ธุรกิจ

โบช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยผลประกอบการปี 2561


โบช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก ปิดงบการเงินประจำปี 2561 ด้วยยอดขายรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่า 1,340 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 32 พันล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ โบช มุ่งพัฒนาโซลูชันที่สำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรม โดยได้ทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วหลายโครงการ พร้อมกับริเริ่มโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง

มาร์ติน เฮย์ส์ ประธานกลุ่ม โบช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า โบช เริ่มเห็นผลด้านบวกจากการนำนวัตกรรมตามแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้ก่อนหน้านี้ โดยมีโครงการสำคัญต่างๆ ที่ช่วยให้โซลูชันของเราเป็นที่จดจำ และเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น โดยสรุปก็คือ กลยุทธ์ของเราที่เน้นเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อนั้นเริ่มให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บริษัทของเรา โบช มีพนักงานร่วม 10,000 คน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในจำนวนนี้ พนักงาน 1,380 คน ทำงานในส่วนของการวิจัยและพัฒนา

เนื่องจากมีหลายโครงการตามแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 ที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว โบช จึงคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทอีกหลายแห่งดำเนินรอยตามเส้นทางการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรดิจิทอล ทั้งนี้ โบช ได้สั่งสมประสบการณ์การผลิตมาหลายทศวรรษ บริษัทจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงคุณประโยชน์ของอุตสาหกรรม 4.0 ที่ใช้อยู่ในโรงงานผลิตแห่งต่างๆ ที่ตั้งอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค ระบบควบคุมในโรงงานที่ทำงานฉับไวขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มผลผลิตได้จนถึงขีดสุด โดยเพิ่มอัตราการเดินเครื่องได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้มากขึ้นกว่าเดิมร้อยละ 5-10 ลดระยะเวลาที่ระบบขัดข้องได้ถึงร้อยละ 20 ด้วยโซลูชันอุตสาหกรรม 4.0

โบช ยังสนับสนุนกลุ่มลูกค้าโดยให้คำปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์เพื่อนำอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้ เมื่อปีที่ผ่านมาในสิงคโปร์ โบช จับมือกับวิทยาลัยสิงคโปร์โพลีเทคนิค ในการจัดตั้งห้องทดลองขึ้นในวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 และพิมพ์เขียวแผนแม่บทด้านสมาร์ทซิทีของสิงคโปร์ นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน โบช ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานพันธมิตรหลายแห่ง เช่น อาชีวศึกษาทวิภาคี (DVET) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในเวียดนาม เพื่อพัฒนาหลักสูตรอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา (TVET) ในเวียดนาม สำหรับในมาเลเซีย โบช เป็น 1 ใน 5 พันธมิตรด้าน Digital Transformation Lab (DTL) ขององค์การ MDEC (Malaysia Digital Economy Corporation) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทอลของมาเลเซีย เมื่อปีที่ผ่านมา MDEC เพิ่งเปิดตัว DTAP (Digital Transformation Acceleration Program) เพื่อนำความเชี่ยวชาญของแลบ DTL เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทอลใหม่ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งช่วยให้บริษัทต่างๆ ในมาเลเซียมีระบบในการปรับตัวไปสู่ยุคดิจิทอล เพื่อรับประกันอนาคตของธุรกิจ พร้อมรักษาจุดเด่นด้านการแข่งขันทางการค้าด้วย

ความปลอดภัยบนท้องถนนยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นกังวลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ โบช ยังคงเล็งเห็นอุปสงค์ในระบบเบรค และโซลูชันช่วยเหลือคนขับ อาทิ ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบที่ช่วยเตือนให้รถอยู่ในเลนขับขี่ที่ถูกต้อง

อุปสงค์ต่อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยรัฐบาลในประเทศต่างๆ ตระหนักและต้องการลดมลพิษจากการจราจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันอย่างจริงจัง โบช จึงเห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (e-mobility) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนสำหรับการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในภูมิภาค ความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ Pertamina Corporation ในอินโดนีเซีย

เร็วๆ นี้ จะนำไปสู่การสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหลายแห่ง เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และจะทำให้อินโดนีเซียพัฒนาไปใกล้กับเป้าหมายที่หวังให้ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 20 ของยอดขายยานยนต์ในประเทศทั้งหมดภายในปี 2568 ส่วนในเวียดนาม โบช ทำข้อตกลงกับผู้ผลิตรถสกูเตอร์ไฟฟ้าของเวียดนามที่เติบโตเร็วสุด ในการผลิตชิ้นส่วน และดูแลธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ รวมถึงซอฟท์แวร์ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่

โรงงานผลิตในประเทศต่างๆ ของ โบช มีความสำคัญต่อเครือข่ายการผลิตของบริษัททั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุปสงค์ของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้แพร่หลายทั่วโลก ตัวอย่างเช่น โรงงานของบริษัทในปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งโดยปกติจะผลิตแต่เครื่องมือช่าง ก็จะเริ่มผลิตแบทเตอรีสำหรับจักรยานไฟฟ้า (eBike) เพื่อป้อนตลาดโลก เนื่องมาจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

โบช มุ่งมั่นพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้ก้าวล้ำฉีกกรอบเดิม โดยนำเทคโนโลยี IoT อัจฉริยะเข้ามาช่วยให้อุตสาหกรรมต่างๆ สามารถก้าวผ่านไปสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ หนึ่งในนั้น คือ อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องการช่วยลดผลกระทบจากการจับปลามากเกินไป ซึ่งทำให้ประชากรปลาลดลง ฉะนั้น จึงย้ายพื้นที่อุตสาหกรรมให้มาอยู่บนบกแทน ชื่อของนวัตกรรมนี้ คือ AquaEasy ซึ่งเป็นโซลูชันอัจฉริยะจาก โบช ที่ใช้ประโยชน์จากเซนเซอร์ และอัลกอริธึม เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มอัตราผลผลิตได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรมนี้ยังช่วยให้สามารถตรวจวัดและติดตามการทำงานของพารามิเตอร์ ตรวจสอบคุณภาพน้ำต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์การบริหารจัดการการทำงานของบ่อน้ำต่างๆ ระบบนี้มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์รวมอยู่ด้วย จึงช่วยให้เจ้าหน้าที่ในฟาร์มสามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญของการทำงาน เช่น การให้อาหาร คุณภาพของผลผลิต หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยว “การทดลองใช้ระบบนี้ครั้งแรกที่อินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่า โซลูชันของ โบช นี้สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตอย่างเห็นได้ชัด และยังช่วยให้กระบวนการวัดค่าต่างๆ เป็นไปโดยง่ายยิ่งขึ้น เกษตรกรในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการพัฒนา AquaEasy ให้มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะนำไปดัดแปลง หรือปรับแต่งให้ใช้ได้กับธุรกิจ หรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

อีกนวัตกรรมหนึ่งที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น คือ Bosch Intelligent Microgrid for Asia (BIMA) ซึ่งเป็นโซลูชันไมโครคอนทโรลเลอร์ที่สามารถจัดการและรวมเอาพลังงานจากหลายแหล่งเข้ามา เช่น จากแผงโซลาร์ แบทเตอรี หรือเครื่องให้กำเนิดพลังงาน เป็นต้น ช่วยให้เรามีแหล่งพลังงานที่เสถียรและไว้ใจได้ ส่วนขีดความสามารถด้านคลาวด์ บริษัทมีระบบที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ สามารถวิเคราะห์ปริมาณและรูปแบบการใช้พลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันไฟฟ้าดับ และบริหารการใช้พลังงานจากแหล่งที่ประหยัดที่สุดได้ มีตัวอย่างหนึ่งจากการนำระบบไปใช้ครั้งแรกๆ ที่คลีนิค Nimasi ในอินโดนีเซีย ซึ่งให้บริการสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลที่ติมอร์ ปรากฏว่า คลีนิคนั้นไม่ประสบภาวะไฟฟ้าดับอีกเลย นับตั้งแต่มีการติดตั้งระบบนี้

กลุ่มบริษัทโบช คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปี 2562 ซึ่งแม้สภาพแวดล้อมโดยรวมของอุตสาหกรรมและภูมิภาคที่สำคัญกับบริษัทจะไม่อำนวยนัก แต่ โบช ก็คาดว่ายอดขายในปีนี้จะสูงกว่าระดับที่ได้ทำไว้ในปี 2561 เล็กน้อย ไม่ว่าภาพรวมระยะสั้นจะเป็นอย่างไร บริษัทก็จะยังคงพยายาม

ดร. โวคมาร์ เดนเนอร์ ซีอีโอของกลุ่มบริษัทโบช กล่าวว่า ทุกวิถีทางในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และมุ่งมั่นทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นให้ได้ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หากเราใส่ใจกับความตกลงปารีส (Paris Agreement) กันอย่างจริงจัง เราจะต้องได้เห็นการดำเนินการต่างๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแรงบันดาลใจระยะยาว การขับเคลื่อนจะต้องเกิดขึ้นในระยะสั้น  นอกจากนี้ เรายังมุ่งตอบสนองสาธารณชนที่ต้องการให้เมืองต่างๆ มีคุณภาพอากาศที่ดี ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม เราหวังจะนำเสนอโซลูชันด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศด้วย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม โบช จึงมุ่งมั่นและจริงจังที่จะลดปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์ แม้จะได้ทำสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง “เราจะเป็นองค์กรอุตสาหกรรมแห่งแรกที่จะบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนเทียบเท่าเป็นศูนย์ (carbon neutrality) โดยใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ

โบช กว่า 400 แห่งทั่วโลกจะบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนเทียบเท่าเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน โบช ได้เดินหน้ามุ่งไปสู่เป้าหมายที่ท้าทายเรื่องคุณภาพอากาศ เราต้องการลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการจราจร โดยขจัดให้เหลือศูนย์ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องมองไปไกลกว่าแค่ตัวถังรถยนต์ ดังนั้น บริษัทจึงคิดที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยยึดเสาหลักแนวคิด 3 ด้านก็คือ การเน้นกิจกรรมที่พัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ก่อมลพิษต่ำ การเน้นทำงานกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในโครงการที่ช่วยให้การจราจรลื่นไหลต่อเนื่อง และการนำเอาระบบจัดการด้านการขับเคลื่อนของบริษัทไปใช้ในที่ต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่

 

 



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/qxyCQ
วันที่เผยแพร่ : วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2562 เวลา 09:00 นาฬิกา
เพิ่มเพื่อน