Quattroruote ทดสอบ
MERCEDES-BENZ CLA 250+ ก้าวย่างครั้งสำคัญของค่ายดาว 3 แฉก
สถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าแบบ 800 โวลท์ และจัดเต็มด้านเทคโนโลยีระบบความบันเทิงครั้งใหญ่ ทำให้รุ่นใหม่ล่าสุดของ MERCEDES-BENZ CLA (เมร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอ) สู่โลกอนาคตอย่างเต็มตัว พร้อมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าที่น่าสนใจมาก และระยะทำการสูงสุดเมื่อชาร์จเต็มที่น่าพอใจมาก
หนึ่งในข้อได้เปรียบที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของโลกรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบทเตอรี คือ การพัฒนาอย่างรวดเร็วราวกับความเร็วแสง สิ่งที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนอาจกลายเป็นสิ่งที่ล้ำสมัย ยากแก่การเข้าถึง มีใช้งานในรถยนต์ไม่กี่รุ่น วันนี้กลับใช้งานในวงกว้างมากขึ้น CLA คือ บทพิสูจน์ที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ เมื่อพิจารณาว่าพแลทฟอร์มของตัวรถได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนไฮบริดไว้ล่วงหน้าอีกด้วย แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของซีดานทรงคูเปคันนี้จะยังส่งกลิ่นอายของรุ่นก่อนหน้านี้ในอดีต แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวถัง (รวมถึงภายในห้องโดยสาร) กลับอัดแน่นด้วยนวัตกรรมจำนวนมาก
รุ่น 250+ PREMIUM PLUS
ราคา
- รายการราคา 64,010 ยูโร (ประมาณ 2,110,000 บาท ไม่รวมภษีนำเข้า)
มอเตอร์ไฟฟ้า
- จำนวน 1 ชุด ติดตั้งด้านหลัง
กำลังสูงสุด
- 200 กิโลวัตต์/272 แรงม้า
ความจุแบทเตอรี
- ความจุสุทธิ 85 กิโลวัตต์
อัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
- จากผู้ผลิต 8.2 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
- จากการทดสอบ 6.0 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ความคุ้มค่าโดยรวม
- การชาร์จจากครัวเรือน 5.17 ยูโร/100 กม.
- การชาร์จจากสถานีชาร์จ 9.01 ยูโร/100 กม.
ระยะทำการสูงสุดเมื่อชาร์จเต็ม
- จากผู้ผลิต 792 กม.
- จากการทดสอบ 586 กม.
จุดแข็ง
จากการทดสอบทำให้ทีมงานของเราค้นพบอิสระในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกับระดับของเครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะการขับขี่ในตัวเมือง และทางหลวง ความสะดวกสบายทำได้ยอดเยี่ยม ระบบรองรับตอบสนองได้ดีแม้ในสภาวะพื้นผิวขรุขระอย่างชัดเจน และการกันเสียงรบกวนทำได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน
จุดอ่อน
การบังคับพวงมาลัยที่ขาดคุณสมับติด้านความแม่นยำ และความต่อเนื่อง น้ำหนักพวงมาลัยกลับเพิ่มขึ้นในการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ทัศนวิสัยด้านหน้าค่อนข้างจำกัดจากขนาดของเสา การเลี้ยวในที่แคบต้องระมัดรวัง (ต้องพึ่งพากล้องมองภาพ 360 องศา)
ระบบอัจฉริยะ รอบรู้ (เกือบ) ทุกเรื่อง
ดาวเรืองแสงจำนวน 142 ดวงบนกระจังหน้า สร้างความโดดเด่นสะดุดตายามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิดของ CLA สะท้อนให้เห็นว่า MERCEDES-BENZ ให้ความสำคัญกับรถรุ่นนี้มากเพียงใด ความก้าวหน้าด้านการพัฒนาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมิติตัวถัง ตามข้อมูลระบุว่า ความยาวเพิ่มขึ้นเพียง 30 มม. เช่นเดียวกับความสูงที่เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน แม้ระยะฐานล้อจะยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+60 มม. รวมเป็น 2,790 มม.) แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจในห้องโดยสารกลับอยู่ที่องค์ประกอบอื่น
อันดับแรก คือ ประสบการณ์ด้านระบบความบันเทิงที่ล้ำสมัย ทั้งในเชิงภาพลักษณ์โดยรวม เพราะแผงคอนโซลกลางทั้งหมดดูราวกับหน้าจอแบนขนาดยักษ์ พร้อมระบบไฟสร้างบรรยากาศแบบโอบล้อมชวนสะกดสายตา และในแง่การใช้งาน ระบบปฏิบัติการเฉพาะของค่ายอย่าง MB.OS ได้สร้างระบบความบันเทิงยุคใหม่ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง พลังประมวลผลที่รวดเร็ว กราฟิคประณีตขั้นสูง และยังผสานการทำงานของปัญญาประดิษฐ์อย่าง CHATGPT 4 และ GOOGLE GEMINI เข้าไว้ด้วยกัน ในทางปฏิบัติ การควบคุมด้วยเสียงจึงกลายเป็นเรื่องน่าใช้งานอย่างยิ่ง
ระบบนี้รองรับคำสั่งได้หลากหลายมาก หากจะบอกว่า “แทบทุกอย่าง” ก็คงไม่เกินจริง เพียงกล่าวว่า “HEY, MERCEDES” ผู้ใช้งานสามารถปรับอุณหภูมิในห้องโดยสาร (น่าเสียดายที่หน้าจอหลักไม่มีปุ่มเสมือนสำหรับสั่งงานระบบหมุนเวียนอากาศ) จัดการระบบเครื่องเสียง หรือแม้กระทั่งอีกหนึ่งความแปลกใหม่ กับการปิดการแจ้งเตือนบางประเภท (เช่น การเตือนความเร็วเกินกำหนด) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน อย่างไรก็ตาม บางครั้งในระหว่างที่ผู้ขับกำลังสนทนาอย่างเพลิดเพลินกับผู้โดยสาร ระบบกลับทำงานขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกไปยังรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ หรือแจ้งว่าระบบไม่เข้าใจคำสั่ง (ซึ่งในความเป็นจริง อาจไม่มีคนสั่งงานด้วยเสียงเลย) ในบรรดาฟังค์ชันมากมาย ระบบวีดีโอเกมดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเกม ANGRY BIRDS, BEACH BUGGY RACING หรือ TURBO TOMATO และในช่วงเวลาที่จอดชาร์จไฟฟ้า ยังสามารถรับชมวีดีโอผ่าน YOUTUBE รวมถึงเข้าร่วมประชุมงานผ่าน MICROSOFT TEAMS โดยใช้กล้องที่ติดตั้งเหนือจอแสดงผลหลักได้อีกด้วย
สำหรับปุ่มควบคุมแบบกายภาพนั้น ทีมงานจากเมืองชตุทท์การ์ทยังไม่ได้ลืมเสียทีเดียว แม้ต้องยอมรับว่าปุ่มระบบสัมผัสบนก้านพวงมาลัยยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ระหว่างขับขี่สามารถเผลอสัมผัสได้ง่าย เช่น การเพิ่มระดับเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ แผงควบคุมกระจกไฟฟ้าบริเวณแผงประตูฝั่งคนขับก็ค่อนข้างใช้งานไม่สะดวก คล้ายกับในบางรุ่นของ VOLKSWAGEN ID. ที่ต้องใช้สวิทช์เพียง 2 ปุ่มเพื่อควบคุมกระจกทั้ง 4 บาน คันเกียร์ที่ติดตั้งด้านขวาของคอพวงมาลัยนำเสนอรูปแบบการใช้งานแบบใหม่ การเลื่อนในแนวตั้งจะเป็นการสลับตำแหน่ง D, N และ R ตามปกติ ขณะที่การดึง หรือดันขึ้น ซึ่งไม่เป็นธรรมชาตินักระหว่างขับขี่ เป็นการควบคุมระดับการหน่วงพลังงานกลับจากแรงเบรค
ระบบชาร์จพลังงานไฟฟ้ามีให้เลือก 4 ระดับ โดยระดับที่เด่นชัดที่สุดมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ ONE-PEDAL อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ยังมีโหมดอัตโนมัติ ซึ่งแรงหน่วงจะปรับเปลี่ยนตามสภาพการจราจรด้านหน้า และพื้นผิวถนน โดยรวมทำงานได้ค่อนข้างดี แม้การตอบสนองของระบบจะไม่ได้ราบรื่นเสมอไปก็ตาม
ขับได้ไกล ไร้กังวลเรื่องชาร์จไฟฟ้า
ถือเป็นเรื่องที่จะพบเห็นได้ยากกับตัวเลขระยะทำการสูงสุดที่ 703 กม. ปรากฏบนแผงหน้าปัดของรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อแบทเตอรีถูกชาร์จเต็ม 100 % แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะห่างไกลจากค่าเฉลี่ย 589 กม. บันทึกได้จากเครื่องมือวัดสมรรถนะ แต่ก็สะท้อนศักยภาพของ MERCEDES-BENZ CLA ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายในการใช้งานที่หาได้ไม่บ่อยในรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่น ด้วยระยะทางระดับนี้ การเดินทางไกลสามารถทำได้โดยปราศจากความกังวล แม้ในสภาพการขับขี่บนทางหลวง การชาร์จเพียงครั้งเดียวสามารถครอบคลุมระยะทางได้ถึง 464 กม. ขึ้นไป ระหว่างด่านเก็บค่าผ่านทางแต่ละจุด ยังมีสถานีชาร์จไฟฟ้ากำลังสูงจำนวนหลายแห่ง โดยรถยนต์ไฟฟ้าโลโกดาว 3 แฉกคันนี้ สามารถรองรับกำลังชาร์จได้สูงสุดถึง 320 กิโลวัตต์ หากทุกเงื่อนไขที่เหมาะสมของรถยนต์ไฟฟ้าเอื้อประโยชน์อย่างลงตัว รถคันนี้สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งจากการชาร์จได้มากกว่า 300 กม. ภายในเวลาประมาณ 10 นาที หรือหากต้องการชาร์จในช่วง 20-80 % ตามรูปแบบการใช้งานทั่วไป ก็ใช้เวลาราว 20 นาทีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ควรทราบว่า CLA อาจไม่สามารถชาร์จกับสถานี DC แบบ 400 โวลท์ทุกแห่ง (ซึ่งพบได้ทั่วไป) เนื่องจากไม่มีตัวแปลงไฟฟ้าแบบ AC/DC ภายในรถ ข้อจำกัดนี้จะได้รับการแก้ไขตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป แต่จะไม่ครอบคลุมรถที่ผลิตไปแล้ว สำหรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC นั้น รุ่นมาตรฐานติดตั้งออนบอร์ดชาร์เจอร์ขนาด 11 กิโลวัตต์ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 9 ชม. เล็กน้อยในการชาร์จแบทเตอรีจนเต็ม ระยะเวลาดังกล่าวสามารถลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง หากเลือกติดตั้งออนบอร์ดชาร์เจอร์ขนาด 22 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม
เบื้องหลังประสิทธิภาพอันโดดเด่นนี้ คือ การทำงานด้านอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถันในระดับที่แทบเรียกว่า ลงลึกอย่างเหลือเชื่อ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปทรงตัวถังภายนอกเท่านั้น ใต้ท้องรถถูกออกแบบให้ปิดเรียบทั้งหมด ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง 0.219 ผลลัพธ์โดยรวม คือ อัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยบนถนนที่ 5 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง ข้อดีอื่นจากความใส่ใจในรายละเอียดของรูปทรงตัวรถ คือ ความสามารถในการลดเสียงลมปะทะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทดสอบด้วยเครื่องวัดระดับเสียง พบว่า CLA มีความเงียบสูง และกราฟดัชนีความชัดเจนของเสียงยิ่งตอกย้ำแนวคิดดังกล่าว แม้ที่ความเร็วบนทางหลวง ผู้โดยสารก็สามารถสนทนากันได้โดยไม่ต้องใช้เสียงดัง ส่วนความสบายในภาพรวม ระบบกันสะเทือน คือ องค์ประกอบสำคัญที่เติมเต็มประสบการณ์นี้ ช่วยให้การเดินทางราบรื่น และผ่อนคลาย ด้วยการตอบสนองที่ยังคงความนุ่มนวล แม้ต้องเผชิญกับพื้นผิวถนนที่สั้น และขรุขระอย่างชัดเจนก็ตาม
เร่งแซงได้ดั่งใจ
กำลังสูงสุด 198 กิโลวัตต์/272 แรงม้า และแรงบิด 335 นิวทันเมตร/34.2 กก.ม. จากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งด้านหลัง ช่วยให้การทำอัตราเร่งเป็นไปอย่างฉับไวในพริบตา ยังรวมถึงความง่ายดายในการแซงรถคันหน้า นอกจากนี้ ยังมีชุดเกียร์ 2 จังหวะ ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของการประหยัดพลังงานไฟฟ้า แม้ในย่านความเร็วสูง พละกำลังยังมีเหลือเฟือ จนวิศวกรชาวเยอรมันกล้าดันความเร็วสูงสุดไปถึง 208.6 กม./ชม. ตัวเลขที่สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาด
การบังคับเลี้ยวให้การตอบสนองที่เป็นหนึ่งเดียวกับผู้ขับ หากต้องการสนุกกับเส้นทางคดเคี้ยว แน่นอนว่า TESLA MODEL 3 (เทสลา โมเดล 3) ยังมีความเฉียบคมโดยรวมเหนือกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะในแง่คุณภาพของน้ำหนักพวงมาลัย และความรวดเร็วในการเปลี่ยนทิศทาง แต่ MERCEDES-BENZ CLA ก็แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะถนนที่น่าประทับใจเมื่อพื้นถนนมีลักษณะเป็นลอนคลื่น ตัวรถไม่แสดงอาการโคลงมากเกินไป และยังคงรักษาความแม่นยำในการควบคุมรถ รวมถึงการประคองแนวการเลี้ยวได้อย่างน่าพอใจ เมื่อพูดถึง MODEL 3 ในส่วนถัดไป คุณจะพบกับรายงานการเดินทางของทีมบรรณาธิการจาก QUATTRORUOTE ซึ่งออกทริพ 2 คนในลักษณะเปรียบเทียบการใช้งานจริง การเดินทางครั้งนี้ คือ บททดสอบว่า CLA จะมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ ในการท้าทายประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของ MODEL 3 LONG RANGE อย่างแท้จริง
ไกลแค่ไหนเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง
ทริพจากสนามทดสอบ VAIRANO มีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย 2 ประการ อย่างแรก การเยี่ยมชมพื้นที่ให้บริการแห่งแรกในประเทศอิตาลีที่อุทิศให้แก่รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ และพิสูจน์ว่า MERCEDES-BENZ CLA จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่รถไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมอย่าง TESLA MODEL 3 ได้หรือไม่
คุณสมบัติต่างๆ ของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด TESLA MODEL 3 LONG RANGE ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่เดินทางได้ไกลที่สุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตัวเลข 598 กม. ที่ทำได้จากการทดสอบบนถนนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึง 544 กม. จากการทดสอบอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ TESLA กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงของโลกยานยนต์แบบไร้น้ำมันอย่างแท้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของรถยนต์ไฟฟ้ารุดหน้าเพียงใด เพียงไม่กี่เดือนให้หลัง ทีมงานของเรากลับมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อกล่าวถึงรถอีกคันหนึ่ง (จากค่ายรถยุโรปแท้ทั้งคัน) ที่อาจทำให้ MODEL 3 ต้องเผชิญความท้าทาย นั่นคือ MERCEDES-BENZ CLA ซึ่งเคลมระยะทางใช้งานจริงเฉลี่ยไว้ที่ 586 กม.
ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิทให้แบทเตอรีขนาดใหญ่กว่า โดยมีความจุสุทธิ 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 79 กิโลวัตต์ชั่วโมงโดยประมาณจาก TESLA ที่ยังคงไม่ประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของตัวเลขกิโลวัตต์ชั่วโมงจะไม่ใช่ประเด็นหลักของทริพครั้งนี้ เพราะสิ่งที่เราสนใจ คือ ประสิทธิภาพ และอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่การขับให้ได้ระยะทางรวมที่ไกลที่สุด และขอแจ้งเตือนอีกครั้งว่า ข้อมูลจากการเดินทางครั้งนี้ จากศูนย์ทดสอบ VAIRANO ไปยังสถานีชาร์จไฟฟ้าที่อยู่ปลายทาง และการขับกลับมา ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบโดยตรงกับตัวเลขจากการทดสอบมาตรฐานของเราได้ เนื่องจากมีตัวแปรภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพการจราจร หรือสภาพอากาศ เป็นต้น
ข้อมูลทางเทคนิค การชาร์จไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
ระบบไฟฟ้าภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ 800 โวลท์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จอย่างได้ผล สำหรับกำลังไฟเท่ากัน การเพิ่มแรงดันไฟฟ้าเป็น 2 เท่าจะลดความเข้มของกระแสไฟฟ้าลงครึ่งหนึ่ง และลดการสูญเสียพลังงาน (และลด ความร้อนของชิ้นส่วนด้วย) สิ่งนี้ทำให้สามารถผู้พัฒนารถยนต์รุ่นนี้ใช้สายไฟที่เล็กลงได้ ช่วยลดน้ำหนักเช่นกัน ข้อดีที่จะเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะที่สถานีชาร์จแบบเร็วพิเศษ นั่นคือ การที่ CLA รองรับกำลังไฟสูงสุด 320 กิโลวัตต์ แบทเตอรีนิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลท์ มีแผ่นระบายความร้อนในตัวที่ด้านล่าง เพื่อช่วยในการจัดการความร้อน ซึ่งจำเป็นสำหรับการลดการเสื่อมสภาพของแบทเตอรี และเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ด้านหลังที่เชื่อมต่อกับชุดเกียร์ โดยเป็นเกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ เกียร์แรกใช้สำหรับการเร่งความเร็วสูงสุดจากจุดหยุดนิ่ง ในขณะที่เกียร์ที่ 2 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงขึ้น ตามที่เห็นในภาพ ยังมีรุ่นที่มีมอเตอร์ 2 ชุดที่ด้านหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา มีกำลังสูงสุดทั้งระบบที่ 354 แรงม้า ระบบรองรับด้านหน้าใช้แบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมคุณสมบัติพิเศษ แกนแนวตั้งจะทำให้องศาของล้อมีความสมดุล และเชื่อมต่อโดยตรงกับข้อต่อพวงมาลัยวัสดุอลูมิเนียม แต่มีแขนควบคุมด้านล่างตัวที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบบังคับเลี้ยว ช่วยให้มุมแคมเบอร์คงที่แม้ภายใต้แรงกดด้านที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ชุดบังคับเลี้ยวจะวางไว้ด้านหน้าล้อ เพื่อการตอบสนองการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ทางเลือก 2 รุ่นย่อย
ราคาของตัวรถยังรวมเวอร์ชันที่มแบทเตอรีความจุลดลงที่ 58 กิโลวัตต์ชั่วโมง สุทธิ และยังมีทางเลือกแบทเตอรีแบบลิเธียม-ฟอสเฟต ทำความเย็นด้วยของเหลว มีน้ำหนักลดลงเล็กน้อยที่ 484 กก. เทียบกับ 496 กก. ของแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน
ข้อมูลจำเพาะ
ข้อมูลรถทดสอบจากผู้ผลิต
มอเตอร์
- ติดตั้งด้านหลัง มอเตอร์ไฟฟ้า แบบแม่เหล็กถาวร
- กำลังสูงสุด 200 กิโลวัตต์/272 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 335 นิวทันเมตร/33.9 กก.ม.
- กำลังสูงสุดจาการทดสอบ 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า
แบทเตอรี
- แบบลิเธียม-ไอออน ติดตั้งใต้พื้นรถ
- แบบ 4 โมดูล 192 เซลล์
- แรงดันไฟฟ้า 800 โวลท์ ความจุสุทธิ 85.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง (รวม 90.0)
- น้ำหนักชุดแบทเตอรี 496 กก.
การชาร์จไฟฟ้า
- รองรับการชาร์จแบบ AC ที่ 11 กิโลวัตต์
- รองรับการชาร์จแบบ DC ที่ 320 กิโลวัตต์ กระแสไฟฟ้า 800 โวลท์
ระบบส่งกำลัง
- ขับเคลื่อนล้อ 2 หลัง
- เกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ
รูปแบบตัวถัง
- ตัวถังโลหะ ทรง 3 กล่อง พร้อมวัสดุป้องกันความร้อน แบบ 4 ประตู 5 ที่นั่ง
- ช่วงล่างด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สัน สตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
- ช่วงล่างด้านหลังแบบ มัลทิลิงค์ คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
- ชอคอัพแบบไฮดรอลิค
- ระบบเบรคแบบ จาน คู่หน้ามีช่องระบายความร้อน เอบีเอส และอีเอสพี
- พวงมาลัยแบบ ฟันเฟือง และตัวหนอน ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า
ยาง
- BRIDGESTONE TURANZA 6 คู่หน้า 225/40R19 93W คู่หลัง 255/35R19 99W
- ชุดปะยางฉุกเฉิน
มิติตัวถัง และน้ำหนัก
- ระยะฐานล้อ 2,790 มม.
- ความกว้างฐานล้อ คู่หน้า 1,610 มม. คู่หลัง 1,570 มม.
- ความยาว 4,720 มม. กว้าง 1,890 มม. สูง 1,470 มม.
- น้ำหนักโดยรวม 2,055 กก. น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 2,055 กก. น้ำหนักลากจูงสูงสุด ไม่ระบุ
- ความจุที่เก็บของด้านหน้า 101 ลิตร ด้านหลัง 405 ลิตร
สถานที่ผลิต
- เมือง RASTATT (ประเทศเยอรมนี)
ข้อมูลการทดสอบ
การประเมินผลของ QUATTRORUOTE
เบานั่งผู้ขับ
เบาะนั่งอยู่สูงจากพื้นถนน 500 มม. เท่านั้น การนั่งมีลักษณะเหยียดขาออกได้อย่างสบาย มีระยะการปรับตำแหน่งที่หลากหลาย (ด้วยระบบไฟฟ้า)
แผงคอนโซลหน้า และสวิทช์
ปุ่มใช้งานแบบดั้งเดิมถูกลดจำนวนลง แต่ยังคงเหลือให้ใช้งานได้อีกจำนวนหนึ่ง ปุ่มใช้งานบนพวงมาลัยทำให้การใช้งานไม่สะดวกเท่ามที่ควร จอคอนโซลหน้ามีหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
แผงหน้าปัด
หน้าจอขนาด 10.3 นิ้ว มีการแสดงผลให้เลือกหลากหลายรูปแบบ พร้อมกราฟิกที่ประณีตอย่างมาก และสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ตามต้องการ การอ่านค่าต่างๆ ทำได้ง่ายดายอย่างน่าพออใจ
ระบบความบันเทิง
ระบบ MBUX ทำงานรวดเร็ว กราฟิกคุณภาพสูง เมนูถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังผสานการทำงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ A.I (ของ ChatGPT 4.0) และผู้ช่วยเสมือนเข้าไว้ด้วยกัน
ระบบปรับอากาศ
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ควบคุมได้ง่ายผ่านหน้าจอสัมผัสหรือสั่งงานด้วยเสียง เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบทำความร้อนรวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐานด้วย
ทัศนวิสัย
เสา เอ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และลาดเอียง จึงบดบังทัศนวิสัยพอสมควร ในการขับขี่ขณะจอดหรือเคลื่อนตัวช้า มีระบบกล้องมองรอบคัน สามารถแสดงภาพมุมมองแบบ 360 องศาได้เมื่อสั่งงาน
คุณภาพการประกอบ
คุณภาพการประกอบทำได้ดีตามมาตรฐานค่ายรถดาว 3 แฉก แม้จะมีจุดบกพร่องเล็กน้อยอยู่บ้าง แต่โดยรวมซ่อนรายละเอียดเหล่านั้นไว้ได้ค่อนข้างแนบเนียน
อุปกรณ์ใช้งานต่างๆ
แม้ว่าอุปกรณ์มาตรฐานจะให้มาค่อนข้างครบครัน (และถือเป็นเรื่องที่ดี) แต่ก็ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมอีกมากสำหรับปรับแต่งรถให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
ระบบความปลอดภัย/ระบบช่วยเหลือการขับขี่
รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติระดับ 2 ให้เลือกติดตั้ง แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม โดยรวมถึงฟังค์ชันขั้นสูง เช่น ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ
พื้นที่ใช้สอย
รถคันนี้รองรับผู้โดยสาร 4 คนได้อย่างสบายไม่มีปัญหา พื้นห้องโดยสารด้านหลังที่เรียบช่วยให้ผู้โดยสารคนที่ 5สามารถวางเท้าได้สะดวกขึ้น
ที่เก็บสัมภาระท้าย
พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังอาจใหญ่กว่านี้ได้อีกเล็กน้อย แต่มีช่องเก็บของด้านหน้า (FRUNK) ความจุจริงที่ 73 ลิตร เข้ามาช่วยเสริม คุณภาพการเก็บงานอยู่ในระดับใช้ได้
ความสะดวกสบาย
ระบบรองรับช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง แม้บนพื้นผิวถนนที่มีลูกระนาดสั้นๆ หรือสิ่งกีดขวางขนาดเล็ก ขณะเดียวกันการเก็บเสียงลม และเสียงรบกวนทำได้ดีอย่างน่าพอใจ
มอเตอร์ไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่แพร่หลายนัก เช่น สถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าแบบ 800 โวลท์ สร้างก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านสมรรถนะ และประสิทธิภาพ
อัตราเร่ง
การออกตัวทำได้รวดเร็วทุกสภาวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 6.1 วินาที และอัตราเร่งแซงช่วง 70-120 กม./ชม. ได้รวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 5.5 วินาที
การบังคับควบคุม
พวงมาลัยให้ความแม่นยำ และมีน้ำหนักที่ไล่ระดับอย่างเป็นธรรมชาติ แม้อาจตอบสนองได้ฉับไวมากกว่านี้อีกเล็กน้อย โดยมีน้ำหนักค่อนข้างมากเมื่อต้องหมุนสวนกลับอย่างรวดเร็ว
ระบบเบรค
ระยะเบรคอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งบนผิวถนนแห้ง และพื้นผิวที่มีการยึดเกาะต่ำหรือแตกต่างกัน ส่วนความทนทานต่อการใช้งานหนักก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
ความคล่องแคล่วโดยรวม
แม้ไม่ได้เปลี่ยนนิยามของการขับขี่ที่ดีโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงให้ความสนุกขณะขับขี่ และในสถานการณ์หลบหลีกฉุกเฉิน ตัวรถก็ไม่สร้างความกังวลให้ผู้ขับ
อัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
การใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ในระดับเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ตัวเลขทำได้ถึง 7.1 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง ในตัวเมือง และยังทำได้ 4.8 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง บนทางด่วน
ระยะทำการสูงสุด
แม้จะยังไม่ถึงระดับยอดเยี่ยมเท่ากับ TESLA MODEL 3 แต่ยังคงน่าพอใจ โดยทำระยะทำการได้ที่ 690 กม. ในเมือง 641 กม. บนทางหลวง และ 464 กม. บนทางด่วน
การชาร์จไฟฟ้า
การชาร์จแบบ DC รองรับกำลังสูงสุดถึง 320 กิโลวัตต์ แม้จะมีข้อจำกัด คือ ไม่สามารถใช้งานกับสถานีชาร์จแบบ 400 โวล์ได้ ขณะที่การชาร์จแบบ AC รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์
บริการหลังการขาย
การบริการขากค่ายรถช่วยให้เข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะขนาดใหญ่ทั่วทวีปยุโรป โดยใช้รูปแบบสมาชิกแบบรายเดือนที่มีอายุใช้งานหนึ่งปี นอกจากนี้ สถานีที่รองรับยังมีฟังค์ชัน PLUG & CHARGE ซึ่งเริ่มต้นการชาร์จทันทีที่เสียบหัวชาร์จ โดยไม่ต้องยืนยันตัวตนผ่านบัตรหรือแอพพลิเคชันของมือถือ
สรุปผลโดยรวม
จุดแข็งที่แท้จริงของ MERCEDES-BENZ CLA ไม่ว่าจะในเชิงสัญลักษณ์หรือในทางปฏิบัติ คือ ความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ก่อนหน้านี้สงวนไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นราคาแพงจำนวนไม่มาก มาสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น
แม้ว่าทั้งหมดนี้จะแลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รถคันนี้แสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ MERCEDES-BENZ ทั้งในด้านระบบมัลทิมีเดีย และประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงระยะทางวิ่งที่เกือบแตะระดับสถิติ พร้อมด้วยความสามารถในการชาร์จที่อยู่ในระดับสูงไม่แพ้กัน อันเป็นผลจากระบบไฟฟ้าแบบ 800 โวลต์
ผลสรุปสุดท้าย
คะแนนสุดท้ายคำนวณจากผลรวมของดาวที่ได้รับ โดยดาวแต่ละดวงจะมีค่าน้ำหนักแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหมวดการประเมินในรายงาน และกลุ่มประเภทรถที่รถคันนั้นสังกัดอยู่
มุ่งหน้าไปพร้อมกับ TESLA
ทีมงานออกเดินทางด้วยแบทเตอรีเต็มทั้ง 2 คัน ทั้ง MERCEDES-BENZ CLA และ TESLA MODEL 3 ไม่จำเป็นต้องแวะชาร์จเพื่อไปถึงจุดหมายอีกแห่ง นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 คันยังสามารถขับกลับถึงสนาม VAIRANO ได้โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา ทีมงานจึงตัดสินใจแวะรับประทานอาหารกลางวัน โดยใช้ทางลอดไปยังพื้นที่ให้บริการอีกฝั่งของทางหลวง ในระหว่างนั้น CLA และ MODEL 3 ก็เชื่อมต่อเข้ากับหัวชาร์จแรงดันสูงพิเศษจำนวน 2 จุด จากทั้งหมด 6 จุดที่มีให้บริการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ใต้หลังคาขนาดใหญ่
ผลการทดสอบสุดสูสี
การคำนวณอัตราการใช้พลังงานโดยรวม อ้างอิงจากปริมาณพลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง) ที่จ่ายจากสถานีชาร์จ (ราคา 0.79 ยูโร ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง สำหรับผู้ใช้แบบสมัครสมาชิก) รวมกับพลังงานที่เราเติมกลับเข้าสู่แบทเตอรีเมื่อกลับมาถึงฐาน ในกรณีนี้คำนวณด้วยอัตราค่าไฟฟ้าที่ 0.31 ยูโร ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
เมื่อระดับแบทเตอรียังเหลือมากกว่าครึ่ง (ที่ 63 % สำหรับรถของ MERCEDES-BENZ และ 65 % สำหรับ TESLA) จึงไม่อาจคาดหวังกำลังชาร์จสูงสุดได้ และก็เป็นไปตามนั้น ทีมงานเห็นตัวเลขกำลังไฟฟ้าของการชาร์จที่ 90 กิโลวัตต์ ใน CLA และ 91 กิโลวัตต์ ใน MODEL 3 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ความพึงพอใจที่แท้จริงของการชาร์จแบบเร่งด่วนควรเกิดขึ้นในช่วง 20-80 % และหากเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าที่รอบคอบ คงไม่จำเป็นต้องชาร์จมากกว่าจุดนี้ขึ้นไป แต่จะไปจัดการชาร์จขากลับที่บ้าน หรือในโรงรถแทน ด้วยอัตราค่าไฟที่แตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของทีมงาน คือ การทราบอัตราสิ้นเปลืองในความเป็นจริงของรถทั้ง 2 คัน และวิธีเดียวที่จะรู้ได้ คือ ชาร์จกลับสู่ระดับ 100 % นี่คือประเด็นแรกจากการท้าพิสูจน์ครั้งนี้ ในขาไป (สภาพการจราจรเบาบาง แต่เส้นทางไต่ระดับสูงขึ้น) TESLA ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ 5.76 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 5.54 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง ของผู้ท้าชิง ตัวเลขพลังงานไฟฟ้าที่แท่นชาร์จจ่ายออกมายืนยันชัดเจนที่ 36.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง สำหรับ CLA และ 35.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง สำหรับ MODEL 3 ส่วนขากลับซึ่งเป็นเส้นทางลาดลงเล็กน้อย จึงใช้พลังงานน้อยกว่าโดยธรรมชาติ ทีมงานพบการจราจรที่หนาแน่นขึ้น ความเร็วเฉลี่ยลดลงอย่างชัดเจน เหลือ 75 กม./ชม. เทียบกับ 90 กม./ชม. ในขาไป
เมื่อกลับถึงสนามทดสอบ VAIRANO ระดับแบทเตอรีของ MERCEDES-BENZ อยู่ที่ 64 % ส่วน TESLA อยู่ที่ 66 % ส่วนตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า TESLA ยังคงเฉือนชนะเล็กน้อยอีกครั้งที่ 5.98 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 5.85 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง ของ CLA ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่าเล็กน้อย และหากต้องการหลักฐานเพิ่มเติม ผลลัพธ์ครั้งนี้ก็ยืนยันข้อได้เปรียบสำคัญของโลกยานยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยั้ง
เมื่อจบการทดสอบ MODEL 3 ยังทำผลงานได้ดีกว่า แม้ความแตกต่างจะสูสีกันมากๆ แต่มีพัฒนาการด้านระบบไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยมของ CLA



