ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับโครงการจากภาครัฐ รถเก่าแลกรถใหม่ ที่ต้องมาลองดูว่า เกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร พร้อมกับข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้นHighlight
"รถเก่าแลกรถใหม่" นำร่อง 1-2 หมื่นคัน ![]()
ทำไมต้องผุดโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ?
ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถเก่าแลกซื้อรถใหม่” เน้นรถไฟฟ้า EV และรถยนต์ไฮบริด โดยกระทรวงการคลัง เผยว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางสูงต่อความผันผวนราคาพลังงานโลก เพราะพึ่งการนำเข้าน้ำมัน และแกสธรรมชาติสูง ซึ่งวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ ซึ่งนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5
นำร่อง 1-2 หมื่นคัน
สำหรับรูปแบบการสนับสนุน คาดว่าจะเป็นการอุดหนุนเงินให้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปลดราคาขายรถใหม่ให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง (รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนผ่านค่ายรถ ทำให้ราคารถถูกลง) ขณะที่โครงการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแบบ “มาก่อนได้ก่อน” ในลักษณะปลายเปิด แบ่งดำเนินการเป็นหลายระยะ โดยระยะแรกคาดว่าจะจำกัดโควตาไว้ประมาณ 10,000-20,000 คัน และมีกรอบระยะเวลาดำเนินการชัดเจน เพื่อประเมินผลลัพธ์ของมาตรการก่อนพิจารณาขยายโครงการในอนาคต
2 เงื่อนไขสำคัญ "รถเก่าแลกรถใหม่"
สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ไม่จำกัดสิทธิ์เฉพาะ EV แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริด และพลัก-อิน ไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้า และน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาหลัก 2 ข้อ คือ
1. รถยนต์ใหม่ต้องเป็นรุ่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีที่ยึดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน
2. ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจูงใจ และลดภาระทางการเงินให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการคู่ขนาน ให้สถาบันการเงินรัฐออกแพคเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือในลักษณะ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มาสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์
“เก่าแลกใหม่” อย่าให้เป็น “รถคันแรก” ซีซัน 2
โจทย์สำคัญที่กำลังพิจารณา คือ งบประมาณดำเนินการ กำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ การขยายขอบเขตสิทธิ์ให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ ตลอดจนการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
คาดการณ์รถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่"
- รถยนต์ไฟฟ้า BEV
- รถยนต์ไฮบริด HEV
- รถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด PHEV
.......................................................................................................................
Chery Group, Omoda & Jaecoo เปิดโรงงานในไทย
Chery Group ร่วมกับ Omoda & Jaecoo ประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Future Starts Here” ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
Chen Chunqing รองประธานบริหาร Chery International กล่าวว่า Chery Group ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างมาตรฐานการผลิตระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลก
พร้อมยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัย และพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติกว่า 300 ราย และเครือข่ายการขาย และบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chery กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกรวมสะสมทะลุ 6,000,000 คัน และมียอดส่งออกเกิน 100,000 คัน/เดือน ต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคมมียอดส่งออก 148,777 คัน เติบโต 72 % เมื่อเทียบกับปีก่อน
การขยายตัวในระดับสากลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุโรป Chery Group ได้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 18 ประเทศ และในตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลก ครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่ Omoda & Jaecoo ตามด้วย Chery และล่าสุด คือ Lepas สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของตลาดไทย
โรงงาน NEV ในประเทศไทยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว โดยในแผนระยะ 5 ปี (2569-2573) Chery Group ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คัน/ปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในภูมิภาค
Cedric Cui ประธาน Chery Group ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการสื่อสารในประเทศไทยนั้นชัดเจน คือ ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อผลิต หรือจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย
แผนการดำเนินงานในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่านพอร์ทโฟลิโอของทั้ง 3 แบรนด์ โดย Chery จะเน้นกลุ่มครอบครัวผ่านผลิตภัณฑ์ BEV และ PHEV ขณะที่ Omoda & Jaecoo จะสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรมครอสส์โอเวอร์ และไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ ส่วน Lepas จะนำเสนอแนวคิด “Elegant Mobility Life” เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลาย และตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการผลิต Chery Group ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด “Here to Care” โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100 % และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่ และบริการในระดับสูง ภายใต้แนวคิด “Here to Stay” กลุ่มบริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านโครงการพัฒนาทักษะ และยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม xEV ครอบคลุมทั้งนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา บุคลากรในสายงาน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต
นอกจากนี้ Chery Group ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ AHRDA เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่โดยมีกำหนดลงนามความร่วมมือด้านทักษะ NEV ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวมถึงการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย
ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นต่อสังคมไทย รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยลอทแรกภายใต้แบรนด์ Chery และ Omoda & Jaecoo จะถูกส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย สะท้อนแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม
.......................................................................................................................
Porsche เปิดตัว 911 GT3 S/C ใหม่
ชตุทท์การ์ท-Porsche เปิดตัว 911 GT3 พร้อมหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ในรุ่น 911 GT3 S/C ออกแบบมาเพื่อเน้นความเร้าใจในการขับขี่เป็นหลัก ทั้งยังได้ผสานโครงสร้างน้ำหนักเบาจาก 911 S/T เข้ากับเครื่องยนต์บอกเซอร์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศจาก 911 GT3 ให้กำลัง 375 กิโลวัตต์/510 แรงม้า และแรงบิด 450 นิวทันเมตร
การออกแบบโดดเด่นด้วยปีก และประตูแบบเดียวกับใน 911 S/T ผสานกรอบกระจกหน้าสีดำ สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนให้แก่ 911 GT3 S/C ใหม่ และด้วยแนวคิดที่เน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลาง รถสปอร์ทรุ่นพิเศษนี้ จึงมาพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบสปอร์ท อัตราทดสั้น น้ำหนักเบา เพียงทางเลือกเดียว โดย 911 GT3 S/C เป็นรุ่นเปิดประทุนเพียงรุ่นเดียวในตระกูล 911 ปัจจุบัน ที่ออกแบบให้เป็นรถ 2 ที่นั่งล้วน โดยให้ความรู้สึกเหมือนกับใน 911 Speedster ในปี 2019
แต่อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ไม่ได้เป็นรุ่นลิมิเทดเหมือนกับ Speedster และลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งแพคเกจ Street Style ใหม่ เพื่อปรับแต่งตัวรถให้สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
Frank Moser หัวหน้าสายการผลิตรุ่น 911 และ 718 กล่าวถึง 911 GT3 S/C รุ่นใหม่ ว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถสปอร์ทที่เน้นความสนุกในการขับขี่เป็นพิเศษ “ระบบขับเคลื่อนที่เปี่ยมอารมณ์ของ 911 GT3 ถ่ายทอดความเร้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อขับแบบเปิดประทุนบนถนนที่คดเคี้ยว โดยยังคงน้ำหนักของตัวรถไว้ที่เพียง 1,497 กก. แม้ติดตั้งหลังคาผ้าใบระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งมากกว่า 911 Speedster รหัสตัวถัง 991 เพียงประมาณ 30 กก.”
โครงสร้างน้ำหนักเบาอย่างรอบด้าน เพื่อความสนุกในการขับขี่สูงสุด
การผสานวัสดุน้ำหนักเบา และคุณภาพสูงในทุกองค์ประกอบ ทำให้ 911 GT3 S/C โดดเด่นด้วยความคล่องตัวตามแบบฉบับของ Porsche GT โดยชิ้นส่วนตัวถังน้ำหนักเบาได้ถ่ายทอดมาจาก 911 S/T ซึ่งสามารถสังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และประตูที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงเหล็กกันโคลง และแผ่นเสริมความแข็งแกร่งช่วงล่างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับ 911 S/T รุ่นหลังคาปิด ระบบเบรค และล้อ ใช้แนวคิดน้ำหนักเบาเดียวกับ 911 S/T โดยติดตั้งระบบเบรค PCCB เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าจานเบรคเหล็กหล่อมากกว่า 20 กก. ล้อแบบ Centre-lock ขนาด 20 นิ้วที่เพลาหน้า และ 21 นิ้วที่เพลาหลัง ซึ่งก็เป็นแบบเดียวกันกับใน 911 S/T โดยผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักหมุน (Rotating Mass) ได้ประมาณ 9 กก. 911 GT3 S/C ยังใช้แมกนีเซียมในโครงสร้างหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 40 แอมแปร์ชั่วโมง ที่มีขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 4 กก. เมื่อเทียบกับแบทเตอรีแบบทั่วไป
ห้องโดยสารสปอร์ทผสานความหรูหรา
ห้องโดยสารมาพร้อมพรม และแผงประตูน้ำหนักเบา พร้อมมือจับแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งถ่ายทอดมาจาก 911 S/T โดย 911 GT3 S/C ติดตั้งเบาะ 2 ที่นั่งแบบ Sports Seats Plus ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งเบาะสปอร์ทน้ำหนักเบาพร้อมพนักพิงพับได้ และโครงเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเบาะสปอร์ทแบบพับได้นี้มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยป้องกันบริเวณทรวงอก ปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้า และตำแหน่งหน้า-หลังแบบปรับมือ อีกทั้งยังสามารถเลือกติดตั้งระบบทำความร้อนเบาะนั่ง 3 ระดับ ภายในหุ้มด้วยหนังสีดำเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมถึงแผงบังแดด และเสา A พร้อมปักโลโก GT3 S/C บริเวณแผงกั้นด้านหลัง เบาะที่นั่งตกแต่งด้วยหนังแบบระบายอากาศ เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่หุ้มหนังแบบระบายอากาศตามแบบ 911 S/T และเช่นเดียวกับ 911 GT3 รุ่นหลังคาปิดในปัจจุบัน
911 GT3 S/C ใช้สวิทช์สตาร์ทแบบหมุนที่ติดตั้งด้านซ้ายของพวงมาลัยแทนปุ่มกด หน้าจอมาตรวัดดิจิทอลแสดงผลอย่างชัดเจน และใช้งานง่าย โดยโหมด Track Screen จะลดการแสดงผลบนหน้าจอดิจิทอลด้านซ้าย และขวาของมาตรวัดรอบ ให้เหลือเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น ยาง น้ำมันเครื่อง ระบบหล่อเย็น และระดับเชื้อเพลิง ไฟเปลี่ยนเกียร์ที่อยู่ด้านซ้าย และขวาของมาตรวัดรอบจะช่วยบอกจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสม โดยผู้ขับสามารถปรับหน้าจอให้แสดงรอบเครื่องสูงสุดที่ 9,000 รตน. ไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาได้ตามต้องการ
เครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศรอบสูง ให้พละกำลัง 510 แรงม้า
เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศของ 911 GT3 S/C รุ่นใหม่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียล่าสุด อุปกรณ์กรองไอเสีย (Catalytic Converters) 4 ชุด โดยถึงแม้จะใช้ระบบบำบัดไอเสียประสิทธิภาพสูง Porsche ยังคงสามารถถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ที่เปี่ยมอารมณ์ และชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อเปิดประทุน พร้อมได้ปรับปรุงหัวสูบใหม่จาก 911 GT3 รุ่นก่อนหน้า พร้อมติดตั้งเพลาลูกเบี้ยว (Camshaft) ที่มีความดุดันมากขึ้นจาก 911 GT3 RS เพื่อเพิ่มการตอบสนองในช่วงรอบสูง ระบบขับเคลื่อนยังมาพร้อมลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle Body) แบบแยกต่อสูบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศ และระบบระบายความร้อนน้ำมันเครื่องที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บอกเซอร์ 6 สูบ ให้กำลังสูงสุด 375 กิโลวัตต์/510 แรงม้า ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา GT 6 จังหวะ พร้อมอัตราทดเฟืองท้ายแบบสปอร์ทที่สั้นตามแบบฉบับ 911 S/T และ 911 GT3 ทำให้ 911 GT3 S/C มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 313 กม./ชม.
โครงหลังคาแมกนีเซียมในระบบเปิดประทุนอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
911 GT3 S/C ไม่ได้ติดตั้งโครงหลังคาแบบ Double-Bubble เหมือนกับใน 911 Speedster ทำให้สามารถติดตั้งหลังคาผ้าใบระบบไฟฟ้าแบบน้ำหนักเบาจากตระกูล 911 รุ่นปัจจุบัน แทนหลังคาผ้าใบแบบเปิด-ปิดด้วยมือ ด้วยโครงสร้างแมกนีเซียมล้ำสมัย เมื่อปิดหลังคาผ้าใบจะยังคงให้รูปทรงแบบคูเป และหลังคาผ้าใบยังมีรูปทรงกลมกลืน และโค้งรับอย่างลงตัวจากกรอบกระจกหน้าไปยังฝาปิดช่องเก็บหลังคาโดยไม่เห็นโครงสร้างใดๆ ใต้ผืนผ้าใบ และไม่มีส่วนใดลดทอนความต่อเนื่องของรูปทรง Flyline ที่เป็นเอกลักษณ์ของ 911 ซึ่งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิค ด้วยอุปกรณ์กลไกที่ควบคุมการเปิด-ปิดหลังคา (Roof Actuators) แบบไฮดรอลิคที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทำให้หลังคาสามารถเปิด-ปิดได้ภายในเวลาประมาณ 12 วินาที ทั้งในขณะจอดนิ่ง หรือขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม.
และนอกจากโครงสร้างหลังคาที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมแบบแบน 2 ชิ้นแล้ว โครงหลังคาด้านหน้า และกรอบกระจกหลังยังผลิตจากแมกนีเซียมอีกด้วย อีกทั้งแผ่นกันลมแบบไฟฟ้าที่ติดตั้งมาในตัว ช่วยให้การขับขี่แบบเปิดประทุนยังคงความเร้าใจแม้ใช้ในความเร็วสูง หรือในสภาพอากาศเย็น โดยสามารถเปิดได้ภายใน 2 วินาทีเพียงกดปุ่ม และควบคุมการเปิด-ปิดได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ผ่านปุ่มบนคอนโซลกลาง
การออกแบบที่โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์
หลังคาสีดำจับคู่กับกรอบกระจกหน้าที่ตกแต่งด้วยฟีล์มสีดำ พร้อมฟีล์มกันสะเก็ดหินบริเวณแผงด้านข้างในโทนสีดำด้านสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ 911 GT3 S/C พร้อมไฟหน้าแบบ Matrix LED ที่รวมทุกฟังค์ชันไฟส่องสว่างไว้ในชุดเดียว จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งไฟเพิ่มเติมในกันชนหน้า ซึ่งทำให้พื้นที่บริเวณช่องรับอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้น และการออกแบบโดยรวมดูลงตัวมากยิ่งขึ้น และเป็นครั้งแรกใน 911 รุ่นเปิดประทุน ที่สามารถติดตั้งสปอยเลอร์หลังแบบยกขึ้นได้ พร้อม Gurney Flap เช่นเดียวกับใน 911 S/T และ 911 GT3 พร้อม Touring Package อีกทั้งลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้า และดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังยังถ่ายทอดมาจาก 911 GT3 รุ่นปัจจุบัน
ยกระดับความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้น
Andreas Preuninger ผู้อำนวยการสายการผลิตโมเดล GT กล่าวว่า “เราได้เรียนรู้จาก 911 Speedster และ 718 Spyder RS ว่าเครื่องยนต์รอบสูงแบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับการตั้งค่าช่วงล่างที่เน้นความเร้าใจ และโครงสร้างน้ำหนักเบาอย่างรอบด้าน สามารถสร้างรถยนต์แบบเน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลางในรูปแบบเปิดประทุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ 911 GT3 S/C ยังนำระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) มาใช้กับ 911 รุ่นเปิดประทุนเป็นครั้งแรก เมื่อทำงานร่วมกับยางสปอร์ทที่มีแรงยึดเกาะสูงเป็นพิเศษ และน้ำหนักตัวรถที่เบา จึงมอบความสนุกในการขับขี่บนถนนคดเคี้ยวในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถเปิดประทุน” การตั้งค่าช่วงล่างของ 911 GT3 S/C ใหม่ ใช้แนวทางเดียวกันกับ 911 GT3 พร้อม Touring Package และเช่นเดียวกันกับใน 911 GT3 ทุกรุ่น รถได้ติดตั้งยางขนาด 255/35 ZR 20 นิ้ว ที่ล้อหน้า และ 315/30 ZR 21 นิ้ว ที่ล้อหลัง เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
แพคเกจ Street Style สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น
โปรแกรม Exclusive Manufaktur พร้อมนำเสนอแพคเกจ Street Style เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ 911 GT3 S/C ใหม่ โดยตกแต่งลวดลายบนซุ้มล้อหน้า และตัวอักษร Porsche บริเวณด้านข้างตัวรถด้วยสี Pyro Red ที่สะดุดตา พร้อมล้อพ่นสี Slate Grey Neo ให้ความกลมกลืนกับสีตกแต่งภายนอก คาลิเพอร์เบรคในสี Victory Gold พร้อมตัวอักษร Porsche สีดำ ขอบล้อเสริมแถบสี Pyro Red เพิ่มความโดดเด่น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า HD-Matrix แบบรมดำ และ Airblade สีเดียวกับตัวรถ เพิ่มการตกแต่งที่สะดุดตายิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยเบาะ Adaptive Sports Seats Plus โดดเด่นด้วยลายปักเส้นขอบสัญลักษณ์ Porsche เบาะส่วนกลางหุ้มด้วยหนังถัก 4 โทนสี ได้แก่ Slate Grey, Guards Red, Magnesium Grey และ Kalahari และวัสดุที่ผลิตอย่างประณีตนี้ยังตกแต่งอยู่บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังหุ้มด้วยหนังทูโทนสี Slate Grey และ Guards Red แทบทั้งบริเวณห้องโดยสาร พร้อมตะเข็บตกแต่ง ห่วงมือจับประตู มือจับเบาะ และเข็มขัดนิรภัยในสี Guards Red ที่ตัดกับโทนภายในอย่างชัดเจน
กรอบคอพวงมาลัย คอนโซลเบาะ ขอบกาบประตูด้านใน และฝาครอบฟิวส์ ตกแต่งด้วยหนัง เช่นเดียวกับช่องแอร์รวมถึงครีบช่องลม พรมปูพื้นตกแต่งด้วยขอบหนัง แผงบังแดด คอนโซลกระจกมองหลัง และกรอบกระจกหน้า รวมถึงซับในหลังคาเปิดประทุน หุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex สี Slate Grey แบบระบายอากาศ
คันเกียร์โทนสีเข้มโดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ และสัมผัส พร้อมกับหัวเกียร์ไม้ลามิเนท และลายผังเกียร์ในสี Pyro Red พร้อมสัญลักษณ์ GT3 S/C ใต้คันเกียร์ แถบตกแต่งบนแผงแดชบอร์ด และสัญลักษณ์ 911 ในฝั่งผู้โดยสารก็ตกแต่งด้วยสี Pyro Red เช่นกัน นอกจากนี้ Porsche Design ยังได้นำเสนออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มแพคเกจ Street Style อีกด้วย
กล่องเก็บสัมภาระน้ำหนักเบาในพื้นที่ด้านหลังห้องโดยสาร
กล่องเก็บสัมภาระน้ำหนักเบาจาก Porsche Shop พร้อมนำเสนอเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ 911 GT3 S/C เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บบริเวณด้านหลังตัวรถ โดยกล่องมีน้ำหนักเพียง 10 กก. ความจุ 80 ลิตร และหุ้มด้วยหนังด้านนอก ฝาปิดด้านบนแบบลอคได้ 2 ฝา มาพร้อมห่วงจับผ้าที่สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดายด้วยการยึดผ่านแกนบนโครงสร้างตัวถัง อีกทั้งลูกค้ายังสามารถเลือกปรับแต่งแถบตกแต่ง ตะเข็บ และสีของห่วงจับผ้าให้สอดคล้องกับการออกแบบภายในที่เลือก นอกจากนี้ ยังมีกล่องเก็บสัมภาระเวอร์ชันที่ออกแบบให้เข้ากับแพคเกจ Street Style อีกด้วย
911 GT3 S/C ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ
พิเศษสำหรับเจ้าของ 911 GT3 S/C Porsche Design นำเสนอนาฬิกาที่ถ่ายทอดดีไซจ์น และสมรรถนะของรถสปอร์ทสู่ข้อมือ Chronograph 911 GT3 S/C มาพร้อมระบบ Porsche Design calibre WERK 01.200 ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC และฟังค์ชัน Flyback ตัวเรือนผลิตจากไททาเนียมน้ำหนักเบาพิเศษ พร้อมตัวเลือกเคลือบไททาเนียมคาร์ไบด์สีดำ ผสานดีไซจ์นรถสปอร์ทเข้ากับศิลปะการผลิตนาฬิการ่วมสมัย หน้าปัดดีไซจ์น GT 3 ตกแต่งด้วยโทนสีเหลือง และลวดลายหกเหลี่ยม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดของรถ พร้อมโรเตอร์ไขลานที่ออกแบบตามล้อแมกนีเซียม ขอบสีของหน้าปัดสามารถเลือกได้ตามสีภายนอกของ 911 GT3 S/C รวมถึงสีจากโปรแกรม Paint to Sample และสายนาฬิกาที่ผลิตจากหนังภายในรถ Porsche พร้อมด้ายเย็บที่ปรับให้เข้ากับรูปแบบของรถแต่ละคันอย่างเฉพาะตัว
911 GT3 S/C ใหม่ พร้อมเปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 35,500,000 บาท และแพคเกจ Street Style ราคาเริ่มต้นที่ 949,000 บาท
.......................................................................................................................
Michelin เปิดตัวยางประหยัดพลังงาน
Michelin ตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพลิกโฉมระบบนิเวศ ทางการสัญจร และความคาดหวังของลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงาน 2 รุ่น Michelin Primacy 5 Energy และ Michelin Pilot Sport 5 Energy ยางที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ทั้งยังครองอันดับ 1 ในฐานะยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน (1) และ Michelin Primacy 5 Energy ยางที่ได้รับมาตรฐานระดับ AA พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ท และออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัด พลังงานที่ล้ำหน้า โดยยางทั้ง 2 รุ่นรองรับการใช้งานกับรถทุกประเภท และทุกระบบพลังงาน ทั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิง ไฮบริด และไฟฟ้า
สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ ยางทั้ง 2 รุ่นให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบ และให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Michelin ที่จะผลักดันให้การสัญจรเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งนวัตกรรมยางทั้ง 2 รุ่นทำให้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุใช้งานที่ยาวนาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนอกจากจะให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าพร้อมการประหยัด พลังงานแล้ว ยางทั้ง 2 รุ่นยังตอบโจทย์รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่ยางพรีเมียมด้วยการผสานคุณสมบัติที่ดูเหมือนจะขัดแย้งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Michelin Primacy 5 Energy ยางมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนาน สูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)
Michelin Primacy 5 Energy เป็นยางพรีเมียมรุ่นแรกของ Michelin ที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรป ระดับ AAA (1) โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก(2) สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก(3) และแรงต้านทานการหมุน(4) ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า(5) จึงให้ระยะทางวิ่งมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิง หรือรถยนต์ไฟฟ้า
คุณสมบัติเด่นของยาง Michelin Primacy 5 Energy
- สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เงียบสบายเหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี Michelin Silent Rib Gen-3 และ Michelin Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่ และใกล้หมดดอก
- ปลอดภัย ขับขี่อย่างมั่นใจบนถนนเปียก ให้ประสิทธิภาพการเบรคบนถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเมื่อยางใหม่ และใกล้หมดดอก ด้วยเทคโนโลยี Michelin MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรค และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
- ลดความถี่ในการเติมน้ำมัน และชาร์จแบทเตอรี ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี Michelin Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทาง/รอบการชาร์จแบทเตอรี โดยทำงานคู่กับสูตรเนื้อยางใหม่ MMichelin Energy Passive 2.0 ซึ่งช่วยให้ยางทนทาน และมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า
Michelin Pilot Sport 5 Energy: ยางที่ผสานสมรรถนะแบบสปอร์ทเข้ากับประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน
Michelin Pilot Sport 5 Energy เป็นยางสปอร์ทพรีเมียมรุ่นแรกของ Michelin ที่ได้รับมาตรฐานยุโรป ระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และการลดแรงต้านทานการหมุน พัฒนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ท และออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัดพลังงานที่ล้ำหน้า ยางรุ่นนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไว และให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็น “ยางแห่งยุค” ที่ให้สมรรถนะ และความรับผิดชอบด้านการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง
คุณสมบัติเด่นของยาง Michelin Pilot Sport 5 Energy
- มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ ด้วยเทคโนโลยี Michelin Dynamic Response ที่ช่วยถ่ายทอดทุกการควบคุมจากพวงมาลัยสู่พื้นถนนได้แม่นยำสูงสุด และ Michelin Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่ และใกล้หมดดอก เพื่อการขับขี่ที่นุ่มเงียบยิ่งขึ้น
- มั่นใจได้ยาวนานเหนือกว่า(6) ด้วยเทคโนโลยี Michelin MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรค และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
- ไปได้ไกลกว่าบนทุกสภาพถนน(7) พร้อมลดรอบการชาร์จแบทเตอรี และความถี่ในการเติมน้ำมัน(8) ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี Michelin Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบทเตอรี โดยทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อยางคู่ Michelin Bi-Compound ซึ่งใช้เนื้อยางสูตร Michelin Grip Adaptive บริเวณกลางดอกยางเพื่อการยึดเกาะที่เหนือกว่าทั้งบนถนนเปียก และถนนแห้ง และเนื้อยางสูตร Michelin Energy Passive บริเวณไหล่ดอกยางเพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และเพิ่มระยะทาง/รอบการชาร์จแบทเตอรี
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยางทั้ง 2 รุ่นล่าสุดทุกรายการยังมาพร้อมเทคโนโลยี Michelin Premium Touch ตลอดแนวแก้มยางรอบเส้นยางเพื่อความหรูหราโดดเด่นสะดุดตา โดยเทคโนโลยีอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Michelin ทำให้ได้แก้มยางที่มีลักษณะพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่ โดดเด่นด้วยสีดำด้าน (Matte Black) เสริมรูปลักษณ์ให้รถยนต์ที่ติดตั้งยางพรีเมียม 2 รุ่นนี้ดูมีสไตล์ยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน ยาง Michelin Primacy 5 Energy และยาง Michelin Pilot Sport 5 Energy มีวางจำหน่ายที่ร้านตัวแทนจำหน่ายยางอย่างเป็นทางการของ Michelin ทั่วประเทศ คลิคอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ michelin.co.th
(1) AAA หมายถึง มาตรฐานความเป็นเลิศในทุกหมวดหมู่บนฉลากยางรถยนต์ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU Label) ได้แก่ แรงต้านทานการหมุน (ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน), สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และการลดเสียงรบกวนจากภายนอก ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ในตลาดยาง สำหรับเปลี่ยนทดแทนมากกว่า 80 % ผ่านเกณฑ์ระดับ AAA ทั้งนี้ ไม่รวมยางที่ Michelin พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) ซึ่งมีสัญลักษณ์หรือตัวย่อระบุไว้บนแก้มยาง (Marked Tires คลิกอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับยางที่ Michelin พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผู้ผลิตรถยนต์ โดยมีสัญลักษณ์ หรือตัวย่อระบุไว้บนแก้มยาง ได้ที่เวบไซท์ทางการของ Michelin: https://www.MICHELIN.co.uk/auto/advice/choose-tyres/marked-tyres
(2) ความเงียบ : อ้างอิงการทดสอบด้านเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร และความนุ่มสบายด้วยการตั้งคำถามแบบปลายเปิด (Subjective Interior Noise and Comfort Tests) ซึ่งจัดทำโดย TÜV SÜD ตามคำขอของ Michelin เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 215/55 R18 99V กับรถไฟฟ้า Cupra Born เพื่อเปรียบเทียบยาง Michelin Primacy 5 Energy (100 %) กับยาง Michelin E Primacy (95.3 %) ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการใช้งานจริงอาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพถนน และสภาพอากาศ
(3) สมรรถนะการเบรคบนถนนเปียกของยางใหม่ และยางใกล้หมดดอก : การทดสอบจัดทำโดย TÜV SÜD Product Service ตามคำขอของ Michelin เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 215/55 R18 99V กับรถไฟฟ้า Cupra Born ที่ขับขี่ด้วยความเร็ว 20-80 กม./ชม. เพื่อเปรียบเทียบยาง Michelin E Primacy (ยางใหม่ 100 %/ยางใกล้หมดดอก 100 %) กับยาง Michelin Primacy 5 Energy (ยางใหม่ : 110.4 %/ยางใกล้หมดดอก : 108.5 % [“ใกล้หมดดอก” ในที่นี้หมายถึงถูกทำให้สึกหรอด้วยเครื่องจักรจนลึกถึงสะพานยางตามระเบียบข้อบังคับของยุโรปเรื่องสะพานยาง (ECE R30r03f)]
(4) แรงต้านทานการหมุนของยางล้อ : ผลิตภัณฑ์ยางที่วางจำหน่ายในตลาดโดยเฉลี่ยได้รับการจัดอันดับด้านแรงต้านทานการหมุนอยู่ที่ระดับ C [ค่าเฉลี่ยของตลาดยุโรปตามเป้าหมายปี 2573 จากรายงาน Ecodesign Impact Accounting: Overview Report 2024 ซึ่งจัดทำภายใต้คำสั่ง และการสนับสนุน ด้านงบประมาณของคณะกรรมาธิการยุโรป]
(5) อายุการใช้งานยาวนาน : การทดสอบจัดทำโดย Dekra Test Center ตามคำขอของ Michelin เมื่อเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 215/55 R18 99V กับรถ VW ID3 เพื่อเปรียบเทียบ ยาง Michelin Primacy 5 Energy (100 %) กับยางพรีเมียมชั้นนำแบรนด์อื่นอีก 3 แบรนด์ [แบรนด์ #1 (83 %); แบรนด์ #2 (71 %); แบรนด์ #3 (80 %)]
(6) การยึดเกาะถนนเปียก/ความปลอดภัย : ยาง Michelin Pilot Sport 5 Energy ได้รับการจัดอันดับระดับ A ด้านสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก ตามมาตรฐานฉลากของสหภาพยุโรป
(7) อายุการใช้งานยาวนาน : การทดสอบจัดทำโดย Dekra Tesy Center ในปี 2568 ตามคำขอของ Michelin โดยติดตั้งยางขนาด 255/45 R19 104W-Y กับรถ Tesla Model Y เพื่อเปรียบเทียบยาง Michelin Pilot Sport 5 Energy (100 %) กับ ยางพรีเมียมชั้นนำแบรนด์อื่นอีก 3 แบรนด์ [แบรนด์ #1 (61 %), แบรนด์ #2 (99 %) และ แบรนด์ #3 (81 %)] ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการใช้งานจริงอาจแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพถนน และสภาพอากาศ
(8) ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน : ยาง Michelin Pilot Sport 5 Energy ในตลาดยางสำหรับเปลี่ยนทดแทนทั้งหมด ได้รับการจัดอันดับระดับ A ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานตามมาตรฐานฉลากของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ ไม่รวมยางที่ Michelin พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) ซึ่งมีสัญลักษณ์หรือตัวย่อระบุไว้บนแก้มยาง (Marked Tires) คลิกอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับยางที่ Michelin พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผู้ผลิตรถยนต์ โดยมีสัญลักษณ์ หรือตัวย่อระบุไว้บนแก้มยาง ได้ที่เวบไซท์ทางการของ Michelin: https://www.MICHELIN.co.uk/auto/advice/choose-tires/marked-tires
.......................................................................................................................
บางจากฯ จับมือ AAS ดันทีมแข่งสู่เวที Formula 2
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากฯ ร่วมกับ AAS Auto Service เดินหน้าสานต่อความร่วมมือสนับสนุน “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งมอเตอร์สปอร์ทไทยอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จจากผลงานอันโดดเด่นในศึก Formula 3 (F3) ที่ผ่านมา สู่การแข่งขัน FIA Formula 2 Championship ฤดูกาล 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญก่อนก้าวสู่การแข่งขันระดับสูงสุดของโลกอย่าง Formula 1 ตอกย้ำศักยภาพของคนไทยในวงการมอเตอร์สปอร์ท ที่สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขัน และยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ
บางจากฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างโอกาส และผลักดันนักแข่งไทยสู่ความสำเร็จในเวทีระดับโลก พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศในระยะยาว โดยสะท้อนถึงจุดยืนร่วมกันของ บางจากฯ และ AAS ในการมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของคนไทยสู่มาตรฐานสากล
ขณะเดียวกัน บางจากฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไม่หยุดนิ่ง ภายใต้แนวคิด “Regenerative Power” ที่ล่าสุดได้ยกระดับมาตรฐานน้ำมันเกรดพรีเมียมสู่ “Bangchak Hi Premium+ Plus” น้ำมันพรีเมียมเกรดสูงสุดของบางจาก ได้แก่ Bangchak Hi Premium 98+ Plus พรีเมียมแกสโซฮอลที่มีค่าออกเทนสูงกว่า 98+ และ Bangchak Hi Premium Diesel+ Plus พรีเมียมดีเซลสูตรใหม่ ชูจุดเด่นทั้งสมรรถนะความแรง วิ่งได้ระยะทางมากขึ้น พร้อมปกป้องเครื่องยนต์อย่างเหนือชั้น
ชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้บางจากฯ ขอส่งมอบน้ำมัน “Bangchak Hi Premium 98+ Plus” พรีเมียมแกสโซฮอลที่มีค่าออกเทนสูงที่สุดในไทย ให้เป็นน้ำมันถังแรกของยานยนต์สมรรถนะสูง มาตรฐานระดับโลก อย่าง Porsche, Bentley และ Harley-Davidson ทุกคันที่จัดจำหน่ายผ่านศูนย์ AAS Auto Service เพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องสมรรถนะที่แรงเต็มพิกัด ควบคู่กับการปกป้องเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกจังหวะการขับขี่ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นจากเนื้อน้ำมันคัดพิเศษ เพิ่มพลังเร่งแรงเต็มสมรรถนะ รีดศักยภาพเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผสานสารเพิ่มคุณภาพสูตรเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาที่มีความเข้มข้นสูง ทำความสะอาดหัวฉีดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบเก่า และป้องกันการเกิดคราบใหม่ พร้อมป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ถึง 100 % ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลภาวะ Euro 6 เป็นพลังสะอาดที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งาน ควบคู่ไปกับการดูแล และยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ในระยะยาว
ความร่วมมือระหว่างบางจากฯ และ AAS Auto Service ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านกีฬาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทั้ง 2 องค์กรไทยที่พร้อมสนับสนุนคนไทยสู่เวทีโลก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชื่อเสียง และความภาคภูมิใจให้ประเทศ และบางจากฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย พร้อมประกาศศักยภาพของแบรนด์ไทยในระดับนานาชาติต่อไป
วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวถึงการได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ว่า ขอขอบคุณบริษัทบางจาก ที่ให้การสนับสนุน AAS Motorsport อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ทไทย ให้เติบโตขึ้นในระดับสากล และเปิดโอกาสให้นักแข่งไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่บนเวทีระดับโลกในอนาคต
จากผลงานยอดเยี่ยมในศึก FIA Formula 3 Championship ฤดูกาล 2025 ของ “เติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ด้วยการจบอันดับที่ 7 ของตารางแชมเพียนชิพ พร้อมคว้าชัยชนะ ถึง 3 สนาม ที่ Silverstone ประเทศอังกฤษ, Hungaroring ประเทศฮังการี และ Monza ประเทศอิตาลี ได้สะท้อนถึงพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด และตอกย้ำสถานะในฐานะความหวังใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ทไทย พร้อมก้าวขึ้นสู่เวทีที่สูงขึ้น และต่อยอดความสำเร็จสู่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่อย่างมั่นคง
ส่วนในฤดูกาล 2026 นี้ เราภูมิใจที่มี “เติ้น ทัศนพล” นักแข่งไทยเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวในการแข่งขัน FIA Formula 2 Championship โดยทีมมีความพร้อมครบทั้งด้านทีมงาน และเทคโนโลยี พร้อมมุ่งมั่นสร้างผลงาน มุ่งสู่ชัยชนะ เพื่อสร้างชื่อเสียง และความภาคภูมิใจต่อไปให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ”
เช่นเดียวกันที่ AAS Auto Service ตอกย้ำความแรงเกินพิกัดแบบสุดเอกซ์คลูซีฟ ด้วยการเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เป็นพรีเมียมแกสโซฮอลคุณภาพสูง Bangchak Hi Premium 98+ Plus ที่มีค่าออกเทนสูงกว่า 98+ ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลภาวะ Euro 6 ให้เป็นน้ำมันถังแรกสำหรับรถ Porsche, Bentley และ Harley-Davidson ที่ AAS ส่งมอบให้แก่ลูกค้าในปี 2026 นี้ทุกคัน เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่า Bangchak Hi Premium 98+ Plus สามารถดึงศักยภาพ และสมรรถนะของรถออกมาได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมทำความสะอาดหัวฉีด และดูแลเครื่องยนต์เต็มประสิทธิภาพ จากกลุ่มลูกค้าที่ได้ทดลองจริงมาแล้วในปีที่ผ่านมาทั้งในสนามทดลอง และบนท้องถนนในชีวิตประจำวัน
.......................................................................................................................
Honda แนะนำ ADV160 H2C Smart Tourer Edition ราคา 115,900 บาท
รถจักรยานยนต์ Honda รุ่น “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” รุ่นพิเศษ จากสำนักแต่ง H2C by Honda ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางสไตล์แอดเวนเจอร์ โดดเด่นด้วยดีไซจ์นเข้มดุดัน ผสานความล้ำของเทคโนโลยีเข้ากับความเท่ในแบบสาย Touring ได้อย่างลงตัว
มาพร้อมไฮไลท์ Keyless Smart Top Box ระบบลอคกล่องอัจฉริยะ ที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ขับขี่ในยุคใหม่ได้อย่างลงตัว พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาแนะนำ 115,900 บาท ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ
ดีไซจ์น New Honda ADV160 Smart Tourer Edition มาในลุคสีดำเข้ม พร้อมดีเทลสีแดงอย่างคาลิเพอร์เบรคหน้า และเบาะหนังเดินด้ายแดง เสริมความพรีเมียมด้วยชุดแต่ง H2C รอบคัน ที่ออกแบบมาเพื่อทั้งความสวยงาม และการใช้งานจริง พร้อมติดตั้ง Keyless Smart Top Box Set ชุดอุปกรณ์ 5 ชิ้น ประกอบด้วย Top Box C, RR Carrier, Base Top Box (Smart) ATT, Lid Opener และ Base Top Box ที่ทำงานร่วมกับระบบสมาร์ทคีย์ของตัวรถ โดยถือเป็นครั้งแรกของ Honda กับ Keyless Smart Top Box ระบบลอคกล่องอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปิด-ปิดกล่องท้ายได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพิ่มความคล่องตัวในการใช้งาน และเสริมความปลอดภัยในการจัดเก็บสัมภาระ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกอุปกรณ์เสริมจาก H2C อีก 3 รายการ ได้แก่ ชุดการ์ดไฟหน้า (รุ่นปี 2026), ชุดการ์ดที่วางเท้า และชุดครอบพื้น ช่วยเพิ่มความดุดัน พร้อมอัพลุคความสปอร์ทให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้านสมรรถนะยังคงความแรง และประหยัดด้วยเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 156.9 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 16 แรงม้า ที่ 8,500 รตน. และแรงบิดสูงสุด 14.7 นิวทันเมตร ที่ 6,500 รตน. รองรับทั้งการขับขี่ในเมือง และการเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ พร้อมเทคโนโลยี และฟีเจอร์จัดเต็ม อาทิ ระบบเบรค ABS, ระบบ HSTC (Traction Control), หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync, ระบบไฟ ESS, ช่องชาร์จ USB-C และชิลด์หน้าปรับได้ 2 ระดับ ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย และความสะดวกสบายครบครัน
.......................................................................................................................
"Asia Road Racing Championship 2026" ปรับกติกาใหม่
การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ Two Wheels Motor Racing ประเทศมาเลเซีย เตรียมพร้อมจัดการแข่งขัน "Asia Road Racing Championship 2026" ศึกสองล้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ฤดูกาล 2026 ภายใต้แนวคิด "One Asia One Champion" เฟ้นหาที่สุดนักบิดเอเชีย พร้อมปรับกติกาใหม่เน้นการต่อสู้ที่เท่าเทียม การแข่งขันที่สูสี และคาดเดายากมากขึ้น มีการชิงจังหวะ สู้กันแบบล้อต่อล้อ สู่พแลทฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในภูมิภาค
การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบรายการสุดยิ่งใหญ่แห่งทวีป "Asia Road Racing Championship (ARRC) ฤดูกาล 2026" จัดต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นปีที่ 12 โดยไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ 2 สนาม ได้แก่ สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2569 และสนามสุดท้ายของฤดูกาล (Season Finale) พร้อมพิธีฉลองแชมพ์ประจำปีในวันที่ 4-6 ธันวาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท จ. บุรีรัมย์
ประกาศความพร้อม และการผลักดันไทยสู่การเป็น Motorsport Hub ของเอเชีย เปิดตัวทัพนักบิดไทยที่เตรียมลงล่าแชมพ์ในฤดูกาลนี้ นำโดย "ชิพ" นครินทร์ อธิรัรัฐภูวภัทร์ ในรุ่นใหญ่ ASB1000, "ดี" อนุภาพ ชามูล รวมถึงสองดาวรุ่ง "มิกซ์" ธนัช ละอองปลิว และ "ไฮเปค" กฤษฎา ธนโชติ ในรุ่น SS600 ขณะที่ "ไอเดีย" กฤตภัทร เขื่อนคำ และ “เฟอร์” ปัญจรจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร ลงแข่งขันเต็มฤดูกาลในรุ่น AP250 และมี "กัส" ธีรไนย ทับทิม ที่ได้สิทธิ์ Wildcard ลงแข่งในรุ่น AP250 ในสนามประเทศ
โปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ทอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลก และระดับทวีป โดยความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของประเทศในทุกด้าน กกท. มองว่า Asia Road Racing Championship เป็น "พแลทฟอร์มสำคัญ" ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Motorsport Hub ของเอเชียอย่างแท้จริง ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนานักแข่งพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาทั้งระบบ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอีเวนท์กีฬาระดับสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
Ron Hogg ประธาน Two Wheels Motor Racing เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันกล่าวว่า ฤดูกาล 2026 ได้มีการเปลี่ยนกติกาใหม่ ภายใต้แนวคิด "Level Playing Field“ (ความเท่าเทียมในการแข่งขัน) หลังจาก ARRC เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนทีมแข่งจากนานาชาติ และความเข้มข้นของนักบิด จึงปรับสมดุลกติกา เพื่อควบคุมให้สมรรถนะของรถมีความใกล้เคียงกัน และลดช่องว่างระหว่างทีมในแง่ของงบประมาณ เพื่อให้ผลการแข่งขันถูกตัดสินด่วยฝีมือของนักแข่ง แทกติคในสนาม และการทำงานของทีม มากกว่าความได้เปรียบด้านเทคนิค แฟนมอเตอร์สปอร์ทจะได้เห็นการแข่งขันที่สูสี และคาดเดายากมากขึ้น มีการชิงจังหวะ สู้กันแบบล้อต่อล้อ ชนิดหายใจรดต้นคอ และแลกกันในทุกโค้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมโรงงาน และทีมอิสระ สามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมในระดับสูงสุด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ศักยภาพของนักบิดในฐานะดาวรุ่งระดับโลก และผลักดันให้ ARRC เติบโตเป็นพแลทฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
โรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวถึงความพิเศษในปีนี้ว่า สำหรับกิจกรรมในปีนี้ ได้ยกระดับกิจกรรมความพิเศษมากขึ้น เพื่อแฟนมอเตอร์สปอร์ทโดยเฉพาะ ในแคมเปญ "Chang International Circuit Friend Plus" ด้วยการสะสมคะแนนจากการเข้าชมการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท ครอบคลุมหลายรายการตลอดปี เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษ และลุ้นรางวัลสุดเอกซ์คลูซีพในศึก MotoGP 2027 โดยรางวัลสูงสุดประกอบด้วยบัดร VIP Lounge โค้ง 12 โค้งตัดสินแชมพ์
บัตร Paddock Pass และ PIT Lane Walk รวมถึงประสบการณ์ Meet & Greet กับนักแข่งระดับโลกแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษที่เงินหาซื้อไม่ได้ ทั้งนี้ แฟนความเร็วสามารถเริ่มสะสมคะแนนได้ ตั้งแต่การแข่งขันสนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคมนี้ พร้อมสนุกกับกิจกรรมพิเศษตลอดทั้งสุดสัปดาห์การแข่งขัน
โชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท กล่าวถึง ความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ชมที่ทำลายสถิติ ยังสร้างไวรัลรถตุ๊กตุ๊กไปทั่วโลก สะท้อนชัดว่ามอเตอร์สปอร์ทไทยกำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งระบบ โดยมีจุดแข็งเรื่อง "กิจกรรมเสริม" ที่ได้รับคำชื่นชมจากสื่อต่างชาติ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้มอเตอร์สปอร์ทเป็นมากกว่าการแข่งขัน พร้อมชี้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ARRC ถึง 2 สนาม ภายใต้คอนเซพท์ "One Asia One Champion" จะยกระดับการแข่งขันให้เป็นเวทีที่รวม "ที่สุดของนักแข่งเอเชีย" ไว้ในพแลทฟอร์มเดียว แข่งขันกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อค้นหา "แชมพ์ที่ดีที่ที่สุดของทั้งทวีป" การที่มีนักแข่งไทยลงแข่งขันจำนวนมาก ไม่ได้เป็นเพียงการลงแข่งเพื่อเก็บประสบการณ์อีกต่อไป แต่นักแข่งไทย "เข้ามากำหนดทิศทางของการแข่งขัน" และเป็นตัวแปรสำคัญในการลุ้นแชมพ์ สะท้อนศักยภาพของไทยที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญบนเวทีระดับนานาชาติ
การแข่งขัน Asia Road Racing Championship ดวลความเร็วทั้งสิ้น 4 รุ่นได้แก่ Asia Superbike 1,000 ซีซี, Supersport 600 ซีซี, Asia Production 250 ซีซี และ Underbone 150 ซีซี โดยแข่งขันทั้งสิ้น 6 สนาม ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 10-12 เมษายน ที่สนามเซปังฯ ประเทศมาเลเชีย, สนามที่ 2 ที่สนามช้างฯ ประเทศไทย วันที่ 8-10 พฤษภาคม, สนามที่ 3 โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น, สนามที่ 4 รอการประกาศ, สนามที่ 5 เซปังฯ ประเทศมาเลเซีย วันที่ 11-13 กันยายน จบด้วยสนามปิดฤดูกาล ฉลองแชมพ์ที่ประเทศไทย วันที่ 4-6 ธันวาคม 2569
แฟนความเร็ว ซื้อบัตรเข้าชมได้แล้ววันนี้ ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-11 ทุกสาขา ติดตามรายละเอียดส่วนลดจากผู้สนับสนุนอื่นๆ ได้ในเพจ Chang Circuit Buriram หรือรับชมผ่านระบบออนไลน์ ไลฟ์สตรีมิงของเพจ Chang Circuit Buriram, เพจ Asia Road Racing Championship รวมถึงเพจ และยูทูบ PPTV Sports ชมการถ่ายทอดสดทั้งในประเทศ และเอเชีย โดยประเทศไทย รับชมผ่านช่อง PPTV HD 36, ต่างประเทศรับชมผ่านช่อง SPOTV, ช่อง Astro Arena และช่อง Star














































