบบเทอร์โบ แต่การขับขี่ถือว่ามีความยืดหยุ่นดีมาก ไต่ความเร็วได้ดังใจ ไม่มีอาการเทอร์โบแลก หากกดคันเร่งลึก ซุ่มเสียงจะทุ้มกังวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องยนต์ประเภทนี้ ลักษณะของเสียงจะไม่แผดแหลมจนเกินไป เหมือนรถสปอร์ทแบบสุดขั้ว แต่ยังคงรักษาความนุ่มทุ้มลึกเอาไว้ในตัว สมกับการเป็นรถสปอร์ทที่ผสมผสานความหรูหราในตัว


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

แม้เป็นรถสปอร์ทหรู สมรรถนะสูง แต่ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที ใช้ระบบรองรับแบบถุงลม เน้นการตอบสนองที่หลากหลาย ปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ขับ หรือผู้โดยสาร พร้อมกับการปรับระดับความสูงของตัวรถได้ตามโหมดขับเคลื่อน หรือตามแต่การใช้งาน เป็นจุดที่น่าแปลกใจเล็กน้อย เพราะรถสปอร์ทที่มีสมรรถนะสูงขนาดนี้มักจะไม่นิยมใช้ช่วงล่างระบบดังกล่าว โดยเฉพาะรถสปอร์ทที่ต้องการความหนึบแน่นเป็นพิเศษ แต่กับ คอนทิเนนทัล จีที กลับเลือกที่เน้นความหลากหลายของการตอบสนองจากระบบช่วงล่างแบบถุงลม ความรู้สึกขณะใช้ความเร็วสูงจึงมีความรู้สึกนุ่มนวลผสมอยู่บ้าง แม้ตัวรถจะยังคงมีความมั่นคงที่เชื่อถือได้ แต่คนที่ชอบความรู้สึกแบบหนึบแน่นอาจยังรู้สึกว่าระบบรองรับถูกปรับแต่งให้มีความนุ่มนวลมากเกินไป เมื่อเทียบกับพละกำลังที่มีอยู่
 
สุดท้าย คือ ประสิทธิภาพของระบบเบรค ระยะเบรคที่ 80 และ 100 กม./ชม. เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที ทำได้ที่ 23.3 และ 35.9 ม. ตามลำดับ ถือเป็นระยะเบรคที่สั้นกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปอย่าง สามารถรองรับแรงม้าได้อยู่หมัด ส่วน แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 11 ทำได้ที่ 23.9 และ 37.1 ม. ทำได้ดีเช่นกัน แต่ในช่วงความเร็ว 100 กม./ชม. กลับมีระยะเบรคมากกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด