เรื่องน่ารู้
ขับรถขณะฟ้าคะนอง มีโอกาส "ฟ้าผ่า" รถได้หรือไม่ ?

หลายคนเข้าใจว่า ฟ้าคงไม่อาจผ่าใส่รถยนต์ได้ เพราะที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีข่าวฟ้าผ่าใส่รถสักที ความจริง คือ "ผ่าได้ครับ" แม้โอกาสที่ฟ้าจะผ่าใส่รถยนต์แบบตรงๆ นั้นจะน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากก้อนเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ เมฆฝนที่ว่านี้ประกอบด้วย ฐานเมฆ (สูงจากพื้นประมาณ 2 กม.) และยอดเมฆ (สูงจากพื้นประมาณ 20 กม.) ภายในมีการไหลเวียนกระแสอากาศอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ทำให้หยดน้ำ และก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น ประจุบวกมักอยู่บริเวณยอดเมฆ ส่วนประจุลบจะอยู่บริเวณฐานเมฆ ซึ่งประจุลบที่ฐานเมฆนี่เอง ถ้ามีความต่างศักย์สูงพอจะเหนี่ยวนำให้พื้นผิวโลกมีประจุบวกตามไปด้วย เมื่อประจุต่างกันจะทำให้เกิดการชอทขึ้นเป็นฟ้าผ่า เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งของต่างๆ ที่อยู่บนพื้นดิน หรือผืนน้ำ ซึ่งรถของเราก็อยู่ในความเสี่ยงนี้ด้วย
มีงานวิจัยของสถาบันระดับสูงแห่งหนึ่งยืนยันว่า สถานการณ์แบบนี้ แม้จะเป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นเยี่ยมอย่างทองคำ หรือตัวนำไฟฟ้าชั้นแย่อย่างต้นไม้ ก็ไม่ส่งผลให้ฟ้าผ่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับ "ระยะทาง" มากกว่า พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้าบริเวณนั้นมีความต่างศักย์สูงพอใกล้กับสิ่งใดก็จะผ่าสิ่งนั้น รถของเราจึงมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ถ้าอยู่กลางแจ้งที่มีฝนฟ้าคะนอง (ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง อย่างรุนแรง) โดยในระยะใกล้เคียงไม่มีรถคันอื่นมาช่วยรับความเสี่ยง แม้ตัวถังรถของเราจะถูกสร้างจากโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีโครงปิดล้อมคล้าย "กรงฟาราเดย์" (Faraday Cage) ที่สามารถป้องกันสนามไฟฟ้าได้ แต่สายฟ้าที่ฟาดลงมานั้นมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นแสนโวลท์ และรถของเราก็ไม่ใช่ กรงฟาราเดย์ ที่สมบูรณ์แบบตามทฤษฎี ถ้าอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องปฏิบัติตัวเป็นพิเศษ เพื่อเผชิญกับมันอย่างปลอดภัยครับ
หากเราตกอยู่ในสถานการ์สุ่มเสี่ยงที่จะโดนฟ้าผ่ามาที่รถ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หยุดขับรถ แล้วหาที่จอดอย่างปลอดภัย ดับเครื่องยนต์ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่าง ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ให้เปิดไว้อย่างเดียว คือ ไฟฉุกเฉิน (ถ้าเห็นสมควร) และห้ามเอามือ หรืออวัยวะส่วนใดไปสัมผัสกับโลหะ หรือแม้แต่ที่ไม่ใช่โลหะที่ต่อเชื่อมกับตัวถังรถ พวงมาลัยก็ห้ามจับครับ ให้กุมมือหนึ่งมือใดด้วยมืออีกข้างไว้ตลอด แง้มกระจกไว้ได้ครับไม่มีปัญหา แล้วนั่งรออย่างสงบจนกว่าสถานการณ์ฟ้าแลบฟ้าร้องจะเบาบางลง
แต่ถึงแม้รถของเราจะมีความเสี่ยงที่จะโดนฟ้าผ่าได้เพียงใด หากเราใช้รถอยู่ในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีตึกสูงใหญ่มากมาย ความเสี่ยงก็ลดลงไปมากๆ ข่าวที่เกิดขึ้น อาจต้องหาสาเหตุที่แท้จริงกันต่อไป แต่หากเป็นเรื่องจริง คงเป็นหนึ่งในล้านที่จะเกิดขึ้นได้ครับ
