บทความ

สรยท. จัดเสวนา “อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กับความท้าทายในครึ่งปีหลัง 2559″


สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) จัดงานเสวนา ภายใต้หัวข้อ “อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กับความท้าทายในครึ่งปีหลัง 2559” ในงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2016 หรือ BIG Motor Sale 2016

DSC_7535

ยุทธพงษ์ ภาษี นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) เปิดเผยว่า  การเสวนาวิชาการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสมาคมฯ โดยมองเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีความสำคัญ ซึ่งมีปัจจัยหลายประการส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมา การเสวนาวันนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงยานยนต์ ร่วมช่วยหาคำตอบ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

DSC_7544

จรวย ขันมณี ประธานจัดงาน มหกรรมยานยนต์เพื่อการขาย Bangkok International Grand Motor Sale 2016 กล่าวในพิธีเปิดงานเสวนาว่า แม้อุตสาหกรรมยานยนต์จะมีความตกต่ำ ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่าภาพรวมอุตสาหกรรมจะเริ่มดีขึ้น  และงาน BIG Motor Sale ก็พร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์นับต่อจากนี้ไป โดยเชื่อว่าตลาดรถยนต์ในภาพรวมจะเติบโตขึ้น และมียอดจำหน่ายไม่น้อยกว่า 7.5 แสนคันอย่างแน่นอนในปีนี้

“เราคาดการณ์ว่าในงาน BIG Motor Sale 2016 จะมียอดจำหน่ายรถยนต์ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคัน และรถจักรยานยนต์บิกไบค์ไม่น้อยกว่า 4,000 คัน ซึ่งลดเป้าลงจากปีที่ผ่านมา แต่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น การผ่านร่างประชามติรัฐธรรมนูญ หรือแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เริ่มดีขึ้น ทำให้มองว่าอาจจะมียอดจำหน่ายที่กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และอาจจะกลับมามียอดจำหน่ายเท่ากับปีที่ผ่านมา ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์ 2.5 หมื่นคัน และรถจักรยานยนต์บิกไบค์ 5,000 คัน”

image

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาลดลงเล็กน้อย 7.18 % ทำให้ภาพรวมของการผลิตรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2559 อยู่ที่ 1,147,330 คัน เติบโตที่ 4.2 % โดยที่ผ่านมา ยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-มิถุนายน โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออก รวมถึงการผลิตรถยนต์นั่งที่มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี

“ปีนี้เราตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่ 1.95-2 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 1.93 ล้านคันเล็กน้อย ซึ่งหากดูจากทิศทางการผลิตแล้ว ต้องถือว่ามีแนวโน้มที่เป็นไปได้ จากการเติบโตของภาพรวมของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ”

ในส่วนของการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มียอดจำหน่าย 60,635 คัน ลดลง 0.4 % จากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 429,265 คัน ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้ประเมินว่ายอดการผลิตที่ลดลงในเดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีผลกระทบต่อยอดจำหน่ายอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ายอดจำหน่ายทั้งปีที่วางไว้ 7.5 แสนคัน น่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

image

เพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2559 น่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติที่มียอดการผลิตรถยนต์ที่ระดับ 2 ล้านคัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีหลังจากที่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดการผลิตและตลาดรถยนต์มีความผันผวนอย่างมาก

ทั้งนี้ ราคาพืชผลทางการเกษตรยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาพืชผลทางเกษตรยังย่ำแย่อยู่ แต่ก็เริ่มเห็นว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงต่อจากนี้ ประกอบกับตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังมักจะมียอดจำหน่ายที่เหนือกว่าอยู่แล้ว ทำให้มองว่ามีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จากค่ายรถหลายค่าย ซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงที่เหลือของปี

“ภาครัฐบาลได้มีความพยายามในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่จะผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าและเติบโตในอนาคต โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญก็คือ การปรับลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานรถยนต์ ตามความต้องการของโลกที่ต้องการลดมากกว่า 90 % ซึ่งจะเปิดทางให้รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นเป้าหมายสุดท้ายในอนาคต ซึ่งประเทศไทยก็น่าจะอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในอนาคต”

image

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา และเริ่มปรับตัวลดอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ก่อนจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นและเชื่อว่าจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ขาขึ้นในช่วงต่อจากนี้ไป ตามที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศไทยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.5 %

ในส่วนของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มียอดจำหน่ายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมียอดจำหน่ายรวม 3 แบรนด์ มากกว่า 1 หมื่นคัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปี 2558 ขณะที่ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2555 จนถึง 2558 ตลาดติดลบมากถึง 44 % เป็นผลมาจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก แตกต่างจากตลาดรถยนต์หรูหราที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 68 % ในช่วงเวลาเดียวกัน

“ปีนี้เรามีการลงทุนเพิ่มเติมอีก 448 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย โดยในปัจจุบัน มีการประกอบรถยนต์มากถึง 19 รุ่น และเตรียมพร้อมที่จะประกอบรถยนต์ พลัก-อิน ไฮบริด ในประเทศไทยในครึ่งปีหลังนี้ ซึ่ง บีเอมดับเบิลยู เชื่อว่า รถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกใหม่ อาทิ รถยนต์ไฮบริด จะเริ่มมีทิศทางเติบโตขึ้นในช่วง 4-5 ปีต่อจากนี้ ขณะที่รถยนต์ที่ใช้พลังงานรูปแบบพิเศษ อย่างเช่น กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า น่าจะขยายตัวในช่วง 5-10 ปีนับจากนี้”

image

อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า หากอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยในกลุ่มเทียร์ 2 และเทียร์ 3 ที่มีจำนวนมากกว่า 1,700 รายในประเทศไทย จากภาพรวมการส่งออกชิ้นส่วนที่หดตัวลง 4 % ในปีที่ผ่านมาและอีกเกือบ 1 % ของปีนี้ สวนทางกับการนำเข้าชิ้นส่วนที่ขยายตัวราว 6 % ในปีนี้ เป็นผลจากการบุกตลาดของผู้ผลิตชิ้นส่วนราคาถูก และการปรับแผนงานของผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่เน้นไปนำเข้าชิ้นส่วนเพิ่มมากขึ้น

“เรื่องของผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้นมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึง ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าจะดำเนินการไปในทิศทางไหน ซึ่งแนวโน้มในการเดินหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ และเป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ยังต้องดิ้นรนในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องการผลิต ที่จะก่อให้เกิดศักยภาพในการผลิต รวมไปถึงเรื่องของการสร้างคนขึ้นมารองรับกับอุตสาหกรรม ซึ่งหากเราต้องการพัฒนาขึ้นมาเป็นฮับของอาเซียน ที่มีการแข่งขันกันมาก ก็มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน”

ทั้งนี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยมีการส่งออกรวมกันปีละกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งสูสีกับตัวเลขการส่งออกของผู้ผลิตรถยนต์ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีการส่งออกปีละกว่า 1.22 ล้านล้านบาท จึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ซึ่งต้องมีการสร้างยุทธศาสตร์ขึ้นมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไปในอนาคต

image

อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล เลขาธิการสมาคมผู้จำหน่ายค้าปลีกรถยนต์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกรถยนต์ไทยมูลค่ารวมปีละมากกว่า 20 ล้านล้านบาท คิดเป็นจีดีพีประมาณ 15-20 % หากคิดในกลุ่มรถยนต์ใหม่ที่คาดว่าจะจำหน่าย 7.5 แสนคัน ก็น่าจะมีมูลค่าใม่น้อยกว่า 7.5 แสนล้านบาท ซึ่งใหญ่ที่สุดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ทั้งนี้ หากมองภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่มียอดจำหน่ายราว 60 ล้านคัน ประเทศไทยจะมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 3% ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากที่ตลาดรถพิคอัพเคยมีส่วนแบ่งมากถึง 70 % ในปัจจุบัน ตลาดรถยนต์นั่งและตลาดรถพิคอัพมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ขณะที่ตลาดรถยนต์หรูหราก็มีการเติบโตมากขึ้น และขยายตัวลงไปในตลาดระดับคอมแพคท์มากขึ้น ซึ่งนับเป็นการขยายเซกเมนท์ของธุรกิจไปตามกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 7.5 แสนคัน โดยมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 6 หมื่นคัน แบ่งเป็นรถพิคอัพและรถยนต์นั่งอย่างละเท่ากัน  ซึ่งตลาดนั้นเติบโตด้วยการทำแคมเปญของผู้ประกอบการร่วมกับผู้ประกอบการทางการเงิน ซึ่งเป็นตลาดของผู้บริโภคที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของธุรกิจยานยนต์มีความคึกคักและเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

image

ดร. พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และเชื่อว่าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งแตกต่างกันไปตามแต่ละเซกเมนท์ แนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ปัจจัยที่จะเป็นบวกประกอบไปด้วย รายได้เกษตรกรเริ่มดีขึ้น กลุ่มผู้ซื้อรถยนต์คันแรกครบกำหนดการถือครอง อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวต่ำต่อเนื่องไปถึงปีหน้า รวมไปถึงการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ของค่ายรถ โดยมองว่าตลาดรถยนต์นั่งจะเติบโตได้ดีกว่า โดยที่รถเอสยูวีจะมีแนวโน้มการเติบโตสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่อาจจะส่งผลกระทบและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ แนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวที่ช้าและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยเติบโต 2.8 % ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโต 3 % ในปีนี้ และ 3.3 % ในปี 2560 ซึ่งโครงสร้างของเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายอดจำหน่ายรถยนต์แต่ละเดือนน่าจะอยู่ที่ระดับ 6.5 หมื่นคัน หรือมียอดขาย 7.5-7.6 แสนคัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา

“สำหรับในปีนี้ คาดว่าตลาดรถยนต์ไทยน่าจะมีการเติบโตอย่างมาก และเชื่อว่าอาจจะกลับไปมียอดจำหน่ายได้สูงสุดถึงแสนคันในกรณีที่ดีที่สุด หากมีการกระตุ้นตลาดที่เหมาะสมและผู้บริโภคมีความต้องการซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าการกลับมาของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตในระยะยาวอาจจะไม่แข็งแกร่งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่าในช่วงปลายปีน่าจะมีการออกมาตรการใหม่ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์มา ซึ่งน่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้ประกอบการในการผลักดันตลาดรถยนต์ร่วมกันเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในอนาคต”



------------------------------
เรื่องโดย : สุดาภรณ์ ไกรแก้ว
ภาพโดย : สายชล อรรถาเวช
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/faOOn
วันที่เผยแพร่ : วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม 2559 เวลา 11:04 นาฬิกา

Follow autoinfo.co.th