บทความ

ข่าวรอบโลก


รถไฟฟ้าติดตราดาวสามแฉก
บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ
ต้นปีหน้าออกขายในเมืองมะกัน

เยอรมนี/สหรัฐอเมริกา-ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองมะกัน เป็นที่เปิดตัวรถไฟฟ้าติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ (MERCEDES-BENZ B-CLASS ELECTRIC DRIVE) พร้อมประกาศยืนยันว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก แต่ยังไม่ยอมระบุสนนราคาค่าตัวว่าจะถูกหรือแพงขนาดไหน ?

ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม-วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013 ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์สามารถดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำรถไฟฟ้าติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ (MERCEDES-BENZ B-CLASS ELECTRIC DRIVE) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก”

เป็นผลงานจากความร่วมมือกับค่าย เทสลา มอเตอร์ (TESLA MOTOR) ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชื่อดังของเมืองมะกัน และไม่ใช่รถที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคัน หากดัดแปลงจากรถติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ B-CLASS) อันเป็นรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดที่เริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อปลายปี 2011 โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายจุด ทั้งภายนอกและภายในของตัวถัง และจุดสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน จากขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล เป็นขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ โดยไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ

ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงกว่า 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า และให้แรงบิดสูงกว่า 310 นิวตัน-เมตร/31.6 กก.-ม. ตั้งแต่รอบแรกของการหมุน ส่วนแบทเตอรีที่ป้อนพลังไฟ เป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง เมื่อประจุไฟด้วยไฟบ้าน 240 โวลท์/40 แอมป์ และต้องการปริมาณไฟสำหรับการเดินทางไกล 100 กม. แบทเตอรีดังกล่าวนี้ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ ตำแหน่งซึ่งไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ของห้องเก็บของท้ายรถและห้องโดยสารซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน

สมรรถนะความเร็วและพิสัยการเดินทางตามตัวเลขของค่าย “ดาวสามแฉก” รถไฟฟ้าระดับ “พรีเมียม” แบบนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาต่ำกว่า 10.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 160 กม./ชม. เพราะเป็นรถที่เน้นระยะทางมากกว่าความเร็ว กล่าวคือ เมื่อประจุไฟเต็มหม้อรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 200 กม. ค่าย “ดาวสามแฉก” บอกว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำรถไฟฟ้าแบบนี้ออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก หลังจากนั้นจึงจะเริ่มนำออกขายในตลาดยุโรป

ดร. โยอาคิม ชมิดท์ (JOACHIM SCHMIDT) กรรมการบอร์ดผู้รับผิดชอบงานขายและการตลาดของค่าย “ดาวสามแฉก” กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “บี-คลาสส์ อีเลคทริค ดไรฟ เป็นรถที่สนองประสงค์ของลูกค้าผู้ปรารถนาการขับขี่ที่ไร้มลพิษได้เป็นอย่างดี โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติใดๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ นั่นคือ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเพลิดเพลินใจในการขับขี่”

นอกจากระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว นวัตกรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งที่จะได้พบในรถไฟฟ้าแบบนี้ คือ ระบบสื่อสารกับรถผ่านระบบอินเตอร์เนทโดยใช้คอมพิวเตอร์พีซีหรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งทำให้ผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบสถานะของแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน และตำแหน่งแห่งหนของรถได้โดยง่าย

ค่าย “ดาวสามแฉก” ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ต้นปี 2014 จะเริ่มนำรถไฟฟ้าแบบนี้ออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดแรก และหลังจากนั้นจึงจะเริ่มนำออกขายในตลาดยุโรป

 

โพร์เช พานาเมรา รุ่นยกหน้า
เปิดตัวแล้วในเมืองมังกร
เริ่มขายเดือนกรกฎาคมปีงูเล็ก

เยอรมนี/สาธารณรัฐประชาชนจีน-ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองเบียร์ใช้งานแสดงรถยนต์รายการสำคัญของเมืองมังกร เป็นที่เปิดตัวรถ โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” พร้อมประกาศว่า จะเริ่มนำรถออกโชว์รูมในเดือนกรกฎาคม 2013 โดยมีรถให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 10 โมเดล รวมทั้งโมเดลที่ใช้ระบบขับแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ

ที่งานมหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้ครั้งที่ 15 ซึ่งอุบัติขึ้นในเมืองเอกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 21-วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2013 ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์สามารถเรียกสื่อมวลชนและคนรักรถผิวสีเหลืองให้หลั่งไหลเข้าสู่บูธอย่างล้นหลาม ด้วยการนำรถสุดหรู โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) รุ่นที่เพิ่งผ่านปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เป็นการปรับปรุงที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับส่วนท้ายของตัวรถ ที่เห็นได้ชัด คือ กระจกบานหลังที่กว้างขึ้น การติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายแบบ POP-UP และเปลี่ยนตำแหน่งการติดตั้งป้ายทะเบียน จากติดอยู่กับตัวถังเป็นติดอยู่กับกันชนท้าย

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์บอกในงานว่า จะเริ่มนำรถรุ่นใหม่นี้ออกสู่โชว์รูมในเดือนกรกฎาคมของปีงูเล็ก โดยจะมีรถให้เลือกใช้รวม 10 โมเดล แยกเป็นรถฐานล้อมาตรฐาน (ยาว 2.920 ม.) รวม 7 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA-PORSCHE PANAMERA 4-PORSCHE PANAMERA S-PORSCHE PANAMERA 4S-PORSCHE PANAMERA GTS-PORSCHE PANAMERA TURBO-PORSCHE PANAMERA DIESEL เป็นรถฐานล้อยาว (ยาว 3.070 ม.) รวม 2 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA 4S EXECUTIVE-PORSCHE PANAMERA TURBO EXECUTIVE) และเป็นรถไฮบริด 1 โมเดล คือ PORSCHE PANAMERA S E-HYBRID

โมเดลที่ได้รับความสนใจและเรียกเสียงวิจารณ์ได้อึงคะนึงที่สุด คือ โพร์เช พานาเมรา เอส อี-ไฮบริด (PORSCHE PANAMERA S E-HYBRID) ซึ่งเป็นรถระดับหรูแบบแรกของโลกที่ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดที่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า PLUG-IN HYBRID ระบบขับไฮบริดดังกล่าวนี้ ใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ DOHC วี 6 สูบ ความจุ 2,995 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 70 กิโลวัตต์/95 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) 9.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังรวมสูงสุด 306 กิโลวัตต์/416 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 270 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าทึ่งมาก คือ 3.1 ลิตร/100 กม.หรือ 33.3 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 71 กรัม/กม. ในกรณีที่วิ่งด้วยพลังไฟของแบทเตอรีเพียงอย่างเดียวไม่ใช้เครื่องยนต์ จะไปได้ไกลประมาณ 36 กม. และสามารถทำความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม.

 

เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท
เปิดตัวแล้วในเมืองมะกัน
เดือนกันยายนออกโชว์รูม

อังกฤษ/สหรัฐอเมริกา-ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองผู้ดี ซึ่งมีเจ้าของอยู่ในเมืองโรตี ใช้งานแสดงรถยนต์รายการสำคัญในมหานครนิวยอร์ค เป็นที่เปิดตัวรถ เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท (RANGE ROVER SPORT) รุ่นใหม่เอี่ยมแกะกล่อง พร้อมยืนยันว่าไตรมาสที่ 3 ของปีงูเล็กนี้จะเริ่มการจำหน่ายในเมืองผู้ดี โดยมีรถให้ลูกค้าเงินหนาเลือกใช้รวม 2 โมเดล

ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุด ซึ่งอุบัติขึ้นในเมืองที่ไม่มีเวลาหลับของสหรัฐอเมริการะหว่างวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม-วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2013 ค่าย แจกวาร์ แลนด์ โรเวอร์ (JAGUAR LAND ROVER) แย่งชิงความสนใจของสื่อมวลชนและผู้ชมงานไว้ได้มากกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ด้วยการนำรถกิจกรรมกลางแจ้ง เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท (RANGE ROVER SPORT) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่สอง ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” หลังจากที่เมื่อครึ่งปีก่อน คือ เมื่อปลายเดือนกันยายนของปีงูใหญ่ก็เคยทำอย่างนี้มาครั้งหนึ่งแล้วในงานมหกรรมยานยนต์ปารีสกับรถ เรนจ์ โรเวอร์ (RANGR ROVER)

เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท รุ่นใหม่ ซึ่งกำลังจะออกโชว์รูมแทนที่รถรุ่นเดิม ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2005 และขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 380,000 คัน มีขนาดตัวถังยาว 4.850 ม. (ยาวกว่ารถรุ่นเดิม 6.2 ซม.) กว้าง 1.983 ม. สูง 1.780 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์ 0.34-0.37 รูปทรงองค์เอวของตัวถัง เกอร์รี แมคกอเวิร์น (GERRY McGOVERN) นายใหญ่ด้านการออกแบบอธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบในลักษณะ REVOLUTIONARY หรือ “ปฏิวัติ” ต่างไปจากรถอนุกรมพี่ คือ เรนจ์ โรเวอร์ ซึ่งมีขนาดโตกว่า ที่เป็นผลพวงของการออกแบบในลักษณะ EVOLUTIONARY หรือ “วิวัฒน์”

เดือนกันยายนของปีงูเล็กนี้จะเริ่มออกจำหน่ายในเมืองแม่ โดยมีรถให้ลูกค้าเลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ RANGE ROVER SPORT 3.0L V6 DIESEL ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,993 ซีซี 215 กิโลวัตต์/292 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 209 กม./ชม. มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 194 กรัม/กม. และ RANGE ROVER 5.0L V8 SUPERCHARGED PETROL ติดตั้งเครื่องยนต์ซูเพอร์ชาร์จเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 5,000 ซีซี 375 กิโลวัตต์/510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 298 กรัม/กม.

รถทั้ง 2 โมเดลส่งทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ของ ZF และมีระดับการตกแต่ง/อุปกรณ์ให้เลือกรวม 4 ระดับ กำกับด้วยรหัส S-SE -HSE-AUTOBIOGRAPHY สนนราคาค่าตัวยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่คาดหมายกันว่าน่าจะเริ่มต้นที่ระดับ 60,000 ปอนด์อังกฤษ หรือเท่ากับประมาณ 2.70 ล้านบาทไทย

 

รถหรูสัญชาติอเมริกัน
แคดิลแลค ซีทีเอส รุ่นใหม่
ก็เปิดตัวแล้วในเมืองมะกัน

สหรัฐอเมริกา-แคดิลแลค (CADILLAC) ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกัน เปิดตัวรถซีดานสุดหรู แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) แล้ว จะเริ่มจำหน่ายตอนปลายปี 2013 ในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2014 โดยใช้โรงงานในรัฐมิชิแกนเป็นที่ผลิต และขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะทำรถพวงมาลัยขวาด้วยหรือไม่ ?

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์อีกรายหนึ่งที่นำรถตลาดแบบใหม่ออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุดซึ่งมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อกับต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นรถซีดานขนาดกลางติดป้ายชื่อ แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) ซึ่งต้องรออีกประมาณครึ่งปีจึงจะออกสู่โชว์รูม

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกันบรรจุรถติดป้ายชื่อ แคดิลแลค ซีทีเอส เข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 และเปลี่ยนรุ่นรถอนุกรมนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2007 รถรุ่นใหม่นี้จึงนับได้ว่าเป็นรถรุ่น 3 ตัวถังซึ่งยาวขึ้น 13.7 ซม. แต่แคบลง 0.9 ซม. คือ ยาว 4.966 ม. กว้าง 1.842 ม. และสูง 1.454 ม. ซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับรถอนุกรมน้อง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า คือ แคดิลแลค เอทีเอส (CADILLAC ATS) ที่เพิ่งออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อปลายปี 2012 ในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013

เป็นรถที่ค่ายแคดิลแลคบอกว่า ออกแบบและพัฒนาเพื่อ CHALLENGE THE WORLD’S BEST หรือ “ท้าทายรถดีที่สุดในโลก” และบอกเป็นนัยว่ารถดีที่สุดในโลกที่ว่านี้ก็คือรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 (BMW 5-SERIES) ของค่ายเยอรมัน
จะเริ่มจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2014 โดยมีให้เลือกใช้ทั้งแบบขับล้อหลัง (RWD) และแบบขับทุกล้อ (AWD) โดยจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ถึง 3 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 203 กิโลวัตต์/272 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 239 กิโลวัตต์/321 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และเครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 313 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

ในบรรดาเครื่องยนต์ทั้ง 3 ขนาดที่กล่าวนี้ เครื่องที่เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและคนรักรถสตางค์แยะในเมืองมะกันได้มากที่สุด คือ เครื่อง 313 กิโลวัตต์/420 แรงม้า เพราะนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการนำเครื่องยนต์ติดเทอร์โบคู่มาใช้ในรถติดยี่ห้อ “แคดิลแลค”

ขณะนี้ค่ายแคดิลแลคมีรถเก๋งซีดานให้คนรักรถสตางค์แยะในเมืองมะกันเลือกใช้รวม 3 อนุกรม คือ แคดิลแลค เอทีเอส (CADILLAC ATS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดเล็กกะทัดรัด หรือ COMPACT LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 33,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 960,000 บาทไทย แคดิลแลค ซีทีเอส (CADILLAC CTS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดกลาง หรือ MID-SIZE LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 39,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 1,134,000 บาทไทย และ แคดิลแลค เอกซ์ทีเอส (CADILLAC XTS) ซึ่งเป็นรถหรูขนาดใหญ่ หรือ FULL-SIZE LUXURY CAR ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ 44,100 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 1,280,000 บาทไทย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2556
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xiJpw
อัพเดทล่าสุด
20 Jun 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
679,000
2.
1,079,000
4.
1,269,000
5.
765,000
6.
640,000
7.
1,475,000
8.
14,790,000
9.
1,180,000
10.
970,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th