บทความ

ตู้สูตรประเภทต่างๆ


ในอดีต เรื่องการออกแบบตู้ลำโพง และการตีตู้อย่างไร เพื่อให้ได้เสียงเบสส์อย่างเต็มประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับผู้ซื้อ และร้านติดตั้งเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอกสาร และรายละเอียดของสินค้าในคู่มือที่ผู้ผลิตได้ระบุ สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกับผู้ผลิตลำโพงซับวูเฟอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการก่อตั้งบริษัท หรือมีโรงงานผลิตที่มีตัวตนอยู่ในแต่ละประเทศทั่วโลก

ก่อนอื่นมีคำแนะนำหลังจากที่ติดตั้งตู้ลำโพงในรถยนต์ ให้ปรับทูนระบบเสียงที่เพาเวอร์แอมพ์ โดยการปรับ GAIN CONTROL ที่เพาเวอร์แอมพ์ขับลำโพงซับวูเฟอร์ เพื่อไม่ให้เสียงเบสส์เพี้ยน โดยใช้เทคนิคLEVEL MATCHING หรือการปรับสัญญาณเข้าเพาเวอร์แอมพ์ให้ถูกต้อง

ลำดับต่อไป ให้ตั้งค่า CUT OFF (ตัดความถี่) ระหว่าง 45 HZ และ 120 HZ ตามประเภทของซับวูเฟอร์ที่ใช้งาน และใช้วงจรซับโซนิค ฟิลเตอร์ ตัดความถี่ประมาณ 25 HZ เพื่อให้เพาเวอร์แอมพ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียกำลังงานที่ไม่จำเป็น เนื่องจากความถี่ช่วงดังกล่าวอยู่ในลักษณะที่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน (แต่หูไม่ได้ยินเสียงแล้ว) นอกจากนี้ไม่ควรใช้ฟังค์ชันปรับแต่งเสียง อาทิเช่น เลาด์เนสส์ หรืออีควอไลเซอร์ที่ความถี่ต่ำกว่า 150 HZ เพราะจะทำให้เกิดความเพี้ยน ยกเว้นซับวูเฟอร์ตัวนั้นมีค่าการตอบสนองความถี่ราบเรียบ และไม่ต้องการแก้ไข ลักษณะตู้แบบต่างๆ มีดังนี้

 

แขวนลอย

ลำโพงที่ติดตั้งแบบนี้จะเรียกว่า FREE AIR หรือแขวนลอยยึดไว้กับแผงเรียร์เดคที่ด้านหลัง ซึ่งในอดีตจะไม่นิยมกัน
เพราะว่าซับวูเฟอร์ในยุคแรกๆ ให้เสียงเบสส์เพียงเล็กน้อย ในบางครั้งจำเป็นต้องตีตู้ด้วย เพื่อให้ได้เสียงเบสส์ที่ดีขึ้น แต่ในปัจจุบัน ลำโพงซับวูเฟอร์รุ่นใหม่ๆ หลายยี่ห้อ ถูกออกแบบให้สามารถติดตั้งแขวนลอยได้ และได้เสียงเบสส์ที่ดีพอสมควร

 

ตู้ปิด

เป็นตู้ที่ออกแบบสร้างได้ง่ายกว่าตู้ลำโพงแบบอื่น โดยใช้ข้อมูลในคู่มือที่โรงงานกำหนด ส่วนใหญ่จะระบุขนาดเป็นลูกบาศก์ฟุต หรือลิตร ไว้อย่างเรียบร้อย แต่ขนาดตู้จะเหมาะสมกับเนื้อที่การติดตั้งหรือไม่นั้น จำเป็นต้องปรับเพิ่ม/ลดมิติของตู้ไปตามลำดับ แต่ยังคงไว้ซึ่งปริมาตรที่ผู้ผลิตกำหนดเหมือนเดิม ซึ่งซับวูเฟอร์ขนาด 10″-12″ สามารถติดตั้งในตู้ปิดขนาดเพียง 0.7-1.0 ลูกบาศก์ฟุต โดยไม่เสียเนื้อที่การติดตั้ง และในกรณีที่ไม่ทราบว่า ยี่ห้อนี้จะใช้ปริมาตรตู้ปิดเท่าไร และไม่มีคู่มือแนะนำการตีตู้ปิด ทางทีมงาน ฯ ก็มีสูตรเฉพาะ สำหรับซับวูเฟอร์ขนาดต่างๆ ที่เหมาะสม ดังตารางต่อไปนี้

ปริมาตรตู้ลำโพง สำหรับลำโพงทั่วไป
เส้นผ่าศูนย์กลางลำโพง (นิ้ว) ปริมาตรตู้ลำโพง (ลูกบาศก์ฟุต)
6 0.3-0.4
8 0.6-0.8
10 1.0-1.5
12 2.0-3.0
15 5.0-9.0

 

สำหรับการคำนวณปริมาตรตู้ที่แท้จริง จำเป็นต้องหักความหนาวัสดุของตู้ออกไปด้วย (ความหนาของไม้, ไฟเบอร์ ฯลฯ) หรือคำนวณโดยวัดจากด้านในตู้ไม้รวมความหนาของเนื้อไม้ ส่วนสูตรที่จะคำนวณสามารถเทียบได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

 

หน่วยปริมาตรตู้

1,728 ลูกบาศก์นิ้ว = 1 ลูกบาศก์ฟุต
28 ลิตร = 1 ลูกบาศก์ฟุต

สูตรคำนวณตู้ปิด/เปิด

ปริมาตร = กว้าง (W)xสูง (H)xลึก (D)

 

นอกจากนี้ยังมีตู้รูปทรงแปลกๆ ออกไปอีก เช่น รูปทรงหลายเหลี่ยม รูปกรวย แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง เพราะในการใช้งานและติดตั้งจริง ส่วนใหญ่จะไม่นิยมออกแบบกัน เพราะจะคำนวณยุ่งยาก ยกเว้นท่านที่มีพโรแกรมในการคำนวณตู้ลำโพง อาทิเช่น BASSBOX PRO, TERM-PRO เป็นต้น

 

ตู้เปิด

สำหรับตู้เปิดจะให้ประสิทธิภาพในด้านความดังเพิ่มขึ้นอีก 3 ดีบี เนื่องจากท่อ (PORT) ช่วยเสริมช่วงความถี่ต่ำที่เป็นคลื่นเดียวกับเสียงที่อยู่ด้านหน้าลำโพง ซึ่งทำงานสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างเสียงเบสส์ในระดับที่สูงขึ้น ทำให้ตู้เปิด มีประสิทธิภาพสูงกว่าตู้ปิด สำหรับการออกแบบตู้เปิด จุดสำคัญอยู่ที่ ท่อระบายเสียง ถ้าหากออกแบบไม่ถูกต้อง จะทำให้เสียงเบสส์คลาดเคลื่อน ซึ่งจะต้องเลือกเส้นผ่าศูนย์กลางท่อ และความยาวที่ถูกต้องจากที่โรงงานกำหนด

ในกรณีที่ผู้ผลิตระบุขนาดตู้เปิด แต่ไม่ได้บอกขนาดท่อมาให้ด้วย ซึ่งก็มีหลายยี่ห้อที่ไม่ได้ระบุมาให้ทีมงาน ฯ ก็มีสูตรเฉพาะเช่นกัน ส่วนท่อใช้แบบ PVC ก็ได้ เพราะหาซื้อได้ง่าย

ขนาดซับวูเฟอร์ (นิ้ว) เส้นผ่าศูนย์กลางท่อ (นิ้ว) ความยาวท่อ (นิ้ว)
6 2 6
8 2 1/2 – 3 9
10 3 9-10
12 3-4 10

นอกจากนี้ ภายในตู้จำเป็นต้องบุวัสดุซับเสียง เช่น ใยแก้ว เพื่อป้องกันความถี่จากคลื่นสั่นค้างด้านหลังกรวยลำโพง ทำให้เกิดความเพี้ยนของเสียงได้ ในกรณีที่ทราบค่าบางอย่างของ T/S PARAMETERS อาทิเช่น ค่า QTS ยกตัวอย่างเช่น QTS ต่ำกว่า 0.25-0.4 แนะนำให้ตีตู้เปิด แต่ถ้า QTS ของลำโพงสูงกว่า 0.45-0.6 แนะนำให้ตีตู้ปิด

 

ตู้แบนด์พาสส์

เป็นตู้ที่ให้เสียงเบสส์แบบกระแทกกระทั้น มีความชัดเจน หนักแน่นกว่าตู้ปิด และตู้เปิด โดยใช้หลักการของตู้ปิด และตู้เปิด มาผสมผสานร่วมกัน เป็นตู้ที่ใช้หลักกรองความถี่เฉพาะย่าน หรือ BANDPASS ซึ่งอยู่ในช่วงความถี่ประมาณ 80-120 HZ ฉะนั้นการออกแบบตู้แบนด์พาสส์จึงต้องคำนวณตู้ให้ถูกต้องกับค่าที่ผู้ผลิตระบุ ตู้ประเภทนี้ออกแบบยากมาก ส่วนใหญ่จะใช้พโรแกรมในการคำนวณ

 

ตู้ ISOBARIC

เป็นตู้ที่ต้องใช้ลำโพงซับวูเฟอร์ 2 ดอก โดยต่อหันหน้าเข้าหากัน ส่วนปริมาตรตู้จะใช้เพียงครึ่งหนึ่งของตู้ปิด และตู้เปิด โครงสร้างของตู้ประเภทนี้จะทำงานเหมือนกับตู้ปิด และตู้เปิด โดยหลักการทำงานของลำโพงซับวูเฟอร์จะใช้วิธีต่อซับวูเฟอร์ดอกที่ 1 ในลักษณะถูกเฟส และดอกที่ 2 ต่อต่างเฟสกัน การทำงานจึงเป็นลักษณะ PUSH-PULL หรือผลักและดัน แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ ตู้มีขนาดเล็กเพียงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับตู้ปิด และเปิด สามารถติดตั้งในรถที่มีเนื้อที่จำกัดได้เป็นอย่างดี ส่วนข้อเสีย คือ การทำงานเหมือนใช้ซับวูเฟอร์เพียงดอกเดียว ทำให้ตู้ประเภทนี้ไม่เป็นที่นิยมในการใช้งาน



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2556
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/4bXqB
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th