ธุรกิจ

ยานยนต์ไฟฟ้า 100 % จุดเปลี่ยนยานยนต์ไทย


ประเทศไทยเตรียมเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้า 100 % ภายในปี 2035 หรือในอีก 14 ปีข้างหน้า เร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ถึง 5 ปี โดยมีมาตรการสนับสนุนทั้งระยะยาว และระยะสั้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการปรับเทคโนโลยี เพื่อรองรับจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่จะช่วยในการสร้างงาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ

งานสัมมนายานยนต์ไฟฟ้า 100 % จุดเปลี่ยนสำคัญอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่รวบรวมบุคลากรที่อยู่ในแวดวงยานยนต์ไฟฟ้า มาแลกเปลี่ยนแนวคิดผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วน เพื่อโอกาสการก้าวสู่เป้าหมายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต

MicrosoftTeams-image (13)

พะเยาว์ คำมุข รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลได้มีการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการทดแทนการนำเข้าตั้งแต่ปี 2514 โดยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และการผลิตยานยนต์ในประทเศ เพื่อการส่งออก ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์การผลิตที่สำคัญเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นแหล่งห่วงโซ่อุปทาน และซัพพลายเชน สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญในอาเซียน ประเทศไทยส่งออกยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ไปกว่า 160 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของ GDP เป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกษตรและอาหาร ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนและมลพิษจากการเผาไหม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ยานยนต์ระบบสันดาป ในการเดินทางและขนส่ง ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา มีมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า โดยล่าสุด อังกฤษมีนโยบายที่จริงจังในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า โดยประกาศให้รถยนต์ใหม่ในปี 2030 เป็นยานยนต์ไฟฟ้า และภายในปี 2050 จะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100 % คือ จะไม่มีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในท้องถนนเลย เทียบกับอดีตที่รถม้าถูกแทนด้วยเครื่องยนต์ ซึ่งในอีก 30-40 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น เครื่องยนต์สันดาปอาจเป็นของหายากในอนาคต

เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้ การวางนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ยังช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน การปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ และปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างไรก็ตาม การที่จะลงทุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีทิศทาง และมาตรการขับเคลื่อนที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ นายกรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ดอีวี) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยได้ปรับเป้าหมายการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ให้เร็วขึ้นจากแผนเดิม 5 ปี โดยตั้งเป้าในปี 2578 ให้ประเทศไทยผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100 % ของปริมาณการผลิตรถยนต์ทุกชนิด (เดิมตั้งเป้าหมายภายในปี 2583) หลังจากคาดการณ์ว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 จะเท่ากับราคารถยนต์แบบสันดาป และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 50 % ในปี 2573 โดยในปี 2568 บอร์ดอีวีตั้งเป้าหมายการใช้รถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทจำนวน 1.05 ล้านคัน

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากเป็นเลขานุการร่วมแล้ว ยังมีบทบาทในคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นอนุกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการยานยนต์แห่งชาติ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อขยายฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก ให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญด้วย โดยได้ผลักดันการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย การตั้งเป้าหมาย ZEV จากการประชุมคณะกรรมการอีวีแห่งชาติที่ผ่านมาโดยวางเป้าหมายการผลิตการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ปี 2025 ระยะกลาง 2030 และระยะยาว 2035 เห็นได้ว่า 2025 มีการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมาก โดยกำหนดรถยนต์ และรถพิคอัพที่จะผลิต จำนวน 225,000 คัน ซึ่งคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าให้ความสำคัญที่จะเร่งความพร้อมให้เกิดขึ้น และให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการ และนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทย และผู้ประกอบการได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มองเป้าหมายระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตสอดคล้องกับทิศทางยานยนต์โลกที่มุ่งไปสู่การใช้ ZEV 100 % ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมในจุดนี้ ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่ล้าหลัง เราจะสูญเสียมูลค่าการส่งออก โดยปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน มูลค่า 2 ล้านล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ไทย 19 แห่ง โรงงานผลิตชิ้นส่วน 22,000 แห่ง และมีคนทำงานประมาณ 8 แสนคน ตรงจุดนี้ต้องรักษาฐานการผลิต เพื่อไม่ให้สูญเสียการส่งออกไปต่างประเทศ บวกกับการเยียวยาเตรียมการสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไปต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายความพร้อม ระบบท่อไอเสีย ระบบเครื่องยนต์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผนที่จะปรับเปลี่ยนให้มีการพัฒนาในทุกมิติ โดยรัฐบาล และทุกกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ตามที่ได้ตั้งเป้าหมาย และมองถึงอนาคต 2035 โดยขณะนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีมาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ และได้กำหนดมาตรการต่างๆ เตรียมพร้อมที่จะเสนอ ครม. ต่อไป

 

MicrosoftTeams-image (18)

กฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ปี 2020 เติบโต 100 % โดยมียอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 5,685 คัน ส่วนในไตรมาสแรกของปีนี้มีกว่า 1,253 คัน สมาคมคาดว่าปี 2921 ยานยนต์ไฟฟ้ามีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น ทิศทางการเติบโตคล้ายกับทิศทางการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าโลก โดยปีที่แล้วการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 43 % ในตลาดโลก สวนทางกับการเติบโตลดลงของยอดจำหน่ายรถยนต์ ปรับตัวลง 14 % ในยุโรป สถิติการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า 137 % ในขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมลดลง 20 % ทั้งนี้การเติบโตของยานนยนต์ไฟฟ้าในยุโรปเกิดขึ้นจากภาครัฐกำหนดเป้าหมายค่าการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในสหภาพยุโรปมีมติเห็นชอบในการลดค่าการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 95 กรัม/กม. ภายในปี 2020 ซึ่งค่าดังกล่าวถือเป็นค่าเฉลี่ยให้ผู้ผลิตรถยนต์นำไปปฏิบัติ ส่งผลให้มีการพัฒนา และส่งเสริมผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่ายานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงานแบทเตอรี คือ อุตสาหกรรมหลักของโลกในอนาคต และยานยนต์ไฟฟ้า คือ หนึ่งในการลดปัญหาของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน มาช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกว้างขวางขึ้น และเป็นที่น่ายินดีที่ประเทศไทยได้เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น พร้อมคณะทำงานที่จะทำงานในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่รถยนต์ รถพิคอัพ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ รถบัส รถบรรทุก เรือโดยสาร รวมถึงระบบรถไฟราง เพื่อกำหนดทิศทางของยานยนต์ไฟฟ้า และเพื่อปูทางเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนสำคัญของโลกสำหรับประเทศไทย และต่อไปในอนาคต โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ จะนำมาซึ่งโลกที่ดีขึ้น สะอาดขึ้น น่าอยู่มากขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน รวมถึงเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

หากมองที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นฐานการผลิตในประเทศไทยที่ค่อนข้างสูง โดยผลิตสูงสุด 2 ล้านกว่าคัน ปี 2018 และมีตกลง ปี 2020 ผลิตกว่า 1.4 ล้านคัน แต่ก็ยังมากกว่าเพื่อนบ้านในเซาธ์อีสต์เอเชีย แต่หากมองที่ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สี่ล้อ รถจักรยานยนต์ รถบัส รถสามล้อ ประเทศไทยมียอดสะสม 5,600 คัน หลักๆ จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อ 2,200 คัน จักรยานยนต์ไฟฟ้า 2,300 คัน โดยพื้นฐานมีมากกว่าเพื่อนบ้าน ที่สำคัญ จากนี้ต่อไป 14 ปีข้างหน้า ที่จะเป็น ZEV 100 % จะต้องเติบโตอย่างไร แผนที่ทางคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กำหนดทิศทางการเติบโตของรถยนต์ ZEV เห็นได้ว่า ปี 2022 แผนเร่งด่วน เป้าการใช้ 4 % ประมาณ 30,000 คัน ยอดสะสม 52,000 คัน ระยะสั้น 2023 – 2025 ตั้งเป้าไว้ที่ 30 % ของ ZEV คือ ประมาณ 25,000 คัน และพอมา ปี 2030 ตั้งเป้าที่ 50 % มีรถที่เป็นสะสม 2 ล้านคัน แต่มีเป้าการผลิตเพื่อการส่งออกรถยนต์ ICE ปี 2022 เป้าการผลิตประมาณ 2 % หรือประมาณ 30,000 คัน ปี 2025 ประมาณ 10 % และปี 2030 ประมาณ 30 % ซึ่งเป็นส่วนของแผนการผลิตที่จะส่งออกในทุกมิติของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า เป็นเป้าหมายหลักที่วางแผนไว้ที่จะเสนอให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีให้ทุกมิติ ครอบคลุมรถทุกประเภท ไปถึงเรือ และรถไฟ ที่ประเทศไทยมีแผนที่แน่นอนว่าจะไปผลักดันในส่วนใดบ้าง

นอกจากนี้ ในส่วนของสถานีชาร์จก็ได้เตรียมความพร้อมไว้เช่นกัน โดยล่าสุด เดือน พค. ปีนี้ มีสถานีชาร์จ 2,177 หัวจ่าย แบ่งเป็น ชาร์จทั่วไป ไม่เกิน 50 กิโลวัตต์ 1,400 หัวจ่าย และจะเป็นแบบ 50 กิโลวัตต์ขึ้นไป ประมาณ 771 หัวจ่าย ทั่วประเทศ ใน 661 สถานี ส่วนเป้าหมายสถานีที่จะต้องเตรียมรองรับสำหรับการขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ปี 2030 ตั้งเป้าไว้ที่ 12,000 หัวจ่าย เป็นในส่วนของรถยนต์นั่ง แต่ถ้าเป็นในส่วนของรถจักรยานยนต์ จะมีอยู่ประมาณ 1,400 หัวจ่าย

 

 

MicrosoftTeams-image (15)

รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กล่าวว่า ยานยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยหากดูในทั่วโลก การจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ 2019 จะเห็นว่าแต่ละประเทศเริ่มมีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่ค่อยมากนัก จะมีแค่ประเทศนอร์เวย์ ที่มียอดจดทะเบียนนำโด่งเกิน 55 % ประเทศอื่นต่ำมาก แต่พอมาปี 2020 เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศนอร์เวย์ ขึ้นไปเกือบ 70 % ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน ในกลุ่มยุโรปเป็นหลัก แต่ในประเทศอื่นๆ ก็ยังไม่ค่อยมากเท่าไร เช่น จีน ก็เพิ่มขึ้นไม่มาก แค่ 6 % สหรัฐอเมริกาก็เพิ่มไม่มาก แต่ด้วยนโยบายใหม่ของประธานาธิบดี ปีนี้น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการทำนายไว้ว่า ปี 2020 ที่ผ่านมา ทุกประเทศจะมียานยนต์ไฟฟ้า มากกว่า 10 ล้านคัน และอีก 5 ปีก็จะมากกว่า 50 ล้านคัน และในปี 2030 มากกว่า 140 ล้านคัน เป็นตัวเลขที่ทางการในประเทศต่างๆ ประกาศออกมาในเชิงนโยบาย รวมถึงยังมีการทำนายอื่นๆ อีกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การทำนายไม่มีใครรู้คำตอบ และก็คงไม่ใช่ตัวเลขนี้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแนวโน้มที่จะต้องเกิดขึ้น

สำหรับประเทศไทย วิสัยทัศน์ของบอร์ดอีวีเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า เพราะจะเป็นตัวช่วยการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยแกสเรือนกระจกด้วย ที่สำคัญไทยเป็นฐานการผลิตของยานยนต์ โดยนโยบายใหม่เป็นการสร้างฐานการผลิตของเรา สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติเสนอเป้าหมายไกลมาก ที่จะมีการจดทะเบียน ZEV 100 % ปี 2035 หมายความว่า รถไฟฟ้า 100 % เท่านั้น หรือเป็นฟิวล์เซลล์ ก็ได้ แต่ยังไม่มีเข้ามา ฟังดูไกล สิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการผลิตภายในประเทศ ไม่ใช่ใช้อย่างเดียว อย่างน้อยเป็นสัดส่วน 30 % สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญ ภาคอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัว

หลังจากที่มีการประกาศนโยบาย ได้มีการทำสำรวจ ผลออกมาว่า มากกว่า 89 % มองว่าในปี 2035 ช้าเกินไป มันต้องเร็วกว่านี้ เพราะประชาชนมีความต้องการที่จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก แต่ต้องมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV ต้องถูกกว่า ICE และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน อีกเรื่อง คือ ประชาชนเสนอให้มีการเปลี่ยนเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะก่อน ส่วนประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยบอกว่าอาจจะกระทบอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งจุดนี้ในมุมอุตสาหกรรมเป็นเรื่องใหญ่  แต่สิ่งสำคัญ คือ จำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่น และทำจริง ไม่ได้แค่เสนอนโยบายที่จริงจัง อุตสาหกรรมเดิมก็ไม่ได้ทิ้ง แต่อุตสาหกรรมใหม่ต้องเกิด

 

 

 

 

 

 

MicrosoftTeams-image (17)

ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบเก็บพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์จาก ICE เป็น ZEV สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ เรื่องของ แบทเตอรี ซึ่งการผลิตแบทเตอรีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในไทยไม่มีเลย แต่ประเทศไทยไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลย แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนไป เพราะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ถูกคิดค้นขึ้นมา ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนสำคัญหลายประเทศให้ความสำคัญ เมื่อเกิดการสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก็จะต้องเกิดสิ่งที่ต้องทำให้ได้

อุตสาหกรรมแบทเตอรีไม่ได้มีเจ้าของเทคโนโลยีที่ชัดเจน แต่การตื่นตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมแบทเตอรี จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้ และเมื่อจำเป็น ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยก็จะสามารถที่จะผันตัวเองสู่การเป็นผู้ผลิตแบทเตอรีได้

 

MicrosoftTeams-image (14)

วรากร กติกาวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท ไทยยานยนต์ไฟฟ้า จำกัด และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย มีสมาชิกที่อยู่ใน Tier 2nd 3rd กว่า 400 บริษัท เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งโลหะ อะโลหะ และแพคเกจิง เราทำงานร่วมกับภาครัฐ และบีโอไอ

สำหรับผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไม่อายใคร เพราะว่าอันดับต้นๆ อย่างจีน เยอรมนี เป็นยักษ์ใหญ่ มีไทยเป็นผู้ประกอบรถยนต์ร่วมทุน ไทยวางตัวเป็นซัพพอร์ทที่ดีในการผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเชนมีผู้ประกอบการมากกว่า 7 แสนราย เป็นธุรกิจเส้นเลือดใหญ่ของไทย เปลี่ยนผ่านจาก ICE ไปสู่ ZEV ไม่ง่ายในเร็ววันมาแล้ว แต่มองว่า ICE ไปได้อีก เปลี่ยนเป็น ZEV ทั้งหมดเร็วเกินไป

เพราะรถที่ใช้เครื่องยนต์ มีชิ้นส่วน 30,000 กว่าชิ้น แต่ปรับมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ใช้ชิ้นส่วนแค่ 3,000 ชิ้น เพราะฉะนั้นต้องมีผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายแห่งที่ต้องพัฒนาตัวเอง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วน ลูกปืนท่อไอเสีย หม้อน้ำ เกียร์ หายไปทันที แต่ว่าไม่ได้ทำแล้วจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในสมาคมฯ ค่อนข้างมีจุดแข็งในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการบริหารการลดต้นทุนในการผลิต ซัพพลายเชนไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะเราทำงานร่วมกับหลายองค์กร โดยสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีได้ตามศักยภาพ มั่นใจว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถที่จะปรับตัวในการซัพพลายเชนชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าได้เมื่อถึงเวลานั้น

 

MicrosoftTeams-image (22)

อนันตเดช อินทรวิศิษฏ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า E-Mobility Manger บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา BMW ถือว่าเป็นรถยนต์เจ้าแรกในเมืองไทยที่แนะนำยานยนต์ไฟฟ้า  และได้มีการลงทุนประกอบแบทเตอรีในเมืองไทย และยังได้มีการขยายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ในส่วนของโชว์รูม และศูนย์บริการ รวมถึงร่วมกับพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้า โรงแรม ซึ่งมองว่า ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทิศทางแห่งอนาคต จากนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศทิศทางให้ประเทศไทยเป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100 % ในปี 2035 BMW ก็มีแผนงานของเราเช่นกัน โดยในปี 2023 จะมีรถยนต์ที่เป็นไฟฟ้าถึง 25 รุ่น

MicrosoftTeams-image (21)

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว สำหรับ MG ปัจจุบันมียานยนต์ไฟฟ้าจำหน่าย 2 รุ่น และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปัจจุบันสามารถขยายสถานีชาร์จสำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 108 แห่ง ในโชว์รูมและศูนย์บริการ และมีแผนที่จะขยายเพิ่มเป็น 500 แห่งในอนาคต

MicrosoftTeams-image (19)

ครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน Great Wall Motor ประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า Great Wall Motor เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เตรียมแผนสำหรับการผลิตในประเทศ และส่งออก ซึ่งมีเทคโนโลยีที่พร้อมในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาสำหรับรถ XEV อย่างเต็มที่ โดย Great Wall Motor มีเทคโนโลยีการผลิตแบทเตอรียานยนต์ไฟฟ้า โดยการเข้ามาในประเทศไทยครั้งนี้ มีความพร้อมอย่างมาก และยืนยันที่จะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

IMG_8775

กฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องของการจดทะเบียน ของรถบรรทุก 4 ล้อ เนื่องจากแบทเตอรีมีน้ำหนักมาก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักมากกว่ากำหนด จึงไม่สามารถจดทะเบียนได้ อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยกับหน่วยงานของภาครัฐ

 

สรุป คือ เป้าหมายของการให้รถยนต์ในเมืองไทย 100 % เป็นรถพลังงานไฟฟ้านั้น ทุกภาคส่วนต้องมีความร่วมมือกัน และยังต้องเตรียมแผนพัฒนาในเรื่องสำคัญหลายด้าน แต่หากร่วมแรงร่วมใจแล้ว การดำเนินนโยบายเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในหลากหลายประเทศก็ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ทำได้ และประเทศไทยก็พร้อมแล้วที่จะถึงจุดเปลี่ยนหากร่วมกันในครั้งนี้ แต่เรื่องการผลิตต้องดูที่วอลุมว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เนื่องจากหากวอลุมไม่ถึง 5,000-10,000 คัน ถ้าวอลุมไม่ได้ ก็ผลิตไม่ได้ และการผลิต ซีเคดี ก็ยังมีข้อกำหนดอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเป็นขั้นตอน และรอบคอบอย่างมาก สิ่งสำคัญ คือ ความชัดเจน การสร้างความเชื่อมั่น และทิศทางที่แน่นอน รวมถึงการซัพพอร์ทในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของราคา



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/12Zxn
วันที่เผยแพร่ : วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:43 นาฬิกา

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน