สารคดี/บทความ/รายงาน/กิจกรรม

(สารคดี) ลัดเลาะริมโขง จาก เลย-อุบลราชธานี


“แม่น้ำโขง” ถือเป็นแม่น้ำแห่งวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนภาคอีสาน ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่เป็นเพียงระยะทางสั้นๆ เราขอเริ่มต้นแม่น้ำโขงที่จุดแรกของภาคอีสานใน จังหวัดเลย จนถึงปลายทางที่ อุบลราชธานี ระยะทาง 750 กม. “Autoinfo Online” ได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ผ่านจังหวัดต่างๆ ตลอดสายน้ำมาฝาก

 

สกายวอล์ค ภูคกงิ้ว แลนมาร์คใหม่ของจังหวัดเลย

64.2-1024x682

จากตัวเมืองเลย ใช้ทางหลวงหมายเลข 201 มุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงคาน ระยะทาง 65 กม. เพื่อไปสัมผัส สกายวอล์ค ภูคกงิ้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ สกายวอล์ค เชียงคาน แลนมาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดเลย ตั้งอยู่ ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน บริเวณที่ตั้งของพระใหญ่ภูคกงิ้ว ซึ่งเป็นจุดแรกของภาคอีสาน ที่แม่นํ้าโขงไหลเข้าประเทศไทย โดยมีแม่นํ้าเหือง ไหลมาบรรจบเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับประเทศไทย ทำให้มองเห็นเป็นแม่น้ำ 2 สี ที่สวยงามแปลกตา

64.3

บนสกายวอล์ค ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไป เนื่องจากมีที่จอดจำกัด ต้องจอดไว้บริเวณทางขึ้น แล้วใช้บริการรถสองแถวของชาวบ้านขึ้นไปเท่านั้น ค่าโดยสารไป/กลับ เพียงคนละ 20 บาท เมื่อถึงด้านบนแล้ว ควรไปสักการะ พระใหญ่ภูคกงิ้ว พระพุทธรูปปางลีลาประทานพร สูง 19 ม. เสียก่อน และซื้อรองเท้าผ้า (30 บาท) ไว้สวมทับรองเท้าของเรา เพื่อกันเปื้อน เนื่องจากพื้นทางเดินเกือบทั้งหมดเป็นกระจกใสยาวกว่า 100 ม. ก่อนเดินเข้าไปชมความสวยงามริมแม่น้ำโขง

64.4

ใครที่กลัวความสูงแนะนำให้ทำใจเสียก่อน เพราะพื้นกระจกบนความสูงกว่า 80 ม. หรือเทียบเท่าตึก 30 ชั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากต้องมองผ่านเท้าลงไปเบี้องล่าง ยิ่งหากไปยืนมุมที่ยื่นออกไปด้วยแล้ว จะรู้สึกเสียวเป็นพิเศษ เพราะเป็นกระจกใสบานใหญ่ และมักจะมีลมกระโชกเป็นระยะๆ นับเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทั้งสวย และทั้งเสียว

64.12

“เชียงคาน” เป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง ที่ยังคงวัฒนธรรม ขนบประเพณี และวิถีชีวิตเรียบง่าย เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าๆ ที่พัก ร้านค้า และร้านอาหารมากมาย นักท่องเที่ยวนิยมใช้ถนนเส้นนี้ปั่นจักรยาน ชมบรรยากาศ ถ่ายรูป แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีตึกแถวให้เห็นบ้าง แต่ความสงบเรียบง่ายของผู้คนในเมืองนี้ ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดให้เมืองเชียงคานแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ

64.7

อีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้ คือ “ถนนคนเดินเชียงคาน” ที่แม้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เสน่ห์ก็ไม่เคยจางหาย ตลอดแนวถนนชายโขงตั้งแต่ซอย 5 ถึง 20 เวลา 16.00-22.00 น. ของทุกๆ วัน จะมีพ่อค้า แม่ค้ามาตั้งร้านค้าทั้งของกิน ของใช้ และของที่ระลึก แบบไม่เหมือนใคร โดยมักตั้งชื่อร้านโดยมีคำว่า “เลย” และคำว่า “คาน” แทรกไปในชื่ออยู่เสมอ

64.10

ความโดดเด่นของถนนคนเดินที่นี่ นอกจากบรรยากาศถนนริมเรือนไม้ ติดแม่น้ำโขงแล้ว ยังรู้สึกถึงมิตรไมตรี จากบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ที่ ยิ้มแย้ม จึงไม่แปลกใจว่า แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหน ถนนคนเดินที่นี่ ก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่เสื่อมคลาย

64.17

“แก่งคุดคู้” อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 3 กม. เป็นสถานที่่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาก มีทิวทัศน์สวยงาม สามารถชมพระอาทิตย์ตกจากฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้

64.18

สิ่งที่น่าแปลกของที่นี่ก็คือ บริเวณกลางแม่น้ำโขงตรงจุดนี้ จะมีแก่งหินขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ตั้งขวางกลางลำน้ำโขงอยู่ กินเนื้อที่ยาวเกือบจรดทั้ง 2 ฝั่ง น้ำไหลผ่านได้เพียงช่องเดียว บริเวณช่องแคบใกล้ฝั่งประเทศไทย ทำให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากมาก หากมาในช่วงต้นปี ระหว่างกุมภาพันธ์-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากน้ำจะลดลงจนเกือบแห้ง ทำให้สามารถมองเห็นเกาะแก่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

 

สังคม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ. หนองคาย 

OPEN1-1024x682

“สังคม” เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดหนองคาย อยู่ติดแม่น้ำโขงทางทิศตะวันตกของจังหวัด สมัยก่อน อำเภอสังคมเป็นเพียงแค่ทางผ่านจากเชียงคานไปหนองคายเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

DSC_9454

“วัดผาตากเสื้อ” ตั้งอยู่บนภูเขาใน อำเภอสังคม มีทิวทัศน์โดยรอบสวยงาม ธรรมชาติสมบูรณ์ สูงจากระดับน้ำทะเล 550 เมตร สามารถมองเห็นแม่น้ำโขง และประเทศสปป. ลาว จากมุมสูงได้อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงยามเย็นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

DSC_9514

ไฮไลท์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาไม่ขาดสาย คือ “สกายวอล์ค” ที่สร้างด้วยกระจกใสแห่งแรกของเมืองไทย ยื่นออกไปบริเวณหน้าผาลักษณะรูปเกือกม้ายาว 6 เมตร รับน้ำหนักได้จำกัดไม่เกิน 20 คน และมีราวกั้นตลอดแนวทั้ง 2 ด้าน

DSC_9589

ในหน้าหนาว จะเห็นทะเลหมอกเต็มพื้นที่ ช่วงน้ำหลากจะเห็นแม่น้ำโขงสายใหญ่แบ่งกั้นประเทศเรากับเพื่อนบ้าน และถ้าน้ำลด จะเห็นสันทรายเป็นริ้วคล้ายเกล็ดพญานาค จนได้รับเลือกเป็นเส้นทางในฝัน Dream Destination 2 จาก ททท. เรียกว่า “เกล็ดพญานาคริมโขง”

DSC_9811

“ภูห้วยอีสัน” เป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand แห่งใหม่ของจังหวัดหนองคาย เป็นจุดชมทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม สามารถมองเห็นเกาะแก่งต่างๆ ริมน้ำโขง รวมถึงวิวสวยๆ ของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน

การเดินทางไปชมทะเลหมอกภูห้วยอีสัน ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนำรถส่วนตัวขึ้นไป ต้องใช้บริการรถอีแต๊กของชาวบ้านเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และต้องผ่านสวนยางของชาวบ้าน โดยสามารถติดต่อได้ที่ร้านอาหารครัวไม้น้ำ

DSC_9785

หากมาช่วงฤดูหนาว หรือหลังฝนตกใหม่ๆ ตอนเช้าจะเห็นคลื่นทะเลหมอกไหลเอื่อยๆ กระทบผ่านตัวเราไป รวมถึงภูเขาทั้ง 2 ฝั่ง ของไทยและลาว ท่ามกลางธรรมชาติสวยสดงดงาม จุดเด่นของภูห้วยอีสันอยู่ที่นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านมากนัก ทำให้สามารถตักตวงความสุขได้อย่างเต็มที่

 

แก่งฮาฮง จังหวัดบึงกาฬ จุดลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

OPEN3-1024x684

“แก่งอาฮง” เป็นแก่งในแม่น้ำโขงด้านหน้าวัดอาฮงศิลาวาส เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธคุวานันท์ศาสดา ที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดบึงกาฬ เชื่อกันว่า จุดนี้เป็นจุดที่ลึกสุดของแม่น้ำโขง หรือที่เรียกกันว่า “สะดือแม่น้ำโขง” เคยได้มีการวัดความลึกของระดับน้ำบริเวณนี้ได้ถึง 98 วา หรือเกือบ 200 ม.

DSC_5541

ด้านฝั่งตรงข้ามวัด เป็นดินแดนของประเทศ สปป. ลาว มีโขดหินใหญ่ และถ้ำใต้โขดหิน เป็นที่อยู่ของปลาบึกยักษ์ และในช่วงวันออกพรรษา บริเวณสะดือแม่น้ำโขง จะเป็นสถานที่ชมบั้งไฟพญานาค มีผู้คนให้ความสนใจอย่างล้นหลาม

DSC_9828

ตามตำนานเล่าขานจากอดีต ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงจะเสียชีวิตปีละหลายคน เนื่องจากไปทำสิ่งไม่ดี หรือลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มักจะพบศพผู้เสียชีวิตไหลกองมารวมอยู่บริเวณนี้เป็นประจำ และยังมีเรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริงอีกมากมาย ที่ยังต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป

DSC_9667

บึงกาฬ มีแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนประติมากรรมทางธรรมชาติ สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงได้ นั่นคือ “ภูสิงห์” ซึ่งอยู่ภายในการดูแลของกรมป่าไม้ มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง มีหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก อาทิ หินสามวาฬ, ลานธรรมภูสิงห์, จุดชมวิวถ้ำฤาษี, กำแพงหินภูสิงห์, ส้างร้อยบ่อ, หินรถไฟ, ขัวหิน (สะพานหิน), หินปลิง, หินหัวช้าง และหินฉลาม

DCIM100MEDIADJI_0155.JPG

“หินสามวาฬ” คือ จุดหมายหลักของผม เพราะเป็น 1 ใน 10 จุดชมวิวของ ภูสิงห์ ที่มีความโดดเด่นที่สุด เนื่องจากมีโขดหินทรายแดงขนาดใหญ่ 3 ลูก ตั้งตระหง่าน และยื่นออกมา มีลักษณะคล้ายกับตัวปลาวาฬ 3 ตัว อยู่เรียงกัน แต่การเดินเข้าไปนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรใส่รองเท้าหุ้มส้น เพราะเป็นหน้าผาสูงชัน และจะลื่นมากถ้ามีฝน

 

“นครพนม” นครที่แสนอิ่มอุ่น

DSC_7442-1024x682

“นครพนม” ดินแดนอีสานเหนือติดแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากจะมีทัศนียภาพริมโขงที่สวยที่สุดในไทยแล้ว ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า รวมถึงผู้คนที่เป็นมิตรในบรรยากาศสงบของเมืองเก่า จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองที่มีความสุขที่สุดในประเทศไทย”

DSC_7399

ใครที่มาถึงเมืองนครพนม ไม่ว่าจะมาจากทิศไหนก็ต้องมาหยุดที่ “พญาศรีสัตต นาคราช” ทุกครั้งไป เพราะประดิษฐานอยู่สุดถนนหลักติดริมแม่น้ำโขง ที่โดดเด่นด้วยองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

DSC_7685

พญาศรีสัตตนาคราช มี 7 เศียร ลำตัวเดียว ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 ม. สูง 15 ม. ถือได้ว่าเป็นตระกูลพญานาค ที่สืบเชื้อสายมาจากครั้งพุทธกาล มีความใกล้ชิดพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าใครที่มาขอพรองค์พญาศรีสัตตนาคราช จะสัมฤทธิ์ผลดังหวัง ช่วงที่เราไปมีเสียงแว่วมาว่า มีคนถูกสลากกินแบ่ง รัฐบาลรางวัลที่ 1 งวดที่ผ่านมาด้วย ดังนั้นจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ

DSC_7529

“หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์” เป็นแลนด์มาร์คที่เก่าแก่ของจังหวัด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่สำคัญๆ มากมาย ตั้งอยู่บนถนนชยางกูร เลียบแม่น้ำโขง ตัวอาคารทาสีชมพูอ่อนดูสะดุดตา สูงประมาณ 50 ม. สร้างโดยชาวเวียดนาม ที่ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม เมื่อปี 2503 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความมีไมตรีจิตของคนไทย ก่อนจะกลับประเทศเวียดนาม ตามท่านโฮจิมินห์ หลังจากชนะฝรั่งเศสในสงครามเดียนเบียนฟู

DSC_7524

“พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่า” หลังนี้ เป็นเกียรติประวัติของจังหวัดนครพนม เนื่องจากเคยเป็นที่ประทับค้างแรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม เพื่อทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2518

DSC_8059

พิพิธภัณฑ์หลังนี้มีความสวยงามด้วยศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างมาจากประเทศฝรั่งเศส สมัยสงครามอินโดจีน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดนครพนม

DSC_7932

“วัดนักบุญอันนา หนองแสง” ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง ถัดจากพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าหลังเก่าไปไม่ไกล เป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่และสวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัด ก่อสร้างเมื่อปี 2496 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ ถือเป็นสัญลักษณ์ของคนหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่รวมกันทั้ง ไทย ญวน จีน และลาว มีความสวยงามแปลกตา โดยตัวโบสถ์มีลักษณะเป็นหอคอยคู่ ยอดแหลมสูง มองเห็นได้ในระยะไกล

แต่เดิมด้านข้างอาคารเป็นโบสถ์ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา แต่ในช่วงเกิดกรณีพิพาท อินโดจีนได้ถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดทำลาย ทำให้ตัวโบสถ์เสียหายอย่างหนัก จึงได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน

DSC_8042

“สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3″ เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยที่จังหวัดนครพนม กับแขวงคำม่วน ประเทศ สปป. ลาว เป็นสะพานมิตรภาพที่มีความสวยงามที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ ที่เรียงรายสลับซับซ้อน คล้ายช้างหลายเชือกรวมกัน

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปถ่ายรูปหรือชมความสวยงามของสะพาน สามารถแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ได้ ส่วนใครที่ไม่อยากวุ่นวาย ด้านล่างของสะพานก็มีจุดชมวิวที่มองเห็นสะพานได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเย็น สามารถเดินรับลมเย็นๆ จากฝั่งลาวได้

DSC_9017-684x1024

“พระธาตุพนม” เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของปีวอก และผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ที่มีความโดดเด่น และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนม จากหลักฐานทางโบราณคดี คาดว่าพระธาตุพนม ถูกสร้างขึ้นประมาณปี 1200-1400 ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ลักษณะของสถาปัตยกรรมคล้ายกับปราสาทขอม

DSC_8993

พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้น ยังเป็นที่เคารพของชาวไทยภาคอื่น รวมถึงชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่าถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง ถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแค่ได้มากราบพระธาตุพนมสักครั้ง ก็ถือเป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว

 

“มุกดาหาร” ประตูสู่อินโดจีน

20190213_152226

จากพระธาตุพนม เลยไปอีกไม่ไกลก็เข้าเขต จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเปรียบเสมือน “ประตูสู่อินโดจีน” สถานที่แรกที่เราแวะ คือ “แก่งกะเบา” เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ที่ขวางกั้นลำแม่น้ำโขงไว้ ยามสายน้ำโขงไหลมากระทบจะเกิดรูปร่างต่างๆ ที่สวยงาม หากมาในฤดูแล้ง น้ำจะลดจนเห็นเกาะแก่งกลางน้ำ เกิดเป็นทะเลน้อยๆ กลางลำแม่น้ำโขง

ปัจจุบันมีการสร้างพญานาคสีขาวสวยงาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวสายบุญได้สักการะ โดยจะมีวิธีสักการะเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน รอบๆ แก่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร และอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ หมูหัน สูตรเด็ด

20190213_154222

“วัดสองคอน” เป็นคริสต์ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติบุญราศี มรณสักขีทั้ง 7 ท่าน ที่ได้พลีชีพเพื่อยืนยันความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อครั้งเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ติดแม่น้ำโขง ตัวอาคารมีความสวยงามแปลกตา จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2539 ตัวอาคารเป็นคอนกรีทเสริมเหล็กโถง 4 เหลี่ยมชั้นเดียว ผนังของวัดเป็นกระจกใส งดงาม และมีมนต์ขลัง

20181111_064120

“สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2″ จังหวัดมุกดาหาร เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และคนในจังหวัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากมี ภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างดี แถมยังมีเส้นทางปั่นจักรยาน ที่นั่งชมวิว และร้านอาหารอีกด้วย

ในช่วงเช้า และช่วงเย็น จะมีผู้คนมาออกกำลังกาย และรับประทานอาหารกันมากมาย โดยตอนกลางคืน ทางจังหวัดได้เปิดไฟบนสะพาน ทำให้เมื่อมองจากจุดนี้ จะเห็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่สวยงามเป็นพิเศษ

20181111_061408

ถ้าใครมาถึง จังหวัดมุกดาหาร แล้วมองไปทางขวาของลำน้ำโขง จะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาวตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนยอดเขา ภายใน “วัดพระธาตุภูมโนรมย์”

20190213_172240

การขึ้นไปบนนั้น ต้องนั่งรถ 2 แถว ด้านบนนอกจากจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้ว ยังมี “องค์พญาศรีมุกดามหามุนี นีลปาลนาคราช” หรือรูปปั้นพญานาคสีเขียวอมฟ้าขนาดใหญ่ นอนขดตัวไปมา และชูลำคอสูงสง่าสะท้อนแสงสวยงามให้สักการะด้วย

20181111_072101

และสิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาด คือ จุดวิวยามเย็นที่สามารถมองเห็นตัวเมืองมุกดาหารได้ทั้งเมือง รวมถึงแขวงสะหวันนะเขต ประเทศ สปป. ลาว ด้วย เป็นการจบทริพที่สวยงาม

 

“อุบลราชธานี” ปลายทางแม่น้ำโขง ที่งดงาม

OPEN-Copy-1024x683

“ผาชะนะได” ตั้งอยู่ในบริเวณป่าดงนาทาม ของเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 450 เมตร เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นแห่งแรกของประเทศไทย เนื่องจากอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของแผ่นดินสยาม และเป็นตำแหน่งที่กรมอุตุนิยมวิทยาใช้เป็นจุดคำนวณการมองเห็นลำแสงเริ่มแรกของดวงอาทิตย์ในเขตประเทศไทย ณ เส้นแวงที่ 105 องศา 37 ลิปดา 17 ฟิลิปดา ตามคำขวัญที่คุ้นหูอย่าง “รับตะวันก่อนใครในสยาม” ที่ผาชะนะได

DSC_0514-Copy-1024x683

เมื่อยืนอยู่บนหน้าผา จะเห็นภูเขาทะมึนสลับซับซ้อนทางฝั่ง สปป. ลาว (มีลำน้ำโขงเป็นเขตแดน) เป็นฉากอยู่ตรงกลางตัดกับท้องฟ้าที่อยู่ด้านบน และลำน้ำโขงที่อยู่ด้านล่างด้วยวิวแบบพาโนรามา หากวันไหนอากาศมีความชื้นสูง ประมาณช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นทะเลหมอกปกคลุมเหนือลำน้ำโขง นับเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทย

DSC_0429-Copy-1024x683

บรรยากาศยามค่ำคืนก็ใช่ย่อย ถ้าวันไหนท้องฟ้าเปิด เราสามารถมองเห็นกลุ่มดาวต่างๆ ได้ชัดเจน พร้อมกับกระแสลมเย็นเอื่อยๆ เวลากลางคืน สร้างบรรยากาศโรแมนทิคได้อย่างเหลือเชื่อ

DSC_0552-Copy-1024x683

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี บริเวณรอบๆ ป่าดงนาทาม จะมีดอกไม้ป่านานาชนิดเริ่มบานอวดโฉมความงามตามลานหิน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ตลอดทางขึ้นไปยังผาชะนะได

DSC_0570-Copy-1024x683

ทางอุทยาน ฯ ยังจัดเส้นทางชมทุ่งดอกไม้ป่า ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชม และถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด ดอกไม้ที่ขึ้นตามลานหิน เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร รวมถึงทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร และสรัสจันทร เป็นต้น

DSC_0610-Copy-1024x683

นอกจากนี้ ในช่วงที่น้ำมาก (เดือนกันยายน-ธันวาคม) จะมีน้ำตกไหลเอื่อยๆ ให้เห็นเกือบตลอดทาง รวมถึงทะเลหมอกในช่วงเช้าที่ริมโขง ส่วนในช่วงฤดูแล้ง (เดือนมกราคม-มีนาคม) ท่านจะได้เห็นป่าไม้เปลี่ยนสี จากดอกไม้หน้าแล้ง อาทิ ต้นรัง ตะแบกเลือด พุดผา ช้างน้าว เป็นต้น

DSC_0684-Copy-1024x683

“น้ำตกแสงจันทร์” หรือน้ำตกลงรู หนึ่งใน Unseen Thailand ทางธรรมชาติที่พบได้แห่งเดียวในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี (ไม่ไกลจากผาชะนะได)

ชื่อของน้ำตกเรียกตามลักษณะของสายน้ำที่ตกผ่านรูหิน ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกแสงจันทร์นั้น เรียกตามสายธารน้ำตก ที่โปรยละอองผ่านช่องหินลงมาเป็นสีขาวนวลคล้ายแสงจันทร์ โดยเฉพาะในคืนวันเพ็ญ ที่แสงจันทร์จะสาดส่องมาตรงรูหินพอดี พร้อมกับละอองของธารน้ำตกที่โปรยปราย มองดูเป็นประกายสีนวลงดงามยิ่งนัก

DSC_0393-Copy-1024x683

“แม่น้ำสองสี” นับเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด ที่เรียกว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม” เกิดจากการเปรียบเปรยสีของแม่น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกัน ระหว่างแม่น้ำมูล ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่น้ำหลาก จะเห็นแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน เกิดเป็นสองสีอย่างชัดเจน

จุดที่สามารถชมแม่น้ำสองสีได้ คือ บริเวณที่ราบริมตลิ่งหน้าวัดโขงเจียม และที่หมู่บ้านห้วยหมาก โดยถ้าอยากสัมผัสแม่น้ำสองสีอย่างใกล้ชิด แนะนำให้นั่งเรือออกไปชม จะมีเรือของชาวบ้านคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย ในราคาที่เป็นธรรม โดยจุดที่เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำไหลรวมกัน อยู่ตรงบริเวณดอนด่านปากแม่น้ำมูล บ้านเวินบึก ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังสามารถล่องเรือไปตามลำน้ำมูล และลำน้ำโขง เพื่อชมทัศนียภาพสองฝากฝั่ง และวิถีชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำได้อีกด้วย และยังถือเป็นจุดท้ายๆ ของแม่น้ำโขงในประเทศไทย ก่อนที่จะเข้าสู่ สปป. ลาว ต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : แผนกภาพสื่อสากล
คอลัมน์ Online : สารคดี/บทความ/รายงาน/กิจกรรม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ERbsi
วันที่เผยแพร่ : วันพุธ ที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 12:53 นาฬิกา

Follow autoinfo.co.th

เพิ่มเพื่อน