ชีวิตอิสระ
ทุ่งใหญ่นเรศวร มนต์เสน่ห์ของผืนป่าตะวันตก
ท่ามกลางสีเขียวขจีของแมกไม้นานาพันธุ์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี บนพื้นที่กว่า 2,000,000 ไร่ ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างรอยต่อของเทือกเขาถนนธงชัยตอนปลาย และเทือกเขาตะนาวศรีตอนต้น ที่ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่จำนวนมาก ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ผืนนี้ ยังคงมีมนต์เสน่ห์ยั่วยวนใจนักเดินทาง ที่หลงใหลอ้อมกอดของขุนเขาและพงไพรอยู่มิรู้คลาย
ทริพนี้เป็นการเดินทางเข้าสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากที่ผมได้รับแจ้งจากน้าเทพ (พรเทพ จินดาอินทร์)
ประธานชมรม 4x4 ดอนเมือง กรุพ ว่าจะเดินทางเข้าไปร่วมงานประเพณีฟาดข้าวของชาวกะเหรี่ยงที่บ้านจะแก ในวันที่ 13-16 ธันวาคม ซึ่งประเพณีนี้ก็คล้ายๆ กับการลงแขกของเรา โดยชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ในละแวกนั้น เช่น ทิไล่ป้า, ไล่โว่, สะเน่พ่อง ฯลฯ จะพากันเดินเท้ามาช่วยกันลงแรงฟาดข้าว ตั้งแต่ตอนหัวค่ำ เรื่อยไปจนกว่าฟ่อนข้าวจะหมด บางครั้งอาจกินเวลาไปถึงรุ่งเช้า ซึ่งอยู่ที่ปริมาณข้าวในปีนั้นๆ ว่าจะได้สักกี่มากน้อย
มุ่งหน้าสู่เมืองกาญจน์ ฯ
จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
กำหนดการที่วางไว้ คือ ออกเดินทางวันที่ 13 ไปนอนพักที่บริเวณด่านตรวจค้นสัตว์ป่าเกริงกระเวีย เพื่อจะได้เดินทางเข้าทุ่งใหญ่ ฯ ตั้งแต่ตอนเช้าของวันที่ 14 ซึ่งระยะทางจากจุดที่พักไปบ้านจะแกอีกประมาณ 100 กิโลเมตรกว่าๆ โดยต้องวิ่งเส้นทางในป่าเกือบๆ 100 กิโลเมตรเลยทีเดียว จำเป็นต้องเดินทางตั้งแต่ตอนเช้า เพราะสภาพเส้นทางในป่านั้นไม่อาจที่จะคาดเดาได้ว่าเป็นเช่นไร
เมื่อเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือที่จำเป็น และเสบียง ใส่หลังรถเสร็จประมาณบ่าย 3 โมง เจ้ายักษ์แคระ ซูซูกิ แคริเบียน จำนวน 2 คัน ประกอบด้วย เจ้ามดดำของผม และของเพื่อนบ่าวชาวปักษ์ใต้ที่ทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงมากว่า 10 ปี ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 323
ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงแยกแก่งเสี้ยน เราจอดแวะทานข้าวและซื้อเสบียงอีกเล็กน้อย ก่อนที่รถ
มิตซูบิชิ สตราดา ของน้าเทพ จะตามมาสมทบ เมื่อจัดของเข้าที่เข้าทางแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อไปตามทางสายเดิม วิ่งรถมาได้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแยกทองผาภูมิ เราเลี้ยวขวาตรงแยกนี้ไปตามเส้นทางอำเภอสังขละบุรี ผ่านแยกมาได้ประมาณ 30 กิโลเมตร ก็พบพระพุทธรูปองค์สีขาวขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ทางด้านขวามือ บริเวณนี้นักเดินทางมักเรียกกันว่า แยกพุทโธ เราเลี้ยวขวาผ่านพระพุทธรูปไปตามถนนที่ราดยาง เข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร ก็ถึงด่านตรวจของป่าไม้ ซึ่งเราจะใช้เป็นที่พักในคืนนี้
เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปก็เจอรถจาก ชมรม 4x4 ดอนเมือง กรุพ มาจอดรออยู่ก่อนแล้ว 4 คัน ทำให้ทริพนี้
มีรถยนต์รวมทั้งหมด 7 คัน ประกอบไปด้วย ซูซูกิ แคริเบียน ของผมและบ่าว ซูซูกิ จิมนี ของอาปิง
ซึ่งทริพนี้ทำหน้าที่เป็นโค-ดไรเวอร์ ปล่อยให้หลานสาวร่างสูง 180 ซม. กับน้ำหนักตัวอีก 80 กก. เป็นคนขับแทน โตโยตา ไฮลักซ์ ฮีโร ของเจ้ากบน้องใหม่ของชมรม ฯ รวมทั้ง มิตซูบิชิ สตราดา ของน้าเทพ, ป๋าเผ่า และ พี่ยง อีก 3 คัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มมอเตอร์ไซค์ เอนดูโร ของน้าเปี๊ยก ที่อยู่จังหวัดกาญจนบุรี อีก 9 คัน ที่จะร่วมเดินทางไปกับเรา
หลังจากแยกย้ายกันกางเทนท์เสร็จสรรพ ก็มานั่งคุยกันถึงแผนการเดินทางของวันรุ่งขึ้น ขณะที่อุณภูมิ
ขณะนั้นลดต่ำลงมาจนอยู่ในระดับไม่เกิน 10 องศา ประกอบกับสายลมที่พัดมาตลอดเวลานั้น มันยิ่งทวีความหนาวให้อีกกว่าเท่าตัว แม้ด้านข้างวงสนทนาจะมีกองไฟที่ลุกโชนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวนั้นหายไปแต่อย่างใด นั่งคุยกันจนเวลาล่วงมาถึงเที่ยงคืนจึงเริ่มแยกย้ายกันเข้านอน โดยมีกำหนดการเดินทางในตอนเช้าเวลาประมาณ 08.00 น.
บทแรกของการเดินทาง
สู่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
การเดินทางเข้าสู่ทุ่งใหญ่นเรศวรของผมครั้งนี้ เป็นครั้งที่เท่าไรนั้นผมไม่แน่ใจ แต่ส่วนใหญ่จะเดินทางเข้าทางด่านสะเน่พ่อง ผ่านหน่วยเกาะสะเดิ่งจนถึงด่านทิไล่ป้า ส่วนครั้งหลังสุดนั้นจำได้ว่าเข้าทางด่านทินวย ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรากำลังจะไปในทริพนี้ แต่เมื่อครั้งนั้นเข้าไปได้เพียงแค่ด่านซ่งไท้เท่านั้น เพราะด้วยเวลาที่มีเพียงน้อยนิดของมนุษย์เงินเดือน บวกกับช่วงนั้นเจอพายุฝนที่ตกติดต่อกันเป็นอาทิตย์ จึงทำให้การเดินทางต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ เรียกว่ากว่าจะออกมาได้ทำเอาสะบักสะบอมกันถ้วนหน้าทีเดียว
เมื่อกาแฟหมดแก้ว ล้อรถทุกคันก็เริ่มหมุนออกจากที่พัก วิ่งไปตามถนนราดยาง ถึงบ้านทิพุเยเลี้ยวขวา
ผ่านไปได้ไม่นาน ถนนราดยางก็สิ้นสุด กลายเป็นถนนลูกรัง ช่วงนี้เราต้องชะลอความเร็วของรถลง เพราะเกรงว่าฝุ่นที่เกิดจากรถของพวกเรานั้นจะไปสร้างความรำคาญให้แก่ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น
ผ่านหมู่บ้านทิพุเย ก็มาถึงหมู่บ้านทุ่งนางครวญ และหมู่บ้านห้วยเสือ ตามลำดับ ผ่านบ้านห้วยเสือมาก็จะเจอสามแยก ซึ่งหากเลี้ยวขวาก็จะเป็นเส้นทางที่ไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แต่ขบวนเราเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปบ้านทุ่งเสือโทน ขับรถไปอีกสักระยะก็จะเห็นป้ายบอกทางสู่ทุ่งใหญ่นเรศวรอยู่ด้านซ้ายมือ
วิ่งไปตามลูกศรอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก็ถึงหน่วยทินวย ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่ผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปเยือนทุ่งใหญ่ ฯ ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือขอหนังสือรับรองจากกรมป่าไม้ เพื่อนำไปยืนยันถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทาง สำหรับพวกเรานั้นได้ทำหนังสือชี้แจงมาล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงทำให้การผ่านด่านไม่ยุ่งยาก
สภาพเส้นทางจากหน่วยทินวยไปหน่วยทิคอง ประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูหนาว แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางจะแห้ง เพราะด้วยสภาพของป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้แสงแดดส่องลงมาถึงพื้นดินได้น้อย จึงมีแอ่งโคลนเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดขบวนรถเราได้ ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงหน่วยทิคอง
หน่วยซ่งไท้ คือ จุดหมายต่อไป ระยะทางอีกประมาณ 13 กิโลเมตร แต่หลังออกจากทิคองมาได้ประมาณครึ่งทาง ซูซูกิ จิมนี ของอาปิง ก็ออกอาการงอแง สาเหตุมาจากคาร์บูเรเตอร์เกี่ยงงาน เราต้องจอดรถแล้วแก้ไขกันตามสภาพ พอให้วิ่งได้ไปก่อน ซึ่งบริเวณนี้สมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากจะจอดอยู่นานสักเท่าไร เพราะพื้นดินแถวนี้มีแต่รอยเท้าเสือซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามืออยู่เต็มไปหมด ป่าหญ้ารกชัฏข้างทางก็มีแต่ร่องรอยของด่านสัตว์ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดไหนบ้าง หลังจากทำให้เครื่องยนต์ติดได้ ล้อก็เริ่มหมุนอีกครั้ง
เดินทางมาถึงหน่วยซ่งไท้ก็ได้เวลาเที่ยงพอดี แต่ขบวนเราตัดสินใจเดินทางต่อ โดยตั้งเป้าว่าจะไปทานมื้อเที่ยงที่ห้วยดงวี่ ที่อยู่ห่างออกไปอีก 12 กิโลเมตร ซึ่งตรงนี้เราต้องข้ามน้ำและวิ่งย้อนไปตามลำห้วย ถึงแม้จะหมดฝนมาหลายเดือน แต่น้ำในลำห้วยก็ยังมีปริมาณที่มากอยู่ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงดงวี่ เราก็แวะจอดพัก เมื่อลงจากรถได้ บ้างก็เอาข้าวออกมาทาน บ้างก็ทนความใสสะอาดของลำห้วยไม่ไหว ถึงกับอาบน้ำอาบท่ากันเลยทีเดียว น้ำในลำห้วยดงวี่ใสสะอาด และเย็นมาก ขนาดยืนแช่อยู่ไม่นานนัก ยังทำให้ขาชาได้
เมื่อความเหนื่อยถูกแทนที่ด้วยความสดชื่น เราจึงเริ่มทยอยกันออกเดินทางต่อ วิ่งทวนน้ำมาได้สักระยะก็หักเลี้ยวซ้ายขึ้นฝั่ง จากตรงนี้จะเป็นทางเนินหินลอยค่อนข้างชัน ยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเห็นจะได้ ทำให้การขับต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และเนินนี้เองที่ทำให้รถ มิตซูบิชิ สตราดา ของป๋าเผ่า คลัทช์ลื่น ต้องใช้รถของพี่ยงลาก ระยะทางที่เหลือจึงทุลักทุเลกันพอสมควร
ระหว่างทาง ขบวนเราได้จอดไหว้ศาลเจ้าพ่อฤาษีทุ่งใหญ่ ศาลแห่งนี้นักเดินทางส่วนใหญ่ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และชาวกะเหรี่ยง ต่างให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยศาลหลังปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2544 แทนที่หลังเก่าซึ่งเป็นไม้ และถูกไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 2541 ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ รูปปั้นขององค์พระฤาษีนั้นไม่ได้ถูกไฟเผาไปด้วยแต่อย่างใด
เวลาประมาณ 16.00 น. ขบวนเราก็เดินทางมาถึงห้วยเซซาโว่ ที่พักในคืนนี้ เราใช้พื้นที่บริเวณริมห้วย
เป็นที่กางเทนท์ เวลาเกือบๆ ทุ่ม ก็จัดการกับอาหารมื้อเย็น แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ ไม่ได้หรูเลิศ แต่ทุกคนก็เอร็ดอร่อยถ้วนหน้า
หลังทานอาหารเสร็จ พวกเราตั้งวงสนทนา และวางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางอากาศ
ที่หนาวเหน็บ เสียงกบเขียดร้องดังไปทั่วป่า เสียงจากไม้ไผ่ที่อยู่ในกองไฟแตกเป็นระยะ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สุขสงบจริงๆ พอน้ำค้างเริ่มมากขึ้น ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน พร้อมกับหมายมั่นว่าพรุ่งนี้จะเดินทางให้ถึงบ้านจะแก ตามที่ได้ตั้งใจมาแต่แรก
มุ่งหน้าสู่บ้านจะแก
ในวันเทศกาลฟาดข้าว
เช้านี้ความหนาวยังคงแผ่ปกคลุม นกนานาชนิดส่งเสียงขับขานดังระงมทั่วป่า เตาแกสสนามถูกจุดขึ้น ไม่นานน้ำในกาก็ร้อนได้ที่ กลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่นยามเช้า ดึงเราให้ออกจากเทนท์ทีละคนสองคน แม้ถุงนอนอุ่นๆ ก็๋ยังไม่สามารถที่จะยื้อให้นอนขดต่อไปได้ เมื่อสมาชิกทยอยออกจากเทนท์จนครบ ข้าวต้มแบบง่ายๆ ก็ถูกปรุงขึ้น และข้าวผัดที่จะเป็นอาหารมื้อเที่ยงระหว่างทาง ก็ตามลงกระทะในเวลาไล่เลี่ยกัน
เมื่อข้าวต้มถ้วยสุดท้ายหมด เสียงเครื่องยนต์ก็ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้ง เทนท์และฟลายชีทถูกเก็บเข้าที่ ล้อรถคันแรกก็เริ่มหมุนเดินทางต่อไปยังจุดหมายข้างหน้า ระยะทาง 11 กิโลเมตร จากห้วยเซซาโว่ เส้นทางช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้าง สลับป่าไผ่หนาทึบ ด้วยความหลากหลายของป่าในทุ่งใหญ่เช่นนี้ จึงเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์นานาชนิดได้อาศัย
เรามาข้ามน้ำอีกทีที่ลำห้วยแม่กะสะ เหลือระยะทางอีกเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น ที่จะถึงหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก ขบวนยังคงเดินทางมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เห็นป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยตัวหนังสือสีเหลืองว่า "หน่วยพิทักษ์ป่าจะแก"
หลังจากลงชื่อกับทางเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว จุดหมายต่อไป คือ เข้าไปที่หมู่บ้าน แต่ระหว่างทางเรายังมีภารกิจที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องทำ คือ การมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้แก่อาจารย์และนักเรียนที่โรงเรียนบ้านหินตั้ง ซึ่งที่นี่ยังขาดแคลนและต้องการอุปกรณ์เหล่านี้อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากนักเดินทางกลุ่มไหนได้เดินทางผ่านไป นำอุปกรณ์การเรียนการสอนติดไม้ติดมือไปฝากเด็กๆ ที่นั่นด้วยก็จะดี
ออกจากโรงเรียนบ้านหินตั้งประมาณเที่ยงวัน จุดหมายต่อไป คือ สถานที่ที่ใช้จัดงานประเพณีฟาดข้าว ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จากโรงเรียน ฯ ก็ถึงสถานที่จัดงาน เมื่อไปถึงมีชาวบ้านที่มาช่วยเตรียมงานประมาณ 20 คน ในใจผมก็คิดว่างานจะเริ่มเย็นนี้แล้ว ทำไมสถานที่เตรียมงานถึงยังไม่เสร็จ อีกทั้งคนก็มีน้อยกว่าที่คาดคิดไว้ จึงลงจากรถลองสอบถามชาวบ้านที่มาช่วยงาน คำตอบที่ได้รับผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะชาวบ้านที่ผมไปถาม เขาบอกว่างานฟาดข้าวจะเริ่มในเย็นวันพรุ่งนี้ นั่นคือ เย็นวันอาทิตย์ที่ 16 ไปจนถึงเช้าอีกวัน ซึ่งนั้นเป็นเวลาที่เราต้องออกจากทุ่งใหญ่ ฯ แล้ว เพราะเราขออนุญาตเข้ามาถึงแค่วันที่ 16 เท่านั้น ที่สำคัญ วันจันทร์ก็ต้องไปทำงานต่อ เพราะลาหยุดมาแค่วันพฤหัสบดีกับวันศุกร์
ลองนั่งคิดเวลาดูแล้ว ถ้าหากจะอยู่รอดูงาน อย่างไรก็ออกไม่ทันแน่ เพราะระยะทางจากจุดนี้ย้อนทางที่เรามานั้นร่วม 100 กิโลเมตรเลยทีเดียว อีกอย่างหากอยู่ดูงานก็คงต้องเดินทางกลับในตอนกลางคืน ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะเส้นทางในป่านั้น เวลากลางคืนไลน์ต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป ทำให้การขับรถค่อนข้างอันตราย อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่อนุญาตให้เดินทางกลางคืนด้วย
มีทางเดียวที่เราสามารถทำได้ คือ ต้องหันหลังกลับโดยทิ้งความเสียดายไว้เบื้องหลัง พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าปีหน้าค่อยมาใหม่และคงไม่พลาดอีก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราไม่สามารถรู้วันเวลาที่แน่นอนได้ เพราะงานประเพณีนี้เป็นของชาวกะเหรี่ยง จะรู้กันเพียงเฉพาะชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น ส่วนคนนอกอย่างเรามีน้อยมากที่จะรู้ได้
ขบวนเราจำต้องเดินทางกลับทั้งที่ใจยังไม่อยากกลับ ที่พักระหว่างทางของคืนนี้อยู่ที่ห้วยเซซาโว่ที่เดิม
เพราะเป็นสถานที่ที่สวยงาม และพร้อมที่สุดในการพักค้างแรม
เกือบๆ 6 โมงเย็นที่เราเดินทางมาถึงห้วยเซซาโว่ ฟ้าเริ่มสลัว เป็นสัญญาณเตือนว่าพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฟลายชีทและเทนท์ถูกนำออกมากางอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ความมืดแห่งราตรีการจะเข้ามาปกคลุม อาหารมื้อเย็นปรุงขึ้นมาอย่างรีบเร่ง แต่รสชาติก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ามื้อที่ผ่านๆ มา
คืนนี้เรานั่งคุยกันนานกว่าทุกคืนที่ผ่านมา เพราะอยากจะซึมซับกับธรรมชาติของป่าทุ่งใหญ่ ฯ ในคืนสุดท้ายให้ได้มากที่สุด อีกทั้งโพรแกรมพรุ่งนี้ก็มีแค่เดินทางกลับเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต้องรีบร้อนมากนัก
เมื่อกองไฟเริ่มมอดลง เราจึงเริ่มทยอยกันเข้านอน
หลังอาหารเช้าพร้อมกับแพคเสบียงมื้อเที่ยงเสร็จ ขบวนเราจึงเริ่มเดินทางต่อ จุดหมายสำหรับแวะพักทานมื้อเที่ยงอยู่ที่หน่วยซ่งไท้ ขบวนเราเดินทางออกจากหน่วยซ่งไท้ ประมาณบ่าย 2 โมง ถึงหน่วยทินวย ประมาณ 4 โมงเย็น และแยกย้ายกันกลับตรงจุดนี้ พวกเราออกจากผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมาพร้อมกับความสุข คงมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้ง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3,200 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,279,500 ไร่ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2517 ประกาศให้เป็นมรดกโลก จากคณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก (UNESCO) เมื่อปี 2534 ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุด คือ เขาใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำรันตรี ลักษณะป่าที่พบมีป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ และทุ่งหญ้า มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ป่าผืนนี้ยังมีอาณาเขตติดต่อกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ทางทิศตะวันออก และป่าแม่กลอง กับป่าอุ้มผาง ทางทิศเหนือ รวมเป็นเนื้อที่ 5,495,693 ไร่ ถือว่าเป็นป่าผืนใหญ่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ
ประเพณีฟาดข้าวชาวกะเหรี่ยง
ประเพณีนี้จัดขึ้นปีละครั้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าว แต่ละครั้งหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่จะมีการหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพ โดยชาวกะเหรี่ยงแต่ละหมู่บ้านจะมาร่วมชุมนุมและร่วมแรงกันในการฟาดข้าว วัตถุประสงค์หลักในการจัดงานประเพณี คือ เพื่อขอบคุณและขอขมาแม่โพสพที่ให้ข้าว ให้ความอุดมสมบูรณ์
พิธีกรรมงานฟาดข้าวจะเริ่มในตอนเย็น และดำเนินต่อไปในช่วงเวลากลางคืน เหตุที่ต้องเริ่มงานในเวลากลางคืน เพราะเวลากลางวันชาวกะเหรี่ยงจะออกไปทำงานในไร่ และบางหมู่บ้านอยู่ไกล การเดินทางต้องเดินเท้าในป่า บางหมู่บ้านต้องเดินข้ามเขาเพื่อมาร่วมงาน ในระหว่างพิธีฟาดข้าวจะมีการร้องเพลงแข่งกันระหว่าง 2 หมู่บ้าน พร้อมกันกับมือที่ถือฟ่อนข้าวที่ฟาดลงไปในลานที่จัดไว้ในงานทีละหมู่บ้าน ผู้ที่ทำการแข่งฟาดข้าวส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาว แต่ต้นเสียงของการขับร้องนั้นจะเป็นคนเฒ่าที่ผ่านประสบการณ์มานาน เนื้อร้องจะเป็นภาษากะเหรี่ยง มีความหมายถึงการเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาว ซึ่งคล้ายกับเพลงเกี่ยวข้าวทางภาคกลางที่ร้องขับเกี้ยวกันเพื่อความรื่นเริง
หลังเสร็จจากการฟาดข้าว อาจใช้เวลาถึงเที่ยงคืน หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนข้าวในปีนั้น ก็จะมี
การละเล่นของชาวกะเหรี่ยง อาทิ การแข่งปีนเสาน้ำมัน, การทรงตัวไต่ไม้, การร้องเพลงและเล่นดนตรี
พื้นเมือง ตอนเช้าหลังจากพิธีเสร็จ จะมีการถวายภัตตาหารเช้ากับพระสงฆ์ หลังจากนั้นก็เก็บข้าวที่ได้
และแยกย้ายกันกลับ
ABOUT THE AUTHOR
ข
ขุนเดช
นิตยสาร 417 ฉบับเดือน เมษายน ปี 2551
คอลัมน์ Online : ชีวิตอิสระ(4wheels)


