ระเบียงรถใหม่

สุดยอดสปอร์ทเยอรมันพันธุ์แท้


สุดยอดสปอร์ทเยอรมันพันธุ์แท้
PORSCHE 911 GT3

บอกไปตั้งแต่ตอนต้นเช่นกันว่า การที่ผู้ใช้รถเริ่มตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ทำให้ผู้ผลิตรถสมรรถนะสูงอย่าง โพร์เช จะหมดช่องทางทำมาหากิน เพราะในรอบปี 2012 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทและรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับสุดหรูของเมืองเบียร์ ก็ยังสามารถขายรถในตลาดทั่วโลกได้ถึง 143,096 คัน คือ เพิ่มขึ้นอย่างน่าอิจฉาตาร้อนถึงร้อยละ 22.3 จากยอดขาย 116,978 คัน ในรอบปีก่อนนั้น

อาจมีผู้อยากทราบว่ารถรุ่นไหนของค่ายนี้ที่ขายได้มากที่สุด ? ก็ขอบอกไว้เลยตรงนี้ว่า ในรอบปีงูใหญ่รถติดตราโล่ของโพร์เชที่ขายในตลาดทั่วโลกได้มากที่สุด คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรูค่าตัวแพง โพร์เช กาเยนน์ (PORSCHE CAYENNE) ซึ่งมียอดขายสูงถึง 77,822 คัน ถัดไป คือ รถเก๋งแฮทช์แบค โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) 27,331 คัน รถสปอร์ท โพร์เช 911 (PORSCHE 911) 26,203 คัน และรถสปอร์ทรุ่นฟลายเวทติดป้ายชื่อ โพร์เช บอกซ์สเตอร์/โพร์เช เคย์แมน (PORSCHE BOXSTER/PORSCHE CAYMAN) 11,740 คัน

ส่วนที่นำมาให้ชื่นชมกันในเดือนนี้ เป็นหนึ่งในบรรดารถติดป้ายชื่อ โพร์เช 911 ที่แตกลูกแตกหลานให้เลือกใช้เยอะแยะโมเดล เป็นโมเดลที่ยังไม่มีขายในปี 2012 เป็นโมเดลที่ทำขึ้นในช่วงเวลาที่รถ โพร์เช 911 มีอายุครบ 50 ปีพอดิบพอดีในปี 2013 นี้ และเป็นรถรุ่นที่ 5 ที่ออกสู่โชว์รูมพร้อมกับมีชื่อ โพร์เช 911 จีที 3 (PORSCHE 911 GT3) แปะอยู่ตรงบั้นท้าย เพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และต้องรอจนถึงเดือนสิงหาคมนี่แหละ จึงจะเริ่มออกขายในเมืองแม่ ด้วยค่าตัว 137,303 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 5.2 ล้านบาทไทย อันเป็นค่าตัวที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของเมืองเบียร์ไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อเห็นชื่อ โพร์เช 911 จีที 3 (PORSCHE 911 GT3) สาวกของรถสปอร์ทพันธุ์เยอรมันยี่ห้อนี้จะทราบกันดีว่า เป็นรถโมเดลพิเศษ ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับคนรักรถคนพิเศษ ที่อยากจะนำรถแข่งออกมาวิ่งตามท้องถนน โดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะมีใครนินทาค่อนขอด ว่าทำได้เพราะเส้นใหญ่ รถรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ก็เช่นกัน แต่ที่แปลกแหวกแนวและไม่เคยพบกันมาก่อนในรถติดป้ายชื่อ โพร์เช 911 จีที 3 รุ่นใดๆ ก็คือ รถรุ่นนี้ติดตั้งระบบบังคับเลี้ยวทุกล้อไม่ใช่เลี้ยวเฉพาะล้อคู่หน้า มีลักษณะการทำงานที่อธิบายอย่างย่อๆ ได้ว่า เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ล้อคู่หลังจะเลี้ยวไปคนละทางกับล้อคู่หน้า ทำให้รถวิ่งเลี้ยวได้อย่างแคล่วคล่อง แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 50 กม./ชม. ล้อคู่หลังจะเลี้ยวไปทางเดียวกับล้อคู่หน้า เพื่อเพิ่มสมรรถนะการทรงตัว
อย่างไรก็ตาม หัวใจของรถโมเดลพิเศษนี้ ไม่ใช่ระบบบังคับเลี้ยวทุกล้อที่กล่าวข้างต้น หากอยู่ที่เครื่องยนต์และระบบเกียร์

เครื่องยนต์ที่วางตัวตามยาวใต้ฝากระโปรงท้ายของรถโมเดลนี้ เป็นเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) ความจุ 3,799 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 350 กิโลวัตต์/475 แรงม้า ที่ 8,250 รตน. และแรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร/44.9 กก.-ม. ที่ 6,250 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ PDK ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนทำให้ค่ายนี้เชื่อมั่นว่า จะชนะใจคนรักรถ “ฮาร์ดคอร์” ที่ชอบขับแต่รถเกียร์ธรรมดาได้แน่นอน หลังจากขับไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
เป็นเครื่องยนต์อันทรงพลังและระบบเกียร์อันทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้รถตัวถังยาว 4.545 ม. กว้าง 1.852 ม. สูง 1.269 ม. มีน้ำหนักตัวเปล่า 1,430 กก. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.33 คันนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาแค่ 3.5 วินาที มีความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 18.9 ลิตร/100 กม. หรือ 5.3 กม./ลิตร เมื่อขับในเมือง มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.4 ลิตร/100 กม. หรือ 8.1 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่พอทำใจได้ คือ 289 กรัม/กม.



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา และบริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2556
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QJK2p
เพิ่มเพื่อน