บทความ

รถไม่เลือกบแรนด์น้ำมันเครื่อง


รถยนต์ของพวกเราถูกพัฒนารุดหน้าไปมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 30 ถึง 40 ปี ที่ผ่านมา ภาระที่เจ้าของรถต้องปฏิบัติในการดูแล ถูกลดลงไปจนแทบไม่เหลือแล้วครับ สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่องรถ ต้องการดูแลรถให้ดีที่สุด จะเหลือโอกาสที่จะปฏิบัติต่อรถ “เป็นพิเศษ” น้อยมาก ทางเลือกหนึ่งที่พอทำได้ก็คือ หาน้ำมันหล่อลื่นหรือเรียกกันในชื่อที่คุ้นกว่าว่า น้ำมันเครื่อง มาใช้ ซึ่งก็อาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง หากรถยังอยู่ในระยะประกันคุณภาพ เพราะต้องใช้น้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการเลือกใช้ บางรายก็อุตส่าห์ใช้ความพยายาม หาน้ำมันเครื่องที่คิดว่าคุณภาพสูงกว่า แล้วไปขอสิทธิ์พิเศษใช้แทนของศูนย์บริการ

 

ในความเห็นส่วนตัวของผม มีปัญหาอยู่บางประการครับ ประการแรก ถ้าการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่ได้รวมอยู่กับการบริการฟรีของศูนย์ หมายความว่าศูนย์จะมีกำไรจากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องด้วย ซึ่งเป็นปกตินะครับ จึงไม่น่าจะมีศูนย์ไหน ยินดีให้ลูกค้านำ “น้ำมันเครื่องที่ชอบ” มาเอง ถ้าจะให้มีความยุติธรรม ศูนย์น่าจะมีสิทธิ์ขอเก็บค่าบริการพิเศษ ชดเชยกำไรที่ต้องขาดไป

ซึ่งผมว่าปฏิบัติได้ยากมาก เพราะแทบจะหาลูกค้าที่คิดแบบตรรกะและยอมรับ ไม่ได้เลย วิธีคิดของลูกค้าชาวไทยยุคนี้ก็คือ “ถ้าฉันต้องจ่าย น้อยแค่ไหนก็ยังมากเกินไป และถ้าฉันเป็นฝ่ายได้ มากแค่ไหนก็ยังน้อยเกินไป” ที่จริงการขอค่าชดเชยกำไรทำนองนี้ ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับกันในวงกว้างในบางธุรกิจครับ เช่น “ค่าเปิดขวด” ในร้านอาหารหรือสถานบริการกรณีที่ลูกค้านำเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอลมาเอง

ประการที่สอง กรณีที่ต่อรองเป็นผลสำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่า น้ำมันเครื่องที่เราลงทุนลงแรงไปหามา และนำมามอบให้ จะเข้าไปอยู่ในเครื่องยนต์ของเรานะครับ ถ้าเป็นรุ่นที่รู้จักกันทั่วไปว่าราคาสูง ก็อาจจะถูกแลกเปลี่ยนโดยช่างหรือใครก็ตาม เพื่อนำน้ำมันเครื่องของเราไปทำกำไร

ในส่วนที่ผมเขียนมานี้ ยังไม่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องนะครับ ผู้ที่สนใจรถและข่าวสารในวงการรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ จะคุ้นเคยกับความสัมพันธ์ ระหว่างบแรนด์รถยนต์และบแรนด์น้ำมันหล่อลื่น ที่ดูเหมือนจะเป็นคู่ที่ต้องอยู่ด้วยกันเสมอ บางคู่ก็อยู่ด้วยกันเป็น 10 ปี บางคู่อยู่ไม่ยืด แค่ 3-4 ปีก็มี ไม่มีอะไรมากไปกว่าเหตุผลทางการตลาดครับ แต่พวกเราผู้ใช้รถ จะถูก “ล้างสมอง” ให้ซึมซาบ ว่าน้ำมันเครื่องบแรนด์นี้เท่านั้น ที่คู่ควรกับรถคุณภาพสูงบแรนด์นี้

เป็นเหตุผลทางธุรกิจล้วนๆ ครับ ไม่มีเหตุผลด้านเทคนิคมาเกี่ยวข้อง เป็นความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เช่น ชื่อเสียงดีเยี่ยมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ค่าชดเชยที่จ่ายโดยผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า ก็อาจมีมูลค่าไม่มาก แต่ถ้าฝ่ายผลิตรถ มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนผู้ผลิตน้ำมันเครื่องกำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น ต้องอาศัยชื่อเสียงของฝ่ายแรกมาเสริม แบบนี้ฝ่ายแรกก็มีสิทธิ์เรียกค่าตอบแทนได้สูงครับ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ผู้ผลิตรถจะเป็น “ตัวยืน” ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องที่มาจับคู่ด้วย ในทำนอง “น้ำมันหล่อลื่นบแรนด์เราคุณภาพสูงพอ ระดับที่ผู้ผลิตรถชั้นยอดของโลกรายนี้เลือกเติมรถที่ผลิต และใช้ในศูนย์บริการ” ส่วนในแบบสวนทาง มักจะไม่ได้ผล และแทบไม่มีใครทำ เช่น “รถที่เราผลิต คุณภาพสูงพอ จนผู้ผลิตน้ำมันเครื่องชั้นยอดบแรนด์นี้ อยากหรือยอมให้ใช้กับรถของเรา” แบบนี้ไปไม่ไหวครับ

สรุปแล้ว ถ้าผู้ผลิตรถ หรือใครก็ตาม มาบอกว่ารถของเราต้องใช้ หรือ “ชอบ” บแรนด์ใดโดยเฉพาะ อย่าไปเชื่อครับ ถ้าระดับคุณภาพสูงพอหรือสูงกว่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตรถกำหนดไว้ และค่าความหนืดหรือความข้นเหมาะกับอุณหภูมิในย่านที่รถของเราถูกใช้งานตามที่ผู้ผลิตรถแนะนำไว้ ใช้ได้ทุกบแรนด์ครับ ข้อควรระวังที่สุดคือ น้ำมันเครื่องปลอมซึ่งผู้ใช้รถทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบได้ วิธีป้องกันที่ทำได้ คือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่าย เส้นทางจากต้นทางสังเกตฉลากและบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ปัญหานี้มีมาตลอด ด้วยเหตุผลเดียวเอง คือ ตำรวจไทยมันขี้เกียจ ขาดจิตสำนึก ใส่ใจแต่เรื่องหาผลประโยชน์ใส่ตัว ไม่มีใครผลิตน้ำมันเครื่องปลอมเป็นล่ำเป็นสันได้ โดยเจ้าหน้าที่ไม่รู้ไม่เห็นหรอกครับ

ผมเคยเห็นเจ้าของรถสปอร์ทรายหนึ่ง สั่งเจ้าของอู่ซ่อม ให้เติมน้ำมันเครื่องที่ผู้ผลิตรถบแรนด์นี้แนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว จึงไม่กล้าแนะนำว่ารถคันที่เขาใช้อยู่นั้น ตอนออกจากโรงงานผลิต เขา “จับคู่” อยู่กับผู้ผลิตน้ำมันเครื่องอีกบแรนด์หนึ่งนะครับ แต่หมดสัญญากันไปแล้ว ถ้าทราบความจริง เจ้าของรถรายนี้ จะเลือกใช้บแรนด์ไหน

 

โรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐาน รองรับ “เออีซี”

ผมเขียนเรื่องนี้มาหลายครั้ง จนเบื่อแล้วครับ แต่ความเชื่อ กับหน้าที่ในการเขียนเรื่องที่ถูกที่ควร มันเป็นคนละเรื่องก็เลยต้องเขียนซ้ำอีกกี่ครั้งก็ไม่ทราบเหมือนกัน ผมเชื่อว่าถ้าพิจารณากันอย่างเป็นธรรมแล้ว จะต้องเปลี่ยนชื่อ “ใบขับขี่” ของพวกเรา จากใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เป็น “ใบอนุญาตเข้าจอดรถยนต์” เพราะในการตรวจสอบความสามารถ เพื่อรับใบอนุญาต ผู้สอบต้องแสดงเฉพาะความสามารถในการเข้าจอดเท่านั้น กับความเข้าใจกฎจราจร ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุด กลับไม่มีการตรวจสอบความสามารถ ซึ่งก็คือการขับขี่รถยนต์บนถนนสาธารณะ ในสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปจะต้องประสบ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม จะต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเสมอครับ ไม่ใช่ใช้สัญชาตญาณ หรือความรู้สึก การคาดเดา เป็นตัวตัดสิน สถานการณ์ที่ว่านี้มีจำนวนเป็นร้อยนะครับ ทั้งทางด้านเทคนิคและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ในฐานะผู้ร่วมใช้ถนนสาธารณะ

ถ้าเปรียบเทียบเป็นร้อยละหรือเปอร์เซนต์ ระหว่างความสามารถที่ใช้ในการสอบให้ผ่าน เพื่อรับใบอนุญาต ฯ กับความรู้ความสามารถที่ผู้ขับรถบนถนนสาธารณะควรมี ผมว่าไม่ถึงร้อยละ 1 หรือ 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น ยังโชคดีนะครับที่สำนักข่าวต่างประเทศเขาไม่รู้ว่าประเทศไทยของเรานั้น สอบความสามารถในการเข้าจอดเท่านั้น กับกฎจราจรแบบหาตรรกะที่ถูกต้องหรือความแม่นยำ ทันสมัยสมเหตุสมผลแทบไม่ได้ เชื่อหรือไม่ครับ ว่าผู้ขับรถจำนวนเกินครึ่งของทั้งหมด ไม่ทราบว่าวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ในการผ่านแยกที่เป็นวงเวียน

ลองมาตอบคำถามนี้กันนะครับ มีอะไรบ้างที่ผู้จะสอบให้ได้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ต้องรู้คำตอบที่ใกล้เคียงที่สุด มากมายครับ เพราะทุกขั้นตอนตลอดเวลาที่ขับ จะมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ถูกหลัก ปลอดภัย ประหยัด ลองดูตัวอย่างกันแค่เศษเสี้ยวก็พอครับ

เริ่มตั้งแต่เราก้าวขึ้นรถเพื่อขับรถออกจากบ้านไปทำงาน ติดเครื่องยนต์แล้ว ก่อนเข้าเกียร์ธรรมดาทำอย่างไร เกียร์อัตโนมัติทำอย่างไร ก่อนพ้นประตูบ้านต้องทำอย่างไร ขับในซอยใช้ความเร็วเท่าใด ต้องระวังอะไรบ้าง การเข้าร่วมใช้ถนนหลักทำอย่างไร ใช้ความเร็วเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับขนาดถนน และจำนวนลู่ รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าเท่าใด จะเปลี่ยนลู่หรือต้องการแซง ทำอย่างไร เห็นสัญญาณไฟที่สี่แยกหน้าเป็นไฟแดง ทำอย่างไร ขึ้นทางชันในตึกทำอย่างไร ขับรถในตึกจอดรถ ควรใช้ความเร็วเท่าใด เจอทางชันเชิดขึ้นบนทางด่วน พวกเราก็ไม่เคยเรียนมาแล้วครับ ว่าต้องเหยียบคันเร่งให้ลึกกว่า เพื่อรักษาความเร็วให้เท่าเดิม เชื่อหรือไม่ครับ รถติดกันทั้งวัน เพราะผู้ขับรถไม่รู้ว่าต้องเร่งเพิ่ม ไม่ใช่แค่ติดนะครับ ยังชนท้ายกันวันละไม่รู้กี่ราย เพียงเพราะขาดความรู้ง่ายๆ เช่นนี้

ผมว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย จะต้องมีโรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐานสากล เรียนการขับที่ถูกต้องปลอดภัย ด้วยรถพิเศษดัดแปลงมาเพื่อการเรียนการสอนขับรถยนต์โดยเฉพาะ โดยครูสอนขับรถยนต์ที่มีความรู้ความสามารถระดับมาตรฐานสากลเช่นเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องการการเริ่มต้นเสมอครับ ไม่แปลกอะไร และไม่ต้องคิดค้นอะไรให้ยุ่งยาก เหนื่อย เสียเวลาด้วย เลียนแบบประเทศที่เขาพัฒนาแล้วได้เลย ไม่ใช่ลอกมาทั้งดุ้นนะครับ แต่รวบรวมมาพิจารณาศึกษาข้อดี ข้อด้อยแล้วปรับปรุง ประยุกต์ ให้เหมาะแก่ผู้ใช้รถชาวไทย ถนน สิ่งก่อสร้างในประเทศไทย ที่บาดเจ็บ เสียชีวิตกันมากมายในแต่ละปี ก็มีสาเหตุแท้จริง จากการไม่รู้เกี่ยวกับการใช้รถนี่แหละครับ

ในโรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐานสากล จะต้องสอนให้เข้าใจโทษของการขับรถขณะมึนเมา สอนให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ร่วมใช้ถนน เพราะไม่ใช่ของเราคนเดียว เคารพสิทธิ์คนเดิน คนข้ามถนน และอื่นๆ อีกมากครับ จะมีอาชีพใหม่เป็นทางการเกิดขึ้นจากการมีโรงเรียนสอนขับรถยนต์มาตรฐานสากล ทั้งเจ้าของโรงเรียน ครูสอนขับ พนักงานในโรงเรียน ถือเป็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากการเสียชีวิตของพลเมืองวัยทำงาน ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บได้อย่างมหาศาล เราไม่สมควรขับรถกันแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนกันอีกต่อไป ประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ไม่ได้ต่ำต้อยย่ำแย่ขนาดนั้นครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2558
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/FcZEJ

บทความที่เกี่ยวข้อง

คันเร่งค้าง ฝันร้ายของผู้ใช้รถ
เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New