บทความ

ถึงเวลา “ปลดลอค” อุตสาหกรรมยานยนต์


ข้อเรียกร้องสำคัญจากวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ทำท่าจะถูกลืม หลังโศกนาฏกรรมที่แยกราชประสงค์และการมาถึงของ ครม. “ประยุทธ์ 3” คือ การประกาศปิดโครงการรถคันแรก พร้อมลดหย่อนเงื่อนไขครอบครองรถ 5 ปี และการปรับปรุงสเปคเครื่องยนต์ของรถแทกซีให้รองรับอีโคคาร์

ในเมื่อประเทศต้องเดินหน้าต่อไป จึงอยากย้ำเตือนท่านรัฐมนตรีคลัง และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็น “น้องใหม่” ทั้งสองท่านว่า ข้อเรียกร้องข้างต้นนั้น สำคัญมาก และจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน เพื่อ “ปลดลอค” ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตไปได้อย่างสบายเนื้อสบายตัว ไม่ติดๆ ขัดๆ อย่างทุกวันนี้

จะไม่ให้ติดขัดได้อย่างไร ในเมื่อมีรถที่ผู้ซื้อขอใช้สิทธิ์ “รถคันแรก” แต่ไม่ยอมรับรถ ค้างสตอคอยู่นับแสนคัน และจะคาราคาซังอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ตราบใดที่ยังไม่มีมติ ครม. ปิดโครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการรถคันแรก ที่ต้องครอบครองรถจนครบ 5 ปี จึงจะสามารถขายเปลี่ยนมือได้ ยังทำให้ดีมานด์ในตลาดปัจจุบันหดหายไปไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน เพราะผู้ซื้อติดลอคอยู่กับเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งกว่าลูกค้ารถคันแรกจะหลุดพ้นพันธนาการสามารถเทิร์นคันเก่า เพื่อซื้อคันใหม่ได้ อย่างเร็วก็อีก 1 ปีเต็มๆ

ด้วยเหตุนี้ บรรดาบริษัทรถยนต์จึงเรียกร้องให้รัฐพิจารณาลดหย่อนเงื่อนไขระยะเวลาการครอบครองรถคันแรก จาก 5 ปี เหลือเพียง 3 ปี เพื่อให้ตลาดการซื้อขายกลับมาหมุนเวียนเป็นปกติโดยเร็ว ก่อนจะขาดใจตายกันไปเสียก่อน

ทั้งสองข้อเสนอเกี่ยวกับรถคันแรก ผมเห็นด้วยเต็มที่ โครงการนี้ทำร้ายอุตสาหกรรมยานยนต์ของเรามามากเกินพอ และนานเกินไปแล้วครับ สมควรยุติทันที มิเช่นนั้นความเสียหายจะร้ายแรงเรื้อรังกว่านี้หลายเท่า

สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องแทกซีอีโคคาร์นั้น ก็เนื่องมาจากเงื่อนไขที่รัฐตั้งขึ้นอีกนั่นแหละ โดยกำหนดไว้ว่า ทั้ง 9 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการอีโคคาร์ทั้งสองเฟส จะต้องผลิตอีโคคาร์ถึงรายละหนึ่งแสนคันภายในระยะเวลา 5 ปี ปัญหาที่ตามมา คือ จะหาตลาดที่ไหนมารองรับรถ 9 แสนคันเพื่อให้ทำยอดผลิตได้ตามเงื่อนไข

จริงๆ แล้ว การหาตลาดเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตที่ได้รับการส่งเสริม แต่เขามองว่า ไหนๆ จะส่งเสริมกันแล้ว อะไรที่พอช่วยได้ก็น่าจะทำ โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ๆ ให้พวกเขาปล่อยของได้มากขึ้น

พวกเขามองไปที่ตลาดรถแทกซี ซึ่งมีปริมาณหลายหมื่นคัน/ปี แต่ติดลอคข้อกฎหมายที่กำหนดว่า รถที่จะเอามาทำแทกซีได้ต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่ต่ำกว่า 1,600 ซีซี ขณะที่ อีโคคาร์ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 1,200 ซีซี

ดังนั้น จึงเกิดเสียงเรียกร้องให้แก้ไขข้อกำหนดที่ล้าสมัยนี้ เพราะ 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล เครื่องยนต์ขนาดเล็กของอีโคคาร์มีสมรรถนะสูงขึ้น แถมยังประหยัดเชื้อเพลิง และราคาตัวรถก็ถูกกว่าเก๋งขนาด 1,600 ซีซีมาก

จะเห็นได้ว่า อุปสรรคต่างๆ ที่กลายเป็นลอคร้อยรัดอุตสาหกรรมยานยนต์ให้หยุดนิ่ง ล้วนเกิดจากการขาดวิสัยทัศน์ และความรู้ความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งอาจมีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ฉะนั้น ผมจึงหวังว่า รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนแถมอำนาจเต็มมือ จะมาช่วยปลดลอคให้ ก่อนแยกย้ายกันไปตามโรดแมพ ซึ่งถ้าทำได้จริงก็ถือว่าไม่ “เสียของ” ครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2558
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/6E9se

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th