บทความ

ข่าวรอบโลก


รถไฟฟ้าติดตราดาวสามแฉก
บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ
ต้นปีหน้าออกขายในเมืองมะกัน

เยอรมนี/สหรัฐอเมริกา-ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองมะกัน เป็นที่เปิดตัวรถไฟฟ้าติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ (MERCEDES-BENZ B-CLASS ELECTRIC DRIVE) พร้อมประกาศยืนยันว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก แต่ยังไม่ยอมระบุสนนราคาค่าตัวว่าจะถูกหรือแพงขนาดไหน ?

ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม-วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013 ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์สามารถดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำรถไฟฟ้าติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ (MERCEDES-BENZ B-CLASS ELECTRIC DRIVE) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก”

เป็นผลงานจากความร่วมมือกับค่าย เทสลา มอเตอร์ (TESLA MOTOR) ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชื่อดังของเมืองมะกัน และไม่ใช่รถที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคัน หากดัดแปลงจากรถติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ B-CLASS) อันเป็นรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดที่เริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อปลายปี 2011 โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายจุด ทั้งภายนอกและภายในของตัวถัง และจุดสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน จากขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล เป็นขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ โดยไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ

ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงกว่า 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า และให้แรงบิดสูงกว่า 310 นิวตัน-เมตร/31.6 กก.-ม. ตั้งแต่รอบแรกของการหมุน ส่วนแบทเตอรีที่ป้อนพลังไฟ เป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง เมื่อประจุไฟด้วยไฟบ้าน 240 โวลท์/40 แอมป์ และต้องการปริมาณไฟสำหรับการเดินทางไกล 100 กม. แบทเตอรีดังกล่าวนี้ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ ตำแหน่งซึ่งไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ของห้องเก็บของท้ายรถและห้องโดยสารซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน

สมรรถนะความเร็วและพิสัยการเดินทางตามตัวเลขของค่าย “ดาวสามแฉก” รถไฟฟ้าระดับ “พรีเมียม” แบบนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาต่ำกว่า 10.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 160 กม./ชม. เพราะเป็นรถที่เน้นระยะทางมากกว่าความเร็ว กล่าวคือ เมื่อประจุไฟเต็มหม้อรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 200 กม. ค่าย “ดาวสามแฉก” บอกว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำรถไฟฟ้าแบบนี้ออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก หลังจากนั้นจึงจะเริ่มนำออกขายในตลาดยุโรป

ดร. โยอาคิม ชมิดท์ (JOACHIM SCHMIDT) กรรมการบอร์ดผู้รับผิดชอบงานขายและการตลาดของค่าย “ดาวสามแฉก” กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ เป็นรถที่สนองประสงค์ของลูกค้าผู้ปรารถนาการขับขี่ที่ไร้มลพิษได้เป็นอย่างดี โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติใดๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ นั่นคือ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเพลิดเพลินใจในการขับขี่”

นอกจากระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว นวัตกรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งที่จะได้พบในรถไฟฟ้าแบบนี้ คือ ระบบสื่อสารกับรถผ่านระบบอินเตอร์เนทโดยใช้คอมพิวเตอร์พีซีหรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งทำให้ผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบสถานะของแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน และตำแหน่งแห่งหนของรถได้โดยง่าย

ค่าย “ดาวสามแฉก” ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำรถไฟฟ้าแบบนี้ออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก และหลังจากนั้นจึงจะเริ่มนำออกขายในตลาดยุโรป

 

โพร์เช พานาเมรา รุ่นยกหน้า
เปิดตัวแล้วในเมืองมังกร
เริ่มขายเดือนกรกฎาคมปีงูเล็ก

เยอรมนี/สาธารณรัฐประชาชนจีน-ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองเบียร์ใช้งานแสดงรถยนต์รายการสำคัญของเมืองมังกร เป็นที่เปิดตัวรถ โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” พร้อมประกาศว่า จะเริ่มนำรถออกโชว์รูมในเดือนกรกฎาคม 2013 โดยมีรถให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 10 โมเดล รวมทั้งโมเดลที่ใช้ระบบขับแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ

ที่งานมหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้ครั้งที่ 15 ซึ่งอุบัติขึ้นในเมืองเอกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 21-วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2013 ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์สามารถเรียกสื่อมวลชนและคนรักรถผิวสีเหลืองให้หลั่งไหลเข้าสู่บูธอย่างล้นหลาม ด้วยการนำรถสุดหรู โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) รุ่นที่เพิ่งผ่านปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เป็นการปรับปรุงที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับส่วนท้ายของตัวรถ ที่เห็นได้ชัด คือ กระจกบานหลังที่กว้างขึ้น การติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายแบบ POP-UP และเปลี่ยนตำแหน่งการติดตั้งป้ายทะเบียน จากติดอยู่กับตัวถังเป็นติดอยู่กับกันชนท้าย

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์บอกในงานว่า จะเริ่มนำรถรุ่นใหม่นี้ออกสู่โชว์รูมในเดือนกรกฎาคมของปีงูเล็ก โดยจะมีรถให้เลือกใช้รวม 10 โมเดล แยกเป็นรถฐานล้อมาตรฐาน (ยาว 2.920 ม.) รวม 7 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA-PORSCHE PANAMERA 4-PORSCHE PANAMERA S-PORSCHE PANAMERA 4S-PORSCHE PANAMERA GTS-PORSCHE PANAMERA TURBO-PORSCHE PANAMERA DIESEL เป็นรถฐานล้อยาว (ยาว 3.070 ม.) รวม 2 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA 4S EXECUTIVE-PORSCHE PANAMERA TURBO EXECUTIVE) และเป็นรถไฮบริด 1 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA S E-HYBRID

โมเดลที่ได้รับความสนใจและเรียกเสียงวิจารณ์ได้อึงคะนึงที่สุด คือ โพร์เช พานาเมรา เอส อี-ไฮบริด (PORSCHE PANAMERA S E-HYBRID) ซึ่งเป็นรถระดับหรูแบบแรกของโลกที่ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดที่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า PLUG-IN HYBRID ระบบขับไฮบริดดังกล่าวนี้ ใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ DOHC วี 6 สูบ ความจุ 2,995 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 70 กิโลวัตต์/95 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) 9.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังรวมสูงสุด 306 กิโลวัตต์/416 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 270 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าทึ่งมาก คือ 3.1 ลิตร/100 กม.หรือ 33.3 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 71 กรัม/กม. ในกรณีที่วิ่งด้วยพลังไฟของแบทเตอรีเพียงอย่างเดียวไม่ใช้เครื่องยนต์ จะไปได้ไกลประมาณ 36 กม. และสามารถทำความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม.

 

เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท
เปิดตัวแล้วในเมืองมะกัน
เดือนกันยายนออกโชว์รูม

อังกฤษ/สหรัฐอเมริกา-ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองผู้ดี ซึ่งมีเจ้าของอยู่ในเมืองโรตี ใช้งานแสดงรถยนต์รายการสำคัญในมหานครนิวยอร์ค เป็นที่เปิดตัวรถ เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท (RANGE ROVER SPORT) รุ่นใหม่เอี่ยมแกะกล่อง พร้อมยืนยันว่าไตรมาสที่ 3 ของปีงูเล็กนี้จะเริ่มการจำหน่ายในเมืองผู้ดี โดยมีรถให้ลูกค้าเงินหนาเลือกใช้รวม 2 โมเดล

ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุด ซึ่งอุบัติขึ้นในเมืองที่ไม่มีเวลาหลับของสหรัฐอเมริการะหว่างวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม-วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013 ค่าย แจกวาร์ แลนด์ โรเวอร์ (JAGUAR LAND ROVER) แย่งชิงความสนใจของสื่อมวลชนและผู้ชมงานไว้ได้มากกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ด้วยการนำรถกิจกรรมกลางแจ้ง เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท (RANGE ROVER SPORT) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่สอง ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” หลังจากที่เมื่อครึ่งปีก่อน คือ เมื่อปลายเดือนกันยายนของปีงูใหญ่ก็เคยทำอย่างนี้มาครั้งหนึ่งแล้วในงานมหกรรมยานยนต์ปารีสกับรถ เรนจ์ โรเวอร์ (RANGR ROVER)

เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท รุ่นใหม่ ซึ่งกำลังจะออกโชว์รูมแทนที่รถรุ่นเดิม ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2005 และขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 380,000 คัน มีขนาดตัวถังยาว 4.850 ม. (ยาวกว่ารถรุ่นเดิม 6.2 ซม.) กว้าง 1.983 ม. สูง 1.780 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์ 0.34-0.37 รูปทรงองค์เอวของตัวถัง เกอร์รี แมคกอเวิร์น (GERRY McGOVERN) นายใหญ่ด้านการออกแบบอธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบในลักษณะ REVOLUTIONARY หรือ “ปฏิวัติ” ต่างไปจากรถอนุกรมพี่ คือ เรนจ์ โรเวอร์ ซึ่งมีขนาดโตกว่า ที่เป็นผลพวงของการออกแบบในลักษณะ EVOLUTIONARY หรือ “วิวัฒน์”

เดือนกันยายนของปีงูเล็กนี้จะเริ่มออกจำหน่ายในเมืองแม่ โดยมีรถให้ลูกค้าเลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ RANGE ROVER SPORT 3.0L V6 DIESEL ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,993 ซีซี 215 กิโลวัตต์/292 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 209 กม./ชม. มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 194 กรัม/กม. และ RANGE ROVER 5.0L V8 SUPERCHARGED PETROL ติดตั้งเครื่องยนต์ซูเพอร์ชาร์จเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 5,000 ซีซี 375 กิโลวัตต์/510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 298 กรัม/กม.

รถทั้ง 2 โมเดลส่งทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ของ ZF และมีระดับการตกแต่ง/อุปกรณ์ให้เลือกรวม 4 ระดับ กำกับด้วยรหัส S-SE -HSE-AUTOBIOGRAPHY สนนราคาค่าตัวยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่คาดหมายกันว่าน่าจะเริ่มต้นที่ระดับ 60,000 ปอนด์อังกฤษ หรือเท่ากับประมาณ 2.70 ล้านบาทไทย

 

รถหรูสัญชาติอเมริกัน
แคดิลแลค ซีทีเอส รุ่นใหม่
ก็เปิดตัวแล้วในเมืองมะกัน

สหรัฐอเมริกา-แคดิลแลค (CADILLAC) ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกัน เปิดตัวรถซีดานสุดหรู แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) แล้ว จะเริ่มจำหน่ายตอนปลายปี 2013 ในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2014 โดยใช้โรงงานในรัฐมิชิแกนเป็นที่ผลิต และขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะทำรถพวงมาลัยขวาด้วยหรือไม่ ?

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์อีกรายหนึ่งที่นำรถตลาดแบบใหม่ออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุดซึ่งมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อกับต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นรถซีดานขนาดกลางติดป้ายชื่อ แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) ซึ่งต้องรออีกประมาณครึ่งปีจึงจะออกสู่โชว์รูม

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกันบรรจุรถติดป้ายชื่อ แคดิลแลค ซีทีเอส เข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 และเปลี่ยนรุ่นรถอนุกรมนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2007 รถรุ่นใหม่นี้จึงนับได้ว่าเป็นรถรุ่น 3 ตัวถังซึ่งยาวขึ้น 13.7 ซม. แต่แคบลง 0.9 ซม. คือ ยาว 4.966 ม. กว้าง 1.842 ม. และสูง 1.454 ม. ซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับรถอนุกรมน้อง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า คือ แคดิลแลค เอทีเอส (CADILLAC ATS) ที่เพิ่งออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อปลายปี 2012 ในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013

เป็นรถที่ค่ายแคดิลแลคบอกว่า ออกแบบและพัฒนาเพื่อ CHALLENGE THE WORLD’S BEST หรือ “ท้าทายรถดีที่สุดในโลก” และบอกเป็นนัยว่ารถดีที่สุดในโลกที่ว่านี้ก็คือรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 (BMW 5-SERIES) ของค่ายเยอรมัน
จะเริ่มจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2014 โดยมีให้เลือกใช้ทั้งแบบขับล้อหลัง (RWD) และแบบขับทุกล้อ (AWD) โดยจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ถึง 3 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 203 กิโลวัตต์/272 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 239 กิโลวัตต์/321 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และเครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 313 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

ในบรรดาเครื่องยนต์ทั้ง 3 ขนาดที่กล่าวนี้ เครื่องที่เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและคนรักรถสตางค์แยะในเมืองมะกันได้มากที่สุด คือ เครื่อง 313 กิโลวัตต์/420 แรงม้า เพราะนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการนำเครื่องยนต์ติดเทอร์โบคู่มาใช้ในรถติดยี่ห้อ “แคดิลแลค”

ขณะนี้ค่ายแคดิลแลคมีรถเก๋งซีดานให้คนรักรถสตางค์แยะในเมืองมะกันเลือกใช้รวม 3 อนุกรม คือ แคดิลแลค เอทีเอส (CADILLAC ATS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดเล็กกะทัดรัด หรือ COMPACT LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 33,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 960,000 บาทไทย แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดกลาง หรือ MID-SIZE LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 39,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 1,134,000 บาทไทย และ แคดิลแลค เอกซ์ทีเอส (CADILLAC XTS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดใหญ่ หรือ FULL-SIZE LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 44,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 1,280,000 บาทไทย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2556
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xiJpw
อัพเดทล่าสุด
25 Jul 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,749,000
2.
1,699,000
4.
3,299,000
5.
5,399,000
6.
6,799,000
7.
3,249,000
9.
53,500,000
11.
3,600,000
12.
4,539,000
13.
13,339,000
14.
2,999,000
15.
1,749,000
16.
1,800,000
18.
499,000
19.
979,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

MERCEDES-AMG GT S ROADSTER ทางเลือกใหม่ของรถสปอร์ทเปิดประทุนติดตราดาว
MERCEDES-AMG GT S ROADSTER ทางเลือกใหม่ของรถสปอร์ทเปิดประทุนติดตราดาว
BMW X5 ตัวถังยาวกว่า กว้างกว่า และแข็งแรงกว่ารถรุ่นเดิม
PORSCHE 911 SPEEDSTER CONCEPT รถคันพิเศษที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ
PORSCHE 911 SPEEDSTER CONCEPT รถคันพิเศษที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ
AUDI Q8 รถธงคันใหม่ของ เอสยูวี ค่าย “สี่ห่วง”