บทความ

กู้ 2 ล้านล้านบาทดันธุรกิจประกันภัยโตอีก


เนื่องจากเรื่องทิศทางธุรกิจประกันภัย จะมีการปรับตัวโตขยายต่อเนื่อง หลังจากได้รับอิทธิพลนโยบายรัฐบาล โครงการคืนภาษีรถคันแรกกว่า 1.25 ล้านคัน และ พรบ.ภัยพิบัติแห่งชาติ กระตุ้นให้คนซื้อประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินเพิ่ม ตลอดจนภาครัฐปรับเงื่อนไขให้ประกันไทยเตรียมพร้อมสู่ตลาดรวมอาเซียน (AEC)

ในขณะเดียวกัน คปภ. ก็ยังประเมินว่า ธุรกิจประกันภัยอยู่ในภาวะปัจจัยเสี่ยงสูง เพราะธุรกิจประกันภัย เป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวเลขสถิติ การเกิดภัย ประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ และอัตราดอกเบี้ยในตลาด หากผู้ทำธุรกิจประกันภัย มีความรู้ความเข้าใจในผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจ ประกันภัย ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการบริหารจัดการ ลงทุนด้วยความระมัดระวัง และดำเนินนโยบายการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

ดังนั้นภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังต้องเร่งพัฒนาบุคลากรขององค์กร ให้มีความรู้ ความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะฝ่ายตัวแทน หรือนายหน้า ที่จะต้องมีความรู้ และความเข้าใจในการประกันภัย โดยตัวแทนจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย ที่ผ่านการอบรมจากสำนักงาน คปภ.? หรือ ผ่านการอบรมจากสถาบัน หรือ หน่วยงานที่สำนักงาน คปภ. ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ได้มีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถนำความรู้ดังกล่าวไป ให้คำแนะนำและบริการแก่ประชาชน รวมทั้งผู้เอาประกันภัยอย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปตามเศรษฐกิจและสังคมด้วย

บทเรียนการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ถือเป็นบททดสอบถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม ประกันภัยการรับมือกับเหตุการณ์ความเสี่ยงที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันภัย ต้องนำบทเรียนต่างๆ มาทบทวนอย่างมาก เกี่ยวกับความผันผวน หรือความแปรปรวนของภูมิอากาศ รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ จากโลกาภิวัตน์ ซึ่งการเชื่อมโยงกันทั้งหมดนี้ สามารถนำไปสู่การหยุดชะงักของธุรกิจ และธุรกิจประกันภัยไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และกำหนดราคาที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในปี 2556 ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระยะสั้นบนความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ความไม่สมดุลของเงินบัญชีเดินสะพัด และความผันผวนของเงินทุนไหลเข้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจประกันวินาศภัย คาดว่าแนวโน้มธุรกิจยังเติบโตขยายอย่างต่อเนื่อง ทั้งประกันรถยนต์จากโครงการคืนภาษีที่เริ่มทยอยส่งรถตามที่กำหนดนัด และภาคก่อสร้าง จากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลตาม พรบ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และยังกระแสต่างชาติปรับลดเบี้ยประกันและเงื่อนไขประกันภัยทรัพย์สินหลังจากปีที่ผ่านมา ไม่มีการจ่ายเคลมอะไรมากมาย

ทั่งนี้นายกสมาคมประกันวินาศภัย มองว่า น่าจะยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการรับประกันภัยรถยนต์ ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการรับประกันภัยรถยนต์ ปรับเพิ่มขึ้น จากระดับ 65 % ในปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 70 % ในปีนี้

ในส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นความหวังของธุรกิจประกันวินาศภัย ภาคการก่อสร้างอย่างมหาศาล เนื่องจากมีเบี้ยประกันภัย มูลค่าค่อนข้างสูง ซึ่งภาคธุรกิจต้องเตรียมศักยภาพด้านบริการของบริษัทให้พร้อม เพราะแม้มีเบี้ยประกันภัยรับเข้ามามากขึ้น แต่ศักยภาพการให้บริการไม่พร้อม ก็จะกลายเป็นดาบสองคมให้บริษัทถูกมองในแง่ลบ และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจในภาพรวม เช่น มี รถยนต์รอค้างซ่อมนานหลายเดือน เป็นต้น

“ประกันวินาศภัยพอร์ทใหญ่มาจากประกันภัยรถยนต์กว่า 65-70 % หากยอดขายรถยนต์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้โครงการรถยนต์คันแรกหมดอายุลง ก็น่าจะทำให้เบี้ย ประกันภัย รับทั้งปีเติบโตได้ทะลุ 2 แสนล้านบาทเป็นปีแรก หรืออาจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นจริง”

ในมุมมองของบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่อย่าง บมจ. ทิพยประกันภัย เห็นว่า โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะเป็นปัจจัยหนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัย ขยายตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่น รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เบี้ยประกันภัยภาคการก่อสร้าง แต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 % ของเบี้ย ประกันภัยรับรวมในแต่ละปี ซึ่งอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท แต่หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเริ่มเปิดให้มีการแข่งขันราคาภายในปีนี้ เชื่อว่าจะทำให้ประกันภัย ก่อสร้าง ซึ่งเป็นประกันภัยในกลุ่มเบ็ดเตล็ดขยับตัวเพิ่มขึ้น 0.1 % หรือมีเบี้ยประกันภัย 2-3 พันล้านบาท

ในปี 2555 ที่ผ่านมานั้น บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด มีรายได้จากการรับประกันภัย เบ็ดเตล็ด 947.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58 % จากปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 599.16 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากประกันภัยก่อสร้างขนาดใหญ่ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ประกันภัยอากาศยาน และโครงการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งในปี 2556 จะยังคงให้ความสำคัญกับการรับประกันภัย ร่วมกับบริษัทในเครือ เช่น บริษัท ไทยศรีประกันภัย ฯ โดยเข้าไปเสนอราคารับประกันภัยแบบรวมแพค เช่นเดียวกับช่วงที่ผ่านมา ที่เข้าไปรับประกันภัยรถไฟฟ้าสายสีแดง

ในส่วนกองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เตรียมปรับลดเบี้ยประกันภัย จากการที่คณะกรรมการตาม พรบ. บริหารน้ำ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ทำให้กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ประเมินครบรอบ 1 ปี บริหารน้ำท่วมสำเร็จอยู่ในภาวะใกล้ปกติ อาจปรับลดเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมได้อีก จากที่ความเสี่ยงสูงแตะ 13 % ลดลงใกล้ภาวะปกติที่ 1 % ลดเบี้ยประกันภัย

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกองทุน ฯ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุน ฯ ตามพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ปี 2555 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2556 ภายหลังจากที่ประเทศไทยประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมที่เคยสูง 12-13 % เริ่มปรับลดลงเข้าใกล้ภาวะปกติแล้ว
“ความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม จากภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 คิดเป็นเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลตัดสินใจตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงภัยทางด้านเศรษฐกิจ ให้แก่ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป”

โดยกองทุน ฯ ได้กำหนดเบี้ยประกันภัยอัตราเดียวทั่วประเทศ สำหรับแต่ละกลุ่มระหว่าง 0.50 % จนถึง 1.25% ในลักษณะของกรรมธรรม์แบบจำกัดความรับผิด (SUB LIMIT) โดยเริ่มต้นจาก

1. บ้านเรือนที่อยู่อาศัย จ่ายเบี้ยประกันภัย 0.50 % หรือ 500 บาท/ปี จะได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 100,000 บาท

2. SME ที่มีทุนประกันภัย ไม่เกิน 50 ล้านบาท จำกัดความรับผิดไม่เกิน 30 % ของทุนประกันภัย จ่ายเบี้ยประกันภัย 1 % หรือ 500,000 บาท/ปี และ

3. ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย คือ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จำกัดความรับผิดไม่เกิน 50 % ของทุนประกันภัย จ่ายเบี้ยประกันภัย 1.25 %
ผู้ที่ซื้อประกันภัยดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครอง 3 ภัย ประกอบด้วย

ภัยน้ำท่วมกรณีที่ 1. น้ำท่วมพื้นอาคารจะได้รับความคุ้มครอง 30 % ของวงเงินการจำกัดความรับผิด

ภัยน้ำท่วมกรณีที่ 2. ระดับน้ำสูง 50 ซม. จากพื้นอาคารจะได้รับความคุ้มครอง 50 % ของวงเงินการจำกัดความรับผิด

ภัยน้ำท่วมกรณีที่ 3. ระดับน้ำสูง 75 ซม. จากพื้นอาคารได้รับความคุ้มครอง 75 % ของวงเงินการจำกัดความรับผิด และ

ภัยน้ำท่วมกรณีที่ 4. ระดับน้ำสูง 100 ซม. จากพื้นอาคารจะได้รับความคุ้มครองเต็มวงเงิน คือ ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน 2 ภัยที่เหลือ คือ ภัยจากแผ่นดินไหวต้องมีความรุนแรงตั้งแต่ 7 ริคเตอร์ขึ้นไป และภัยจากลมพายุ ต้องมีความเร็วลมตั้งแต่ 120 กม./ชม. ขึ้นไป

“จากที่รัฐบาลจัดตั้งกองทุน ฯ ทำให้เบี้ยประกันภัย ที่ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 12–13 % ของทุนประกันภัย ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ 2–3 % แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะบริษัทรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศ หรือ REINSURER เริ่มกลับเข้ามารับประกันภัยน้ำท่วมอีกครั้ง ด้วยการเสนอเบี้ยประกันภัยที่ถูกลง”

การฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติกลับคืนไม่ใช่เรื่องง่าย หรือทำแบบเล่นๆ การมีกองทุน ฯ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าน้ำจะไม่ท่วมอีก แต่การที่รัฐบาลผลักดัน พรบ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศวงเงิน 350,000 ล้านบาท เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้นักลงทุนต่างชาติ รับทราบข้อมูลอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแบบซ้ำซาก
“

ผลพวงจากการจัดตั้งกองทุน ฯ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ยังมีความคุ้มครองอยู่ 808,119 ฉบับ เบี้ยประกันภัย 558 ล้านบาท ทุนประกันภัยพิบัติ 75,926 ล้านบาท โดยเป็นทุนประกันภัยต่อ 52,123 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยต่อ 420 ล้านบาท โดยไม่มีการเรียกร้องสินไหมทดแทนแม้แต่บาทเดียว

เลขาธิการ คปภ. ในฐานะกรรมการบริหารกองทุน ฯ (บอร์ด) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะลดเบี้ยประกันภัยของกองทุน ฯ ให้ลดลงต่ำกว่าในปัจจุบัน เพราะภาระเบี้ย ประกันภัยที่ระดับ 2-3 % นั่นก็หมายถึง จำนวนผู้ซื้อประกันภัยจะเพิ่มจำนวนขึ้นนั่นเอง



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2556
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hjquX
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th