บทความ

“รถลุย” สู้ศึก “รถขับเอง”


2016-land-rover-range-rover-sport-v6-diesel-hse_100548938_mกระแสการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ สำหรับรถยนต์นั่ง เป็นไปด้วยความดุเดือด แต่ละค่ายต่างทยอยออกข่าวสาร ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนา รวมทั้งเผยแพร่คลิพวีดีโอที่ขับขี่ได้โดยผู้ขับไม่ต้องจับพวงมาลัยเลย ทำให้ค่ายรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ต้องออกมานำเสนอวิวัฒนาการ ที่ตนเองได้พัฒนาในแง่การทำงานโดยอัตโนมัติ ผู้ขับขี่ไม่ต้องปรับระบบใดๆ ปล่อยให้เซนเซอร์ของรถยนต์ทำงานด้วยตัวเอง

Jaguar Land Rover ได้นำเสนอพัฒนาการรถยนต์ไร้คนขับ เทคโนโลยีที่จะทำให้รถยนต์ในอนาคต ขับเคลื่อนไปได้ทุกสภาพถนน โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบใดๆ ชื่อว่า Autonomous All-Terrain Driving ตั้งเป้าให้ยานยนต์สามารถขับเคลื่อนไปได้ในทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกอุปสรรค โดยใช้ระบบเซนเซอร์ที่พัฒนาใหม่ โดยคุยว่าเจ้าเซนเซอร์สามารถมองเห็นได้ดีกว่าสายตาของผู้ขับขี่เสียอีก โดยผสมผสานระหว่าง ปัญญาประดิษฐ์ ที่ให้รถยนต์สามารถคิดได้เองว่ากำลังวิ่งอยู่บนสภาพพื้นผิวแบบไหน จะต้องใช้ระบบการขับคลื่อนชนิดใด

 

surface_id_01

หัวหน้าฝ่ายพัฒนา Tony Harper บอกว่า เขาไม่ต้องการให้เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ จำกัดอยู่เฉพาะการขับขี่บนถนนหลวง หรือถนนดำ แต่ต้องการให้เทคโนโลยีนี้ ช่วยเหลือเมื่อเลี้ยวรถลงสู่พื้นถนนสำหรับการขับออฟโรด และยังคงสนับสนุนการขับขี่อยู่เช่นเดิม

เซนเซอร์ที่ JLR เลือกใช้ จะตรวจสอบสภาพถนน และระบบ 3D ช่วยตรวจสอบสภาพรอบตัวรถทั้ง 360 องศา โดยการสนับสนุนของกล้องถ่ายภาพ, ระบบเสียงอัลทราโซนิค, เรดาร์ และลิดาร์  ที่ก้าวหน้าล้ำสมัย โดยสามารถบอกสภาพผิวถนนด้านหน้า เพื่อการวางแผนการปรับระบบของตัวรถให้ดีที่สุด

surface_id_02

ระบบสามารถสแกนไปด้านหน้า 5 เมตร ช่วยให้ตอบสนองสภาพพื้นผิวด้านหน้าอัตโนมัติ ก่อนรถจะวิ่งถึงสภาพถนนขรุขระ หรือหิมะ กรวด ทราย รวมทั้งทำงานตอนถอยหลังเช่นกัน โดยทำงานร่วมกับ Terrain-Based Speed Adaptation ที่พัฒนาใหม่ เพื่อตรวจสอบหลุม แอ่งน้ำ และปรับความเร็วรถเพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล

surface_id_03

นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์ตรวจสอบด้านบน ตรวจสอบหากิ่งไม้ หรือวัสดุที่ยื่นออกมาจากที่ต่างๆ เรียกว่า Overhead Clearance Assist ทำงานด้วยเซนเซอร์เช่นกัน และจะแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบ กรณีที่มีสัมภาระติดตั้งอยู่บนหลังคา

และอีกระบบหน่่ึง JLR กำลังพัฒนาการสื่อสารระหว่างรถต่อรถ เพื่อการติดต่อขณะเดินทางเป็นขบวนในพื้นที่ออฟโรดเป็นเจ้าแรก ระบบสื่อสาร รถต่อรถ vehicle-to-vehicle (V2V) จะติดต่อกันและแจ้งข้อมูลว่าอยู่ตรงไหน เส้นทางลื่นจนล้อไถลหรือไม่ การปรับความสูงของรถ และการวางตำแหน่งของล้อ เพื่อเป็นการแจ้งเตือนรถในขบวน กรณีรถคันใดคันหนึ่งหยุด จะมีการแจ้งเตือนไปยังรถคันอื่นๆ หรือล้อรถตกไปในหล่ม หรือลื่นไถลออกนอกเส้นทาง รถทุกคันในขบวนก็จะได้รับข้อมูลนี้เช่นกัน

tbsa_02

JLR ไม่ได้ระบุว่าจะนำเทคโนโลยีใหม่นี้ มาใช้กับรถที่จะออกสู่ตลาดเมื่อใด แต่รถรุ่นใหม่ของ Land Rover และ Range Rover Sport ก็กำลังเตรียมจะออกสู่ตลาดในไม่ช้านี้ คาดว่าจะติดตั้งเทคโนโลยีใหม่นี้ สำหรับรถระดับราคาสูงก่อน และจะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในโอกาสต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
คอลัมน์ Online : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GaLAt
วันที่เผยแพร่ : วันศุกร์ ที่ 15 กรกฏาคม 2559 เวลา 09:48 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th