ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
สัปดาห์นี้ เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมัน โดยรัฐเร่งหามาตรการช่วยกันประหยัดน้ำมัน แต่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก็ยังคงมีข่าวให้ติดตามอย่างต่อเนื่องHighlight
เตรียมใช้มาตรการ เปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน
ความชัดเจนเรื่องมาตรการเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เผยว่า เรื่องนี้กำลังดำเนินการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
กำหนดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน 4 ทุ่ม-ตี 5
สำหรับ มาตรการปิด-เปิดปั๊มน้ำมัน ตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หลังจากที่ประชาชนได้เดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์ และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันปกติ เพราะช่วงสงกรานต์รัฐบาลอยากให้ประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านด้วยความสะดวกมากที่สุด
ทั้งนี้ มีรายงานว่ามาตรการเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันตามเวลานั้น ไม่ใช่การปิดจำหน่ายทั้งหมด แต่จะกำหนดให้ขายน้ำมันเพียงบางประเภทในบางช่วงเวลา โดยคาดว่าในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. จะอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล และน้ำมัน E20 เท่านั้น ส่วนน้ำมันประเภทอื่นจะถูกห้ามจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าว
7 มาตรการ เยียวยา "ราคาน้ำมันแพง"
......................................................................................................
Wuling เปิดตัว Porta EV
บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Wuling อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัว Wuling Porta EV รถตู้บรรทุกไฟฟ้าอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อปฏิวัติพฤติกรรมการขนส่งสินค้าในประเทศไทย
Tyson Tang ผู้จัดการสำนักงานประเทศไทย บริษัท SAIC-GM-Wuling Automobile จำกัด (SGMW) กล่าวว่า ประเทศไทย คือ ยุทธศาสตร์สำคัญสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง SGMW พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สำหรับแบรนด์ Wuling ในไทย ที่จะมีอีกหลายรุ่นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 นี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายของผู้บริโภค และธุรกิจในไทย และที่สำคัญที่สุด คือ การสนับสนุน Wuling Thailand ในการเร่งเพิ่มมาตรฐานให้โชว์รูม และศูนย์บริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริการหลังการขาย และความพร้อมด้านอะไหล่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยตามปรัชญา "Wanjia" หรือ Wuling เพื่อผู้บริโภคทุกคน
พิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า การเปิดตัว Wuling Porta EV คือ การส่งมอบ "โซลูชันการลดต้นทุน" ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ธุรกิจไทย ที่เข้ามาตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจขนส่ง และลอจิสติคส์อย่างตรงจุด ด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน 4 ประการหลัก ดังนี้
1. พื้นที่บรรทุกอัจฉริยะ (Super Capacity)
- พื้นที่ภายในกว้างขวางถึง 6.5 ลูกบาศก์เมตร ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซกเมนท์เดียวกัน
- ประตูสไลด์ 2 ฝั่ง พร้อมขอบประตูล่างที่ออกแบบให้ก้าวขึ้นลง และโหลดสินค้าได้สะดวก
- ประตูท้ายเปิดได้กว้างถึง 270 องศา ออกแบบมาเพื่อให้รถฟอร์คลิฟท์ยกพาเลทสินค้าเข้า-ออกได้โดยตรง เพิ่มความรวดเร็วในการโหลดสินค้า
2. นวัตกรรมแบทเตอรี (Wuling Magic Battery)
- แบทเตอรีรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยี Magic ซึ่งมีความแข็งแรงกว่าแบทเตอรีทั่วไปถึง 60 % แต่มีขนาดบางลง
- ชาร์จไวทันใจ : รองรับการชาร์จจาก 30-80 % ภายในเวลาเพียง 30 นาที
- ระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะ ช่วยรักษาอุณหภูมิแบทเตอรีให้เหมาะสมแม้ในสภาพอากาศร้อนจัดของไทย ช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น
3. ต้นทุนต่ำจนเหลือเชื่อ (Extreme Efficiency)
- ค่าใช้จ่ายในการขับขี่เฉลี่ยเพียง 0.56 บาท/กม.
- เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน 11 รายการ และระบบนำพลังงานเบรคกลับมาใช้ใหม่ (Energy Recovery) 30 %
- ลดค่าบำรุงรักษาได้ถึง 90 % เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาป
4. สมรรถนะที่ไว้วางใจได้สำหรับการบรรทุกหนัก (Reliable Strength)
- ตัวถังทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) ถึง 83 % รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดได้ถึง 1,249 กก.
- มอเตอร์ไฟฟ้า 75 กิโลวัตต์ ให้แรงบิดสูงสุด 180 นิวทันเมตร สามารถขึ้นทางลาดชัน 30 % ได้อย่างไร้กังวลแม้บรรทุกเต็มพิกัด
พร้อมจำหน่ายราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท ถือเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์ไฟฟ้ารุ่นเดียวที่มีราคาจำหน่ายเดียวกับรถพิคอัพหัวเดี่ยวพลังงานดีเซล
วิกฤตน้ำมันเป็นปัญหาระยะยาวจริงหรือ ?
รถไฟฟ้าจะมาแก้ไขได้จริงหรือไม่ ?
......................................................................................................
EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว
สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงทเรนด์ และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม
สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบ และครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30@30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30 % ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50 % ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น
2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
3. ผลักดันการจัดทำแอพพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก
4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว
5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สตอคอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น
สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า วิกฤติราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาด และยั่งยืนมากขึ้น
ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
...........................................................................................................................
Nissan เปิดสายการผลิต Kicks e-Power ใหม่
Nissan ประเทศไทย ประกาศเดินเครื่องเปิดสายการผลิตรถยนต์คอมแพคท์เอสยูวีรุ่นล่าสุด Nissan Kicks e-Power ที่โรงงานผลิตในประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกที่สำคัญของ Nissan ในภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
โชเฮย์ ยามาซากิ ประธานคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาค ญี่ปุ่น/อาเซียน และ AFL (Chairperson of the Management Committee for Japan/Asean &AFL) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า Nissan ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 73 ปี และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญกับการเริ่มสายการผลิต Nissan Kicks e-Power ใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในการผลิตยานยนต์ของคนไทย พร้อมส่งมอบรถยนต์คุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่นสู่ผู้ขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ
Nissan Kicks e-Power ใหม่ เป็นคอมแพท์เอสยูวีรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตามกลยุทธ์การนำเสนอยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี e-Power เอกสิทธิ์ของ Nissan โดย Nissan Kicks e-Power ใหม่ มาพร้อมรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว ติดตั้งเครื่องยนต์ e-Power พร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ProPilot ที่พร้อมประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจ และสนุกสนานทุกเส้นทาง
ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก โชเฮย์ ยามาซากิ ประธานคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาคญี่ปุ่น/อาเซียน และ AFL บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด และ โทชิฮิโระ ฟูจิคิ Corporate Executive, Global Aftersales บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และอดีตประธาน Nissan อาเซียน และ Nissan ประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรสำคัญจากกลุ่มสยามกลการ ได้แก่ ดร.พรเทพ พรประภา ประธานกรรมการ กลุ่มสยาม มอเตอร์ และประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจาก Nissan ประเทศไทย และกลุ่มสยามกลการ เข้าร่วมงานในครั้งนี้
...........................................................................................................................
สงกรานต์ 2569 มอเตอร์เวย์ วิ่งฟรี ตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน 2569
- มอเตอร์เวย์ M7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด
- มอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนกาญจนาภิเษก ช่วงบางปะอิน-บางพลี และช่วงพระประแดง-ต่างระดับบางขุนเทียน
- มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี
- มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย
มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-นครราชสีมา วิ่งฟรี ตั้งแต่วันที่ 10-19 เมษายน 2569
ช่วงบางปะอิน-ปากช่อง จะให้ใช้เป็นขาออกกรุงเทพฯ (มุ่งหน้าอีสาน) ระหว่างวันที่ 10-13 เมษายน 2569 และเป็นขาเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-19 เมษายน 2569 (ส่วนช่วงปากช่อง-นครราชสีมา ใช้ได้ทั้ง 2 ฝั่ง)
สงกรานต์ 2569 ทางด่วน วิ่งฟรี ตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน 2569
- ทางพิเศษบูรพาวิถี (สายบางนา-ชลบุรี)
- ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)
สงกรานต์ 2569 ทางด่วน วิ่งฟรี ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2569
- ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1)
- ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)
- ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด)
...........................................................................................................................
มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ และ Honda ร่วมเปิดตัวเฟสใหม่ของแคมเปญ “ขับดีได้ดี”
มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation: TMF) และบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda) เปิดแคมเปญในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 ให้สอดคล้องกับเทศกาลสงกรานต์*1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้เฟสใหม่ของโครงการ “ขับดีได้ดี (Kub-Dee-Dai-Dee)” ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมการจราจรที่ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และใช้ถนนอย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ
ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ TMF และ Honda จะใช้ Line Official Account เป็นพแลทฟอร์มหลักในการสื่อสาร และสร้างการมีส่วนร่วม ถ่ายทอดข้อมูลด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมนำเสนอการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ (Interactive) ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง และสร้างการตระหนักรู้ในระยะยาว
แม้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ซึ่งพบได้มากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะอนุกรรมการต่างประเทศในเวที The Tateshina Meeting*2 Overseas Subcommittee*3, ทาง TMF และ Honda ได้ผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 องค์กร เพื่อร่วมกันยกระดับความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน โดยตั้งอยู่บนแนวคิดว่าผู้ใช้รถยนต์ และรถจักรยานยนต์สามารถเป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยปกป้องชีวิตซึ่งกันและกันได้
“ขับดีได้ดี (Kub-Dee-Dai-Dee)” เป็นแคมเปญด้านความปลอดภัยทางถนนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อของคนไทยว่า “ทำดีได้ดี” โดยมุ่งการสื่อสารเชิงบวกว่าการปฏิบัติตามกฎจราจรเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลดีต่อตนเอง ในช่วงเฟสนำร่องของโครงการ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 แคมเปญสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลักผ่านโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ ป้ายโฆษณาและเวบไซท์ของโครงการ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง และจากผลการสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน
สำหรับการต่อยอดจากผลลัพธ์ดังกล่าว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ โครงการจะมุ่งสื่อสารประเด็นที่สอดคล้องกับบริบทของเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเน้นการป้องกันการขับขี่ขณะมึนเมา เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ พร้อมกับ Line Official Account ที่จะถูกใช้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่เนื้อหาด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้เนื้อหาด้านความปลอดภัยที่จะมีการอัพเดทในทุกวัน พร้อมทั้งมีการสะสมคะแนนไปพร้อมกัน ด้วยการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางถนน และกระตุ้นให้ผู้คนหันมาทบทวนพฤติกรรมการใช้ถนนในชีวิตประจำวัน
Campaign Website: https://kubdeedaidee.com/
ระยะต่อไป TMF ยังมีแผนที่จะเชื่อมโยงโครงการนี้กับผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการ Trust (Thailand Road Users Safety through Technology) ซึ่งเป็นโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนที่กำลังดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาไปสู่การดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลอ้างอิง
*1 สงกรานต์ :
เทศกาลปีใหม่ตามประเพณีของประเทศไทย จัดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะเทศกาลสาดน้ำ
*2 การประชุม Tateshina:
การประชุม Tateshina จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 โดยเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และส่งเสริมความร่วมมือเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นศูนย์ การประชุมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลฤดูร้อน ณ วัดโชโคจิ บนภูเขาทาเทชินะ ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะมารวมตัวกันเพื่ออธิษฐานขอความปลอดภัยทางถนน ในการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ยังได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน และการบรรลุเป้าหมายการลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นศูนย์
เวบไซท์ : https://toyotatimes.jp/en/newscast/033.html
*3 คณะอนุกรรมการต่างประเทศ:
จัดตั้งขึ้นเพื่อขยายองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนภายในประเทศไปสู่ต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน/ประชากร 100,000 คนอยู่ในระดับสูง กลุ่มดังกล่าวดำเนินงานด้านมาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และกิจกรรมด้านการศึกษา
เวบไซท์ : https://toyotamobilityfoundation.org/en/press-room/pressrelease04282025/






















