บทความ

ฟอร์ด เรนเจอร์ กระบะ เพื่อพิชิตทุกการใช้งาน และการผจญภัยสมนิยาม “เกิดมาแกร่ง” กับประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซีฟ ณ ดินแดนแอฟริกาใต้


 

ฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี นำคณะสื่อมวลชนจาก ประเทศไทย ซาอุดิอาระเบีย เคนยา และตูนีเซีย ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซีฟกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ณ ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิต ฟอร์ด เรนเจอร์ แห่งสำคัญของ ฟอร์ด

 

รถกระบะของ ฟอร์ด เป็นที่ไว้วางใจสำหรับการลุยงานหนัก และดำเนินธุรกิจทั่วโลกมาแล้วกว่า 100 ปี และเป็นหนึ่งในรถระดับตำนานอันโดดเด่น

2020_Silverton_media_tour (3)

ฟอร์ด ได้พัฒนารถกระบะมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา และประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน จากการรับฟังความคิดเห็นของเจ้าของรถ และนำมาพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อปรับปรุงศักยภาพในการใช้งาน นวัตกรรมเหล่านี้เองที่ทำให้รถกระบะ ฟอร์ด ในปัจจุบันมีความสามารถในการลากจูงที่เหนือกว่า เครื่องยนต์อันล้ำสมัยที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ไปจนถึงเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ที่ช่วยให้ขับขี่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

 

คุณสมบัติทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมกับขุมพลังอัจฉริยะประสิทธิภาพสูง มอบสมรรถนะอันทรงพลัง รวมถึงการตอบสนองที่เหนือกว่า และประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะคุณภาพเยี่ยมที่การันตีโดยรางวัลมากมาย ได้รับการออกแบบ ผ่านการทดสอบ และสร้างขึ้นเพื่อการใช้งานที่เหมาะสำหรับแต่ละภูมิภาค โดยมีฐานการผลิตสำหรับการจำหน่าย และส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้ ไทย อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา

 

ด้วยยอดขายที่สูงเป็นประวัติกาลมานานนับสิบปี ฟอร์ด เรนเจอร์ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถกระบะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอยู่เสมอ ด้วยการผสมผสานความแกร่ง สมรรถนะ เทคโนโลยีอัจฉริยะ การใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ และดีไซจ์นอันโดดเด่น

 

ปี 2561 เป็นอีกปีแห่งความสำเร็จของ เรนเจอร์ ในภูมิภาค ด้วยยอดขายที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ และประเทศไทย โดยในปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ มีส่วนแบ่งตลาดเป็นลำดับที่ 3 ในตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากในประเทศไทย นอกจากนี้ เรนเจอร์ ยังเป็นรถกระบะรุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ และเวียดนามอีกด้วย

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะที่มีศักยภาพมากมายที่สามารถสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งหลายประเทศในกลุ่มนี้กำลังเติบโตอย่างมาก ในหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยน และมีความหลากหลายยิ่งขึ้น และด้วยภูมิประเทศที่แห้งแล้งปกคลุมด้วยทะเลทราย และอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซาอุดิอาระเบียจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จำเป็นต้องมีรถกระบะที่แกร่ง วางใจได้ และออกแบบมาเพื่อเผชิญกับทุกสภาพแวดล้อมและอากาศอันแสนทรหดในแต่ละปี

 

รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ถูกสร้างมาเพื่อความทนทาน ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ไว้วางใจได้ ตลอดอายุการใช้งาน และผ่านการพิสูจน์ในสภาพภูมิประเทศที่ทรหด และสภาพอากาศอันเลวร้ายมาแล้ว ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรป ประเทศไทย แอฟริกาใต้ อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา

 

จึงไม่น่าแปลกใจที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ จะเป็นหนึ่งในรถกระบะที่ขายที่ที่สุดในแอฟริกาใต้ และครองตลาดรถกระบะ 4 ประตู ซึ่งเป็นเซกเมนท์ที่ได้รับความนิยมสูง นอกจากนี้ เรนเจอร์ ยังเป็นรถรุ่นที่ส่งออกสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศแอฟริกาใต้ และครองอันดับ 1 ด้านการส่งออกในกลุ่มรถบรรทุกขนาดเล็ก (LCV) และครองตำแหน่งรถกระบะที่ขายดีที่สุดในยุโรป

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ผลิตจากโรงงาน 4 แห่งทั่วโลก ได้แก่ จังหวัดระยอง ประเทศไทย เมืองซิลเวอร์ตัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองปาเชโก ประเทศอาร์เจนตินา และเมืองเวยน์ มลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

StruandaleEnginePlant_TH MediaTour (26)

เรนเจอร์ในประเทศแอฟริกาใต้

ฟอร์ด มีโรงงานในประเทศแอฟริกาใต้จำนวน 2 แห่ง คือ โรงงานซิลเวอร์ตัน ซึ่งเป็นโรงงานประกอบ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตซิลเวอร์ตัน กรุงพริทอเรีย และโรงงานสตรูเอนเดล โรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับนำไปประกอบภายในประเทศและส่งออก ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองพอร์ต เอลิซาเบท

 

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี ได้ลงทุนในด้านการดำเนินธุรกิจภายในประเทศแอฟริกาใต้ไปแล้วกว่า 1.1 หมื่นล้านแอฟริกันแรนด์ หรือกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีการตั้งฐานการผลิตที่มีกำลังการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่สูงที่สุดของ ฟอร์ด

 

“ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการดำเนินการผลิตของ ฟอร์ด ในแอฟริกาใต้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” นีลล์ ฮิลส์ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี ภาคพื้นตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ทวีปแอฟริกากล่าว “เราได้พัฒนาจากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์หลายรุ่นที่ผลิตในปริมาณไม่สูงมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ มาเป็นผู้ผลิตรถยนต์แบบพแลทฟอร์มเดียวที่ผลิตรถยนต์ในปริมาณสูง ซึ่งผลิตเรนเจอร์เพื่อการส่งออกไปยัง 148 ประเทศทั่วโลก”

 

“เรนเจอร์ กระบะคุณภาพสูงที่มีรางวัลการันตี เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ ซึ่งความต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการพัฒนาและยกระดับโรงงานผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตตลอดหลายปีที่ผ่านมา” ฮิลส์ กล่าวเสริม “จากเดิมที่เรามีกำลังการผลิตรถยนต์ที่ 110,000 คัน เมื่อเริ่มผลิตเรนเจอร์รุ่นใหม่ในปี 2544 ปัจจุบัน เรามีกำลังการผลิตรถยนต์สูงถึง 168,000 คัน/ปี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต”

 

การลงทุนในสายการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เริ่มต้นในปี 2552 ด้วยการพลิกโฉมโรงงานที่ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งประกอบด้วยโรงงานซิลเวอร์ตัน กรุงพริทอเรีย และโรงงานผลิตเครื่องยนต์สตรูเอนเดลในเมืองพอร์ท เอลิซาเบท ให้กลายเป็นโรงงานพแลทฟอร์มเดียวที่มีกำลังการผลิตสูง เพื่อรองรับการผลิตเรนเจอร์รุ่นใหม่ผู้นำตลาดรถกระบะ และเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ

 

ในปี 2559 ฟอร์ด ลงทุนเพื่อขยายการผลิตเรนเจอร์ และเพื่อการประกอบรถอเนกประสงค์เหนือระดับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สำหรับตลาดภายในประเทศแอฟริกาใต้ และเพื่อส่งออกไปยังตลาดประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราด้วย

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นประกอบในประเทศแอฟริกาใต้ มาพร้อมทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น จากเดิมเพียง 2 รุ่น และยังต้องนำเข้าจากประเทศไทย เพิ่มขึ้นเป็นทั้งหมด 8 รุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นของรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งรุ่นนี้ นอกจากนี้ การดำเนินการผลิตภายในประเทศยังช่วยให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 1,200 ตำแหน่งที่ ฟอร์ด ประเทศแอฟริกาใต้ และภายในกลุ่มบริษัทที่เป็นผู้ผลิตจัดหาสินค้าอีกด้วย

 

“เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ ฟอร์ด เป็นบริษัทที่มีการจ้างงานสูงที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 4,100 คนในประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ ฟอร์ด ยังส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานทางอ้อมอีกประมาณ 40,000 ตำแหน่ง ตลอดห่วงโซ่การผลิต” ฮิลส์ กล่าวเสริม

 

ในปี 2560 ได้มีการประกาศอัดฉีดเงินทุนครั้งใหญ่อีกครั้งในการผลิตรถ ฟอร์ด ภายในประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตรถยนต์ได้ถึง 168,000 คัน/ปี

 

“การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการยกระดับโรงงานของเราถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ฟอร์ด มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดในปัจจุบันและอนาคต ที่มาพร้อมกับโอกาสการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย”  ฮิลส์ กล่าวสรุป

StruandaleEnginePlant_TH MediaTour (33)

โรงงานผลิตเครื่องยนต์สตรูเอนเดล

ฟอร์ด เริ่มธุรกิจในเมืองพอร์ต เอลิซาเบท ตั้งแต่ปี 2466 โดยได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์สตรูเอนเดลในปี 2507 ซึ่งปัจจุบันมีสายการผลิตเครื่องยนต์ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ สายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเทอร์โบคู่ 2.0 ลิตรรุ่นใหม่ และสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร

 

สายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์คเริ่มต้นในปี 2554 เพื่อผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ โดยนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และบราซิล และนำมาผลิตที่โรงงานนี้ ก่อนที่จะนำไปประกอบ และส่งต่อไปยังโรงงานที่เมืองซิลเวอร์ตัน เพื่อประกอบเรนเจอร์ หรือเอเวอเรสต์ หรือส่งไปยังเมืองแคนซัสซิที สหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปติดตั้งในรถตู้รุ่นทรานสิท นอกจากนี้ โรงงานสตรูเอนเดลยังส่งออกเครื่องยนต์ที่ประกอบเรียบร้อยแล้วไปยังประเทศรัสเซีย ตุรกี และอิตาลี

 

นอกจากนี้ โรงงานนี้ยังผลิต และส่งชิ้นส่วนเครื่องยนต์ (ฝาสูบ เสื้อสูบ และเพลาข้อเหวี่ยง) ไปยังโรงงาน ฟอร์ด ในประเทศไทย และอาร์เจนตินา โดยในหนึ่งวัน โรงงานนนี้สามารถประกอบเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 2.2 ลิตร ได้ประมาณ 410 เครื่อง และผลิตชุดส่วนประกอบเครื่องยนต์ได้ประมาณ 850 ชิ้น/วัน

 

กำลังการผลิตของสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 2.2 ลิตร เพิ่มขึ้นจากเดิมที่สามารถผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ (ฝาสูบ เสื้อสูบ และเพลาข้อเหวี่ยง) ได้ 220,000 ชุดในปี 2554 เป็น 280,000 ชุด ในปี 2561 และมีกำลังการผลิตเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นจาก 75,000 เครื่อง/ปี เป็น 130,000 เครื่อง/ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

สายการผลิตเครื่องยนต์สายที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในโรงงานซิลเวอร์ตัน และสตรูเอนเดลในปี 2559 ด้วยวงเงิน 3 พันล้านแอฟริกันแรนด์ หรือราว 6 พันล้านบาท โดยการก่อสร้างโรงประกอบใหม่นี้เริ่มต้นในปี 2560 และผลิตเครื่องยนต์เครื่องแรกในเดือนพฤศจิกายน 2561 และนับแต่นั้น พนักงานโรงงานแห่งนี้ได้ประกอบเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทั้งแบบเทอร์โบคู่และเทอร์โบเดี่ยว แล้วเกือบ 52,000 เครื่อง

 

โรงงานสตรูเอนเดลใช้ชิ้นส่วนนำเข้าจากโรงงาน ฟอร์ด เมืองดาเกนแฮม ประเทศอังกฤษ และใช้ระบบอัตโนมัติในสายการผลิตย่อยสำหรับการผลิตฝาสูบ โดยมีพนักงานทักษะสูงประจำการอยู่ที่สายการผลิต และใช้กล้องเทคโนโลยีสูง และระบบตรวจสอบสแกน เพื่อกำจัดข้อผิดพลาดในสายการผลิต

 

จากการทำงาน 2 กะ/วัน และ 5 วัน/สัปดาห์ ทีมงานสามารถประกอบเครื่องยนต์ได้มากถึง 320 เครื่อง/วัน

 

ในส่วนของกำลังการผลิตของสายการประกอบเครื่องยนต์รุ่นใหม่อยู่ที่ 120,000 เครื่อง/ปี ส่งผลให้โรงงาน ณ เมืองพอร์ท เอลิซาเบท มีกำลังการผลิตเครื่องยนต์ทุกรุ่นได้สูงสุดถึง 250,000 เครื่อง/ปี

 

ในส่วนกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนของ ฟอร์ด มีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ มีการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์โดยละเอียดตามมาตรฐานระดับโลกของ ฟอร์ด ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า



------------------------------
เรื่องโดย : ลิขิต น้าประเสริฐ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/J6qjW
วันที่เผยแพร่ : วันพุธ ที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 15:00 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
14 Jan 2020

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
5,939,000
2.
6,139,000
3.
2,290,000
4.
2,387,000
5.
2,649,000
6.
2,299,000
7.
4,999,000
8.
546,000
9.
564,000
10.
4,999,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th