ทดสอบ

ทดสอบ

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 อี

เรือธงที่แรง ประหยัด และเงียบเชียบ ด้วยระบบ พลัก-อิน ไฮบริด

27 Dec 2016

ซีดานหรูระดับเรือธง เดิมทีจะแข่งขันกันเรื่องความหรูหรา กว้างขวาง ตลอดจนความสะดวกสบายอย่างเหนือระดับ รองลงมา คือ พละกำลังของเครื่องยนต์ สิ่งที่ถูกให้ความสำคัญลำดับท้ายๆ เป็นเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิง ที่หลายคนมักมองว่า เศรษฐีที่ครอบครองรถธงระดับนี้ได้ คงไม่ใส่ใจเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิงมากนัก แต่กระแสยานยนต์ยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป บวกกับความต้องการจุดเด่นรอบด้านจากรถยนต์ (ราคาแพง) คันหนึ่ง ครั้งนี้เราได้ทดสอบเรือธงยุคใหม่ใน เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 อี เอเอมจี พรีเมียม เครื่องยนต์ พลัก-อิน ไฮบริด

EXTERIOR ภายนอก

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ ทำตลาดมาแล้วสักพักหนึ่ง พร้อมกับรูปทรงที่เน้นความหรู ภูมิฐาน พร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว ดูปราดเปรียว กระจังหน้าขนาดใหญ่ ติดโลโกดาว 3 แฉก บนฝากระโปรง ตามเอกลักษณ์ดั้งเดิม ในรุ่น เอเอมจี พรีเมียม ติดตั้งกันชนหน้าทรงสปอร์ท สเกิร์ทข้าง และกันชนท้าย รูปทรงเฉพาะตัว เน้นความแวววาวด้วยวัสดุโครเมียม และดูหรูกว่ารุ่นย่อยอื่นๆ
 
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ เอส 500 อี แตกต่างจาก เอส-คลาสส์ รุ่นอื่นๆ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปธรรมดา นั่นคือ การติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าจากครัวเรือน ตามแบบฉบับระบบไฮบริด แบบ พลัก-อิน จุดชาร์จไฟฟ้าจะอยู่บริเวณกันชนท้าย (บางยี่ห้อจะติดตั้งด้านข้างตัวถัง) ในแง่นี้การชาร์จไฟฟ้า ไม่ว่าจะที่หัวจ่าย หรือตามครัวเรือน ต้องถอยรถเข้าไปยังจุดชาร์จ ขณะที่ เมร์เซเดส-เบนซ์ ให้ที่ชาร์จมาพร้อม เป็นแบบ 3 ขา (สำหรับสายดิน) ที่ชาร์จจะทำการตรวจสอบสถานะ และความพร้อมต่างๆ โดยละเอียด ก่อนเริ่มชาร์จ ขณะชาร์จแล้วลอครถจะไม่สามารถถอดที่ชาร์จออกมาได้ เจ้าของต้องทำการปลดลอคก่อน จึงจะถอดที่ชาร์จออกมาจากจุดชาร์จท้ายรถ เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน


INTERIOR ภายใน

 

ห้องโดยสารของ เอส-คลาสส์ มาพร้อมความหรูหรา ผสมความทันสมัย แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าพอสมควร คอนโซลหน้าเป็นพื้นที่ของจอดิจิทอลทรงยาว ต่อเนื่องกับพื้นที่ของมาตรวัดแบบดิจิทอล เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย จอตรงกลางมีขนาดใหญ่มาก มองเห็นสะดวก สีที่ใช้ดูสบายตา ความละเอียดสูง ตรงกลางออกแบบให้มีเส้นโครเมียมทรงโค้ง ดูนุ่มนวล รอบห้องโดยสารตกแต่งด้วยชุดหนังชั้นดี พวงมาลัยใช้ลายไม้ผสมโครเมียม แต่มีรูปทรงสปอร์ท หักมุมด้านล่างเล็กน้อย ระบบความบันเทิงควบคุมด้วยแป้นระบบสัมผัส หรือ ปุ่มหมุนก็ได้
 
สิ่งที่ยอดเยี่ยมของห้องโดยสาร หนีไม่พ้นเบาะนั่งแถวหลัง ออกแบบขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายโดยแท้จริง โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหารที่มักจะโดยสารบนเบาะหลัง ตัวเบาะนั่งได้สบาย ความสูงเหมาะสม มองเห็นทัศนวิสัยภายนอกได้ดี พนักพิงหลังสามารถปรับเอนได้พอสมควร นอกจากนี้ยังสามารถปรับเลื่อนตำแหน่งเบาะด้านหน้า (ข้างผู้ขับ) ได้อีก เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาสูงสุด ผลลัพธ์ คือ เบาะด้านหลังมีความสะดวกสบายเทียบเท่าเบาะโดยสารของเครื่องบินระดับเฟิร์สต์คลาสส์ ยืดขาได้สุดตามความต้องการ (หากมีความสูงประมาณ 170-180 ซม.) นับว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำด้านความโอ่อ่า กว้างขวาง เสมอมา


ENGINE เครื่องยนต์

 

ระบบไฮบริดของ เอส 500 อี ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รตน. ส่งกำลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
 
คู่เปรียบเทียบด้านสมรรถนะ เรานำคู่แข่งที่มีความสดใหม่กว่า แต่ใช้เครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่ นั่นคือ บีเอมดับเบิลยู 740 แอลไอ เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 326 แรงม้า ที่ 5,500-6,500 รตน.
 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เอส 500 อี ทำได้ที่ 5.8 วินาที ส่วน 740 แอลไอ คือ 7.1 วินาที แรงบิดที่ใช้งานได้อย่างหลากหลายของระบบไฮบริด สำแดงพลังให้เห็นตั้งแต่ช่วงความเร็วต่ำ ถัดมา คือ ระยะ 0-1,000 ม. เอส 500 อี ทำเวลา 25.8 วินาที (ที่ความเร็ว 202.9 กม./ชม.) ส่วน 740 แอลไอ คือ 26.6 วินาที (ที่ความเร็ว 211.0 กม./ชม.) เรือธงค่ายดาว 3 แฉกยังคงนำหน้า แต่มีระยะห่างร่นเข้ามาเล็กน้อย สังเกตดูแล้วจะพบว่าเครื่องยนต์สันดาปของตัวธงค่ายใบพัดสีฟ้าขาวมีความเร็วปลายที่สูงกว่า
 
อัตราเร่งยืดหยุ่น 60-100 และ 80-120 กม./ชม. เอส 500 อี ทำเวลาในส่วนนี้ที่ 3.0 และ 3.6 วินาที (ภายใต้สภาวะแบทเตอรีพร้อมทำงานเต็มที่ขณะกดคันเร่งสุด) ขณะที่ 740 แอลไอ มีอัตราเร่งในส่วนนี้ คือ 3.1 และ 3.5 วินาที สามารถเอาคืนแบบสูสี ! ในแง่ของการตอบสนองอัตราเร่งยืดหยุ่น เครื่องยนต์สันดาปของ บีเอมดับเบิลยู ยังตอบสนองได้อย่างน่าพอใจ สมกับเป็นซีดานมาดสปอร์ท
 
ในส่วนของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทางทีมงานทดสอบของ “ฟอร์มูลา” ต้องพบกับความยุ่งยากเล็กน้อย เนื่องจาก เอส 500 อี ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดแบบ พลัก-อิน เมื่อชาร์จไฟฟ้าเต็มแล้ว สามารถแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร (ตามที่ผู้ผลิตระบุ คือ สูงสุด 40 กม. ขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่) หากชาร์จไฟฟ้าจนเต็มสามารถแล่นได้เสมือนรถไฟฟ้าจริงๆ โดยที่เครื่องยนต์สันดาปไม่ต้องทำงานเลย ประหยัดเชื้อเพลิงได้สูงสุด สามารถแล่นได้ตามปกติ รองรับความเร็วสูง (ไม่เกิน 140 กม./ชม.) จนกว่าระดับของแบทเตอรีจะลดลงมาถึงระดับหนึ่ง เครื่องยนต์จึงจะเริ่มปั่นไฟฟ้าด้วยตัวเอง ตามแบบรถยนต์ไฮบริดทั่วไป
 
ผู้ขับต้องทำความคุ้นเคยกับระบบไฮบริดแบบ พลัก-อิน ในช่วงแรก ทางผู้ผลิตออกแบบให้ระบบขับเคลื่อนมีหลากหลายโหมด ได้แก่ ไฮบริด มีการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปพร้อมกับการปั่นไฟฟ้าด้วยตนเอง หากแบทเตอรีมากพอ ระบบจะเปลี่ยนไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ต่อมา คือ อี-โหมด ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน จนกว่าระดับของแบทเตอรีลดลงมาอยูในระดับต่ำ และ อี-เซฟ เน้นการชาร์จไฟฟ้าจากระบบของเครื่องยนต์ เพื่อสงวนระดับของแบทเตอรี แต่มอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมขับเคลื่อนด้วยในกรณีที่จำเป็น สุดท้าย คือ ชาร์จ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปล้วนๆ พร้อมกับการปั่นไฟฟ้า ทำให้แบทเตอรีได้รับกระแสไฟฟ้าสูงสุด สำหรับใช้งานในสภาวะอื่นๆ ต่อไป
 
ผู้ขับ เอส 500 อี จะได้คุณสมบัติความประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด หากใช้ทั้งการชาร์จจากหัวจ่าย หรือ ครัวเรือน (จากระบบไฮบริด แบบ พลัก-อิน) มีไฟฟ้าใช้งานเต็มเปี่ยมตั้งแต่เริ่มเดินทาง หากแบทเตอรีเหลือน้อยจนระบบทำงานแบบไฮบริดปกติ (ปั่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์) ควรขับขี่ในลักษณะที่ ชาร์จไฟฟ้า และนำมาใช้สลับกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับการขับขี่ในตัวเมืองที่ใช้ความเร็วหลากหลาย จะมีความคุ้มค่าจากระบบไฮบริด แบบ พลัก-อิน สูงสุด


SUSPENSION ระบบรองรับ

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 อี ใช้ระบบรองรับแบบถุงลม สามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองได้หลากหลาย ดูดซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้ดีมาก หากขับเคลื่อนด้วยโหมดปกติ (คอมฟอร์ท) การตอบสนองของระบบังคับเลี้ยว และช่วงล่าง มีความนุ่มนวล และสะดวกสบายดีมาก โดยเฉพาะผู้โดยสารด้านหลัง จะยกเว้นก็เพียงการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ช่วงล่างลักษณะนี้อาจไม่เหมาะกับการขับขี่ในลักษณะดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนไปใช้โหมดสปอร์ท ระบบรองรับโดยรวมก็ไม่แข็งกระด้าง ยังคงมีความนุ่มนวลผสมอยู่ในระดับที่เหมาะสม มีบุคลิกสมกับเป็นรถเรือธงที่ลงตัว สำหรับการโดยสารของผู้บริหาร หรือเศรษฐีอย่างแท้จริง
 
ขณะที่ระบบความปลอดภัยให้มาครบตามระดับสถานะของตัวรถ และราคา ได้แก่ ระบบเตรียมพร้อมก่อนเกิดการปะทะสำหรับผู้โดยสารทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบช่วยการทรงตัวขณะแซงในทางโค้ง ระบบรักษาสมดุลของตัวรถขณะมีลมปะทะจากด้านข้าง ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ ระบบช่วยการเข้าจอดอัตโนมัติ และไฟหน้าแบบหักเลี้ยวตามการหมุนของพวงมาลัย และปรับแสงสว่างได้อย่างเหมาะสมตามสภาวะการขับขี่


SUMMARY บทสรุป

 

การนำระบบไฮบริดยุคใหม่มาใช้กับรถหรูระดับเรือธง ทำให้จุดเด่นของรถมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ และอัตราเร่ง ที่ฉับไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นในแง่ของการใช้งานที่หลากหลายในตัวเมือง อีกสิ่งหนึ่งที่ได้มาเพิ่มเติม นั่นคือ ความเงียบสงบขณะโดยสาร และขณะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นมาอีกระดับ ผนวกกับการออกแบบห้องโดยสารที่หรูหราสมฐานะ และความกว้างขวางในระดับสุดยอด เชื่อว่าผู้ที่นั่งโดยสารในตำแหน่งเบาะหลังเป็นประจำ จะได้รับความพึงพอใจสูงสุดอย่างแน่นอน

 

 


เรื่องโดย : ภูเขม หน่อสวรรค์
ภาพโดย : จินดา ลัยนันท์
นิตยสาร Formula ฉบับเดือน มกราคม ปี 2560
คอลัมน์ : ทดสอบ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zkhzw