บทความ

พื้นฐานเครื่องเสียง


สำหรับบทความ และเนื้อหาเรื่องพื้นฐานเครื่องเสียง และการเลือกเพาเวอร์แอมพ์ เป็นตอนจบต่อจากฉบับที่แล้ว มาเริ่มกันได้เลย

แหล่งจ่ายไฟ: ภาคจ่ายไฟในเพาเวอร์แอมพ์รถยนต์จะแปลงไฟ DC ขนาด 12 โวลท์ ที่อยู่ในระบบไฟฟ้าในรถยนต์ของคุณ เพื่อให้เพาเวอร์แอมพ์ สามารถผลิตพลังงานให้มากขึ้น มี 2 ประเภท คือ แหล่งจ่ายไฟแบบ REGULATED และ UNREGULATED (แหล่งจ่ายไฟตรงคงที่ และแหล่งจ่ายไฟตรงไม่คงที่) แหล่งจ่ายไฟแบบ REGULATED จะผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยไม่ขึ้นกับแรงดันไฟรถยนต์ (ซึ่งคาพาซิเตอร์จะช่วยป้องกัน และกรองกระแสไฟให้ราบเรียบ) ซึ่งเพาเวอร์แอมพ์จ่ายพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าแรงดันอินพุทจะต่ำกว่า 12 โวลท์ อย่างไรก็ตาม มันจะไม่ขยายพลังงานใดๆ ถ้าแรงดันอินพุทสูงกว่า 12 โวลท์ ส่วนเอาท์พุทของภาคจ่ายไฟ UNREGULATED ขึ้นโดยตรงกับแรงดันอินพุท สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับพลังงานเอาท์พุทสูงสุด พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงภายในระบบไฟรถยนต์ แอมพ์ภาคจ่ายไฟแบบ REGULATED ให้พลังงานขาออกคงที่ แม้ว่าแรงดันอินพุทจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ถ้ามีคาพาซิเตอร์ขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ควบคุมระบบไฟอื่นๆ ต่อเพื่อให้ระบบไฟฟ้ารถยนต์นั้นราบเรียบ และทำให้แอมพ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้แอมพ์แบบ UNREGULATED จึงไม่ได้รับความนิยมเท่ากับแอมพ์ REGULATED POWER SUPPLY

TRI-MODE: เพาเวอร์แอมพ์บางตัว สามารถต่อแบบที่เรียกว่า TRI-MODE ได้ ในโหมดนี้จะใช้ 2 แชนแนล ต่อขับลำโพงความถี่สูง และซับวูเฟอร์ 1 ตัว ซึ่งซับวูเฟอร์จะรับพลังงานจากแชนแนลทั้งสอง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ครอสส์โอเวอร์จะต้องพิเศษเพื่อแยกย่านความถี่ทั้ง 2 ช่วง และสามารถปรับสัญญาณเอาท์พุท ระหว่างลำโพงความถี่สูง และซับวูเฟอร์ได้ เพราะจะเป็นการประหยัดเงินค่าใช้จ่าย

รายละเอียดอื่นๆ: THD (TOTAL HARMONIC DISTORTION) เป็นสเปคที่แสดงถึงพลังงานขาออก ตัวอย่างเช่น 45 วัตต์x2 ที่ 0.01 % THD และมาตรฐานนี้กล่าวถึงระดับเอาท์พุท 45 วัตต์ ในแต่ละแชนแนล THD จะไม่มากกว่า 0.01 % บางครั้งผู้ผลิตจะอ้างข้อมูลจำเพาะของสเปคพลังงานที่ THD 1 % และต้องระวังสิ่งนี้ ค่า THD 1 % เป็นเพาเวอร์แอมพ์ที่มีคุณภาพไม่สูงมาก หรือผู้ผลิตบอกถึงสเปคพลังงานขาออกที่เพาเวอร์แอมพ์เกิดความเพี้ยนสูง ซึ่งกำลังขับที่สูงขึ้น ทำให้ความเพี้ยนมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความเพี้ยนควรต่ำกว่า 0.1 % เป็นอย่างน้อย
ครอสส์โอเวอร์ในตัว: เพาเวอร์แอมพ์ในปัจจุบันถูกออกแบบให้มีวงจรครอสส์โอเวอร์อยู่ในตัว โดยที่สามารถตัดแบ่งความถี่ในแต่ละย่านให้กับลำโพงแต่ละชุด เช่น ซับวูเฟอร์ และลำโพงกลาง/แหลม นอกจากนี้ยังประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก เมื่อเทียบกับการซื้ออุปกรณ์ครอสส์โอเวอร์เพิ่มเติมภายนอก แต่ถ้าเป็นเพาเวอร์แอมพ์แบบมัลทิแชนแนล และมีครอสส์โอเวอร์ในตัว ที่สามารถใช้งานแยกส่วนให้กับลำโพงในระบบ ก็จะมีราคาที่แพง

พรีแอมพ์ เอาท์พุท: เพาเวอร์แอมพ์ส่วนใหญ่จะมีพรีแอมพ์ เอาท์พุท ซึ่งช่วยให้สามารถต่อเพาเวอร์แอมพ์เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องต่อพรีแอมพ์จากเฮดยูนิท นอกจากนี้ ถ้าเพาเวอร์แอมพ์มีครอสส์โอเวอร์ในตัว ก็จะสามารถใช้ขับเพาเวอร์แอมพ์ตัวอื่นได้ ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมพ์ขับลำโพงซับวูเฟอร์ด้วยครอสส์โอเวอร์ในตัวที่ความถี่ 90 HZ และสามารถใช้ครอสส์โอเวอร์ในตัวตั้งสัญญาณที่เพาเวอร์แอมพ์ต่ำกว่า 90 HZ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับแอมพ์ที่ไม่มีครอสส์โอเวอร์ได้ และแอมพ์ตัวนั้นทำหน้าที่ขับลำโพงความถี่สูง

ความไวอินพุท: มีคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับความไวอินพุท และความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ว่า ทำไมเฮดยูนิทจะต้องมีเอาท์พุท 4 โวลท์ ส่วนแอมพ์ทำให้สัญญาณมีขนาดใหญ่สามารถขับลำโพงได้ โดยการตั้งสัญญาณอินพุทที่เรียกว่า INPUT SENSITIVITY ด้วยการปรับความไวสัญญาณอินพุทให้เหมาะสมหรือเทคนิคการปรับเลเวล แมทชิง ให้ได้ค่า S/N RATIO ในระบบเสียงสูงขึ้น เพื่อให้ได้ความชัดเจนของเสียงดนตรีสูงสุด โดยที่มีเสียงรบกวนต่ำที่สุด



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2556
คอลัมน์ : เทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/3cm3f
อัพเดทล่าสุด
18 Jul 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th