บทความ

กรมการขนส่งทางบก คุมเข้มมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์


กรมการขนส่งทางบก คุมเข้มมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์และวิธีการวัดระดับเสียงตามมาตรฐานสากล กรณีรถยนต์น้ำหนักไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม ค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ ส่วนรถยนต์ที่มีน้ำหนักเกิน 2,200 กิโลกรัม ค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 99 เดซิเบลเอ มีผลใช้บังคับทันที ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป เพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหามลพิษทางเสียงที่เกิดจากรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบัน

สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกกำหนดและปรับปรุงมาตรฐานยานยนต์ตามมาตรฐานสากล อาทิ การกำหนดระยะเวลาให้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีรถประจำปี การกำกับดูแลให้สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ดำเนินการตรวจสภาพรถตามระเบียบและเกณฑ์สมรรถนะที่กำหนด ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษทางเสียงที่เกิดจากรถยนต์ที่มีเสียงดังเกินค่ามาตรฐาน กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกประกาศกรมการขนส่งทางบก กำหนดมาตรฐานระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์ พศ. 2561 เพื่อกำหนดวิธีการตรวจวัดระดับเสียงที่ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ และค่าระดับเสียงตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะมีผลใช้บังคับกับรถยนต์ที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พศ. 2522 ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

ประกอบด้วย รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง รถยนต์บริการ และรถยนต์สามล้อ ยกเว้นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (Battery Electric Vehicles-BEV) ดังนี้ รถยนต์ทุกประเภทที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2557 ค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ ส่วนรถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 กรณีน้ำหนักรถเปล่าเกินกว่า 2,200 กิโลกรัม ค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 99 เดซิเบลเอ กรณีเป็นรถขนาดเล็กมีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม ค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ ยกเว้น รถยนต์สามล้อทุกคันค่าระดับเสียงต้องไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติ (United Nations Economic Commission for Europe: UNECE) ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือพัฒนามาตรฐานยานยนต์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ส่วนรถจักรยานยนต์อยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบัน จึงยังคงกำหนดค่าระดับเสียงเท่าเดิม คือ ไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ  

นอกจากนี้ขั้นตอนในการตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์ตามประกาศดังกล่าวกำหนดให้ดำเนินการตรวจวัดเมื่อเครื่องยนต์ทำงานได้ความเร็วรอบคงที่ตามที่กำหนดเท่านั้น เช่น กรณีรถยนต์สามล้อตรวจวัดที่ 3 ใน 4 ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ ส่วนรถที่เครื่องยนต์มีความเร็วรอบให้กำลังสูงสุดไม่เกิน 5,000 รตน. ให้ตรวจวัดที่ 3 ใน 4 ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุด กรณีเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดเกินกว่า 5,000 รตน. แต่ไม่ถึง 7,500 รตน. ให้ตรวจวัดที่ 3,750 รตน. กรณีเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดตั้งแต่ 7,500 รตน. ให้ตรวจวัดที่ 1 ใน 2 ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุด

ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจวัดค่าระดับเสียง กรมการขนส่งทางบกได้ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริง พร้อมให้สำนักงานขนส่งจังหวัดประชาสัมพันธ์และซักซ้อมแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ ผู้ควบคุมการตรวจสภาพรถ และเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถของสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ในพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนเจ้าของรถ เกี่ยวกับขั้นตอนและระยะเวลาในการตรวจสภาพรถ ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนเจ้าของรถใช้ท่อไอเสียที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และไม่ดัดแปลงอุปกรณ์ส่วนควบของรถ เพื่อป้องกันปัญหารถที่อาจมีค่าระดับเสียงดังเกินที่กฎหมายกำหนด อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/TduUT
วันที่เผยแพร่ : วันศุกร์ ที่ 27 กรกฏาคม 2561 เวลา 09:00 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
3.
524,000
4.
599,000
5.
3,599,000
7.
2,090,000
8.
2,229,000
9.
779,000
10.
3,590,000
12.
1,316,000
13.
1,749,000
15.
3,299,000
16.
5,399,000
17.
6,799,000
18.
3,249,000
19.
4,980,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th