ธุรกิจ

Ford เผย 5 เคล็ด (ไม่) ลับของการขับออฟโรด


การขับรถบนเส้นทางออฟโรดสุดโหดต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการเดินทาง นักขับบางคนจึงอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองพร้อมสำหรับการขับรถออกนอกเส้นทางอันสะดวกสบาย และทางเรียบที่คุ้นเคย แม้จะมีรถที่ขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ในครอบครองแล้วก็ตาม

กุญแจสำคัญในการปลดลอคประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดพร้อมตะลุยในสภาพแวดล้อม​สมบุกสมบันอย่างปลอดภัย คือ การเตรียมตัว ความเข้าใจในยานพาหนะ และศักยภาพของยานพาหนะอย่างถ่องแท้ โดยรถกระบะอย่างเช่น Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานบนเส้นทางออฟโรดเป็นสำคัญ ด้วยความสูงจากพื้นถนน มุมเงย มุมจาก ที่ออกแบบมาให้เอื้ออำนวยต่อการตะลุยผ่านสิ่งกีดขวาง รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันทรงพลัง พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกด้าน

ด้วยคุณสมบัติข้างต้นประกอบกับสมรรถนะที่จะช่วยให้คุณบรรทุก ลากจูง หรือขับรถออกผจญภัยบนเส้นทางสุดโหด จึงทำให้ Ford Ranger กลายเป็นเพื่อนคู่ใจของคอออฟโรดให้บุกตะลุยไปทุกที่ได้อย่างสนุกสนาน และมั่นใจ

นิดา ชัชวรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์รถกระบะ Ford ประเทศไทย กล่าวว่า การขับรถบนเส้นทางออฟโรดเป็นการเปิดประสบการณ์ให้เราได้ค้นพบสิ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อมีรถกระบะอย่าง Ford Ranger ที่พร้อมตะลุยไปกับเราได้ในทุกเส้นทางแล้ว เราก็พร้อมเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และมั่นใจมากขึ้น

สำหรับผู้ที่เพิ่งเป็นเจ้าของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ การทำความเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้อัตราทดความเร็วสูง หรือต่ำ หรือการทำความรู้จักระบบลอคเฟืองท้ายว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไรนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย Ford จึงขอแบ่งปันเคล็ด (ไม่) ลับง่ายๆ 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณดึงศักยภาพของ Ford Ranger ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในการขับขี่แบบออฟโรด

  1. ทำความเข้าใจการใช้อัตราทดความเร็วสูง และต่ำ (High and Low Range)

Ford Ranger มีระบบส่งกำลัง ชุด ด้วยกัน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้ออัตราทดความเร็วสูง (2H) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4H) หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ  (4L) ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง 

เมื่ออยู่ในระบบ 2รถจะขับเคลื่อนด้วยล้อหลังเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโหมดการขับเคลื่อนปกติบนพื้นผิวเรียบ แต่เมื่อขับบนเส้นทางลูกรัง หรือบนพื้นผิวถนนที่ลื่น เช่นหลังฝนตก การเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อจะช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ Ford Ranger ยังมาพร้อมระบบ Shift on The Fly ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากแบบ 2 ล้อ (2H) เป็น 4ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ขับขี่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ท้าทายมากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ระบบเกียร์แบบ 4จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้รถค่อยๆ ขับเคลื่อนผ่านพื้นผิวขรุขระได้ดีกว่าด้วยอัตราทดเกียร์ต่ำที่ช่วยเพิ่มกำลัง และแรงบิดมากขึ้น

  1. เลือกโอกาสในการใช้อัตราทดความเร็วต่ำ

การเลือกใช้อัตราทดความเร็วต่ำเป็นกุญแจสำคัญของการขับบนพื้นที่ลาดชัน ทรายลึก หิน หรือโคลนลึก เนื่องจากการใช้อัตราทดความเร็วต่ำหมายถึงการใช้งานที่เกียร์ต่ำ จึงเหมาะกับการขับบนทางขรุขระที่ใช้ความเร็วน้อยกว่าการขับบนพื้นผิวเรียบ หรือที่ความเร็วต่ำกว่า 40 กม./ชม.

ในการเลือกระบบ 4ให้จอดรถนิ่งสนิทแล้วขึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ ก่อน จากนั้นจึงหมุนปุ่มเพื่อเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของกระปุกเกียร์ (สัญลักษณ์ 2H, 4และ 4L) เมื่อมีไฟสัญญาณ 4ขึ้นที่หน้าปัดควบคุมหลังพวงมาลัยแล้ว จึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ แล้วออกรถอย่างช้าๆ

  1. ใช้ระบบลอคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock เมื่อไร

เฟืองท้ายช่วยให้ล้อรถแต่ละล้อหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกันได้เมื่อเข้าโค้ง โดยล้อฝั่งด้านนอกโค้งจะใช้วงเลี้ยวกว้างกว่าล้อที่อยู่ด้านในโค้ง

แต่เมื่อขับบนทางออฟโรด เฟืองท้ายทั่วไปอาจเป็นปัญหาในการขับขึ้นเนินหรือข้ามสิ่งกีดขวาง เนื่องจากเมื่อล้อยกลอยจากพื้นแล้ว เฟืองท้ายจะให้ความสำคัญกับล้อที่ลอยอยู่ ทำให้ล้อนั้นหมุนไปเรื่อยๆ อย่างไร้ประโยชน์ ส่วนล้อที่อยู่บนพื้นก็ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้

ระบบลอคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock ของ Ford Ranger คือ ตัวช่วยลอคล้อหลังทั้ง 2 ด้านให้ได้รับแรงขับเคลื่อนเท่ากัน ดังนั้น เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งลอยอยู่ ล้ออีกข้างจะยังช่วยขับเคลื่อนให้รถเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบลอคเฟืองท้ายอาจไม่เหมาะในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อต้องใช้วงเลี้ยวแคบๆ หรือเมื่อทั้ง 4 ล้อสามารถรับน้ำหนักได้เท่ากัน รวมถึงการขับด้วยความเร็วสูงขึ้น และเมื่อขับบนทางลาดเอียง

  1. ใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control: HDC) เมื่อไร

เมื่อต้องขับลงเนินลาดชัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขาของ Ford Ranger (ปุ่มที่มีสัญลักษณ์รถขับลงเนิน) โดยผู้ขับขี่ต้องจอดรถ และเปลี่ยนเกียร์ไปที่ ก่อนเปิดใช้งาน

จากนั้นจึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ แล้วค่อยๆ ยกเท้าขึ้นจากแป้นเบรค ปล่อยให้รถคลานลงเนินช้าๆ แล้วเน้นใช้พวงมาลัยควบคุมทิศทางของรถ หากต้องการปรับความเร็ว ให้ใช้ปุ่ม Cruise Control (+/-) เพื่อเพิ่ม หรือลดความเร็ว โดยระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันจะเหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก ที่ความเร็ว 5-32 กม./ชม.

  1. การลดแรงดันลมยาง

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความสามารถในการขับบนเส้นทางออฟโรด และเพิ่มความนุ่มสบายภายในห้องโดยสาร คือ การลดแรงดันลมยาง โดยปริมาณลมยางที่จะปล่อยออกมานั้นขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ขับ เราจึงแนะนำให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบค่าแรงดันลมที่เหมาะสมกับเส้นทาง โดยข้อดีของการลดแรงดันลมยาง คือ

  • พื้นผิวของล้อจะสัมผัสพื้นดินมากขึ้น ช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงมากขึ้น เหมาะกับการขับบนพื้นทราย หรือพื้นโคลน
  • พื้นผิวยางดูดซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันล้อ และส่วนต่างๆ ของล้อเมื่อขับบนพื้นที่ที่เป็นหินขรุขระ
  • ช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล และสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อขับบนเส้นทางออฟโรด ยางที่อ่อนลงเล็กน้อยจะยึดเกาะพื้นผิวขรุขระเล็กๆ ได้ดีกว่า และลดแรงกระแทกภายในห้องโดยสารได้

หากคุณมีแผนจะปล่อยลมยางเพื่อขับบนเส้นทางออฟโรด อย่าลืมนำเครื่องเติมลมยางติดไปด้วยเพื่อเติมลมยางก่อนกลับมาขับบนถนนทางเรียบ การขับรถบนทางเรียบด้วยลมยางต่ำจะทำให้ควบคุมรถได้ยากทำให้ไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังลดอายุการใช้งานของยางและส่งผลต่ออัตราการประหยัดน้ำมันอีกด้วย



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zJjpD
วันที่เผยแพร่ : วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2564 เวลา 13:00 นาฬิกา

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน