บทความ

แคดิลแลค อดีต และปัจจุบัน


ละครเทพบุตรจุฑาเทพ ที่บรรดาสาวน้อย และไม่น้อยติดหนับกันอยู่เวลานี้นั้น เนื่องจากเป็นละครย้อนยุค ทำให้เราได้เห็นรถยนต์ยุคเก่าออกมาเข้าฉากโชว์โฉมกันหลายต่อหลายคัน แล้วถ้าจำไม่ผิดมีรถคันใหญ่ยาวยี่ห้อ แคดิลแลค อยู่ด้วย ใครอย่าคิดว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป 50-60 ปี แคดิลแลค ถึงแม้ว่าจะตกยุคไปด้วยความที่เป็นรถขนาดใหญ่ กินน้ำมัน โดยมีรถเล็กๆ แบบอีโคคาร์เข้ามาเบียดถนนแทน ถ้าใครขับ แคดิลแลค ยุคนี้ น่าจะถูกมองค้อนว่า ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน แต่ แคดิลแลค ก็ยังคงอยู่อย่างสง่างาม แม้จะเป็นความสง่างามแบบเงียบๆ ก็ตามที

แคดิลแลค คันแรกผลิตขึ้นมาเมื่อปี 1902 เป็นรถที่ได้รับการยอมรับว่าผลิตด้วยวิศวกรรมที่แม่นยำ (PRECISION ENGINEERING) และการประกอบที่หรูหราอย่างมีสไตล์ ซึ่งเป็นรถหนึ่งในดวงใจของคนอเมริกัน รถรุ่นแรกๆ ที่ประกอบขึ้นมา ด้วยชิ้นส่วนที่ใช้ทดแทนกันได้ ที่ผลิตจากโรงงาน และทุกชิ้นเหมือนกัน ระบบผลิตชิ้นส่วนพวกนี้มีขึ้นครั้งแรกในปี 1908 แคดิลแลค ยังได้ผลิตรถคันแรกที่มีตัวถังปิด และต่อมาในปี 1912 ก็เป็นรถคันแรกที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการติดเครื่องยนต์ และส่องสว่างภายในรถยนต์

แคดิลแลค “CADILLAC” ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นภาษาฝรั่งเศส ชื่อรถตั้งตามชื่อนักสำรวจชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 ที่ชื่อว่า ANTOINE LAUMET DE LA MOTHE, SIEUR DE CADILLAC ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด ดีทรอยท์ รถ แคดิลแลค คันแรกมีอายุกว่าร้อยปี นับจากปี 1902 ที่เริ่มผลิต เป็นรถ 2 ที่นั่ง ใช้เครื่องยนต์ 1 สูบ กำลัง 10 แรงม้า ซึ่งในตอนนั้นมี ฟอร์ด โมเดล เอ ที่หน้าตาคล้ายกันราวกับแกะ

เมื่อ แคดิลแลค คันแรกออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคม ก็ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก และในเดือนมกราคม ปีถัดมาก็ได้นำออกแสดงในงาน มหกรรมยานยนต์นิวยอร์ค ซึ่งได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ด้วยยอดสั่งจองถึง 2,000 คัน เพราะเห็นได้ว่า แคดิลแลค นั้นมีวิศวกรรมที่มีความแม่นยำสูงอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งช่วยเพิ่มความไว้วางใจให้แก่ผู้ขับขี่ เมื่อมันผ่านการทดสอบเปลี่ยนอะไหล่ที่ใช้แทนกันได้ อังกฤษในปี 1908 มันก็ได้รับถ้วยรางวัล DEWAR ในปีนั้น

เจเนอรัล มอเตอร์ส หรือ (GM) เข้าซื้อกิจการ แคดิลแลค ในปี 1909 ภายในระยะเวลาแค่ 6 ปี ก็ได้วางรากฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์การผลิตแบบจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ เพราะการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ทดแทนกันได้ นอกจากนั้นมันกลายเป็นรถหรูระดับแนวหน้าของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย และในปี 1912 มันก็ได้รับรางวัลอีกครั้งหนึ่งจากการค้นคิดระบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้า

ในปี 1917 ในสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพสหรัฐอเมริกา มีความต้องการรถยนต์สำหรับเจ้าหน้าที่ของกองทัพที่น่าไว้ใจ จึงเลือก แคดิลแลค ไทพ์ 55 ทัวริง ไปทดสอบอย่างโชกโชนแถวบริเวณชายแดนเมกซิโก และในที่สุดทางกองทัพได้สั่งซื้อ แคดิลแลค รุ่นดังกล่าว จำนวน 2,350 คัน เพื่อนำไปประจำการในประเทศฝรั่งเศส

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การผลิตรถ แคดิลแลค ก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์ เพื่อสนองความต้องการของคนที่มีรายได้สูง พร้อมกับเน้นเรื่องพละกำลังของเครื่องยนต์ แต่ยังคงความประณีตในการประกอบ และการตกแต่งอย่างหรูหราไว้เช่นเดิม

ในปี 1930 แคดิลแลค ได้ผลิตรถที่มีเครื่องยนต์ แบบ วี 12 สูบ และ วี 16 สูบ ต่อมา แคดิลแลค ได้เปลี่ยนแนวคิดจากการให้ความสำคัญด้านวิศวกรรม มาเป็นการดีไซจ์นตัวถังรถ อาทิเช่น การนำกระจกนิรภัยมาใช้ รวมถึงหลังคาเหล็กแทนที่จะเป็นหลังคาผ้าใบ
รถยนต์ แคดิลแลค ผ่านร้อนผ่านหนาว ท้าทายทุกฤดูกาลมาได้อย่างดี ต่อมาถึงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ รถหรู ราคาแพง ยอดจำหน่ายลดลงถึง 84 % แต่คนที่มากู้สถานการณ์ไว้ได้ คือ นิโคลัส ดเรย์สแตดท์ (NICHOLAS DREYSTADT) ซึ่งดูแลด้านการบริการลูกค้า และด้านช่าง ยอดขายก็กลับกระเตื้องขึ้นมา 70 % และในที่สุดดเรย์สแตดท์ ก็ได้รับการเลื่อนขึ้นมาดูแลบแรนด์ แคดิลแลค

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนที่มีอิทธิพลต่อ แคดิลแลค คือ ฮาร์เลย์ เจ เอิร์ล (HARLEY J EARL) ซึ่งผลงานการออกแบบของเขาส่งผลให้ แคดิลแลค แลดูคลาสสิค อาทิ การใส่หางปลาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร กระจกหูช้างรอบด้าน คิ้วโครเมียมและสเตนเลสส์สตีลขัดเงา

นิตยสาร MOTOR TREND มอบรางวัล “CAR OF THE YEAR” ให้ แคดิลแลค ในปี 1949 แต่ทางผู้บริหารกลับหยิ่งไม่รับรางวัลเสียเฉยๆ

รถยนต์ราคาแพงคันแรกของ แคดิลแลค คือ คูเป เด วิลล์ ผลิตในปี 1949 และในปีเดียวกันนั้น แคดิลแลค มียอดการผลิตมากถึง 1 แสนคัน

จากปี 1960-1964 เจ้าหางปลาก็ถูกลดขนาดลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด ในรุ่นที่ผลิตในปี 1965
ดังนั้นเจ้าหางปลาที่ใครๆ จำได้ว่าเป็น แคดิลแลค ก็จะเหลือให้ผู้ชื่นชอบรถวินเทจได้ชื่นชมเท่านั้น สำหรับ แคดิลแลค ยุคปัจจุบันก็ยังคงที่อยู่ตามท้องถนนภายใต้การบริหารของ เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี



------------------------------
เรื่องโดย : เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2556
คอลัมน์ : โลกติดล้อ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/58JVO

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th