บทความ

เติบโตอย่างสุขุม


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปี '56 กับ '55
ตลาดโดยรวม + 41.9 %
รถยนต์นั่ง + 96.6 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ + 10.7 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ - 29.7 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) + 54.2 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) + 22.9 %
อื่นๆ + 25.9 %
เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกุมภาพันธ์-ธันวาคม ปี '56 กับ '55
ตลาดโดยรวม + 51.8 %
รถยนต์นั่ง + 105.0 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ + 22.2 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 23.0 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) + 58.0 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) + 24.8 %
อื่นๆ + 34.3 %

ยินดีปรีดากันไปแล้ว กับการเจริญเติบโตของตัวเลขการขายอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ที่เพียง 2 เดือนแรกของปี ขายเพิ่มถึง 51.8 % ด้วยยอดรวม 253,054 คัน

แม้ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ จะเติบโตในอัตราที่ลดลง โดยโตเพียง 41.9 % ขายกัน 128,404 คัน แต่ทุกค่าย ต่างก็ยังเร่งหาวิธีการที่จะส่งรถที่ค้างจองมาจากปีก่อนให้ได้มากที่สุด นั่นก็จะทำให้ตลาดจะยังคงเติบโตต่อไป หากไม่มีอะไรมากีดขวางกันเสียก่อน
หนนี้มีเรื่องมาคุยให้ฟัง ว่าบ้านเราค่อยๆ จะเริ่มมีความก้าวหน้าทางธุรกิจยานยนต์ไปอีกขั้น นอกเหนือจากการขยายโรงงานสายการผลิตยานยนต์ ที่ทำกันหลากยี่ห้อ เมื่อ โทเร อินดัสตรี จากประเทศญี่ปุ่น เตรียมตั้งโรงงานผลิตวัสดุประกอบคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อป้อนให้แก่ลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เจ้าวัสดุที่ว่านี้ คงจะอธิบายกันลำบาก ว่าคืออะไรกันแน่ เพราะพื้นฐานจะเป็นพลาสติคผสมเหล็ก หรือลองดูวัสดุที่เอามาทำเป็นโครงของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ ที่แต่ก่อนนี้จะเป็นพลาสติคเพียวๆ เคาะลงไปก็มีเสียงดังกังวาน แต่ปัจจุบัน มีส่วนผสมของเหล็กเพิ่มมากขึ้น สามารถนำมาผลิตเป็นโครงของคอมพิวเตอร์ โนทบุคที่ใช้กันอยู่

เจ้าวัสดุประกอบคาร์บอนไฟเบอร์ จะช่วยให้ชิ้นส่วนของรถยนต์มีน้ำหนักเบา แทนที่จะใช้เหล็กเหมือนในอดีต
เรื่องที่ 2 ก็เรื่องที่สถาบันยานยนต์ ได้รับอนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น 8,050.9 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์ เพื่อขับ

เคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เบื้องต้นก็เตรียมการสรุปเรื่องพื้นที่ที่จะใช้ คงไม่นานเกินกว่าสิ้นเดือนมีนาคม และจะเริ่มทำการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ววัน

หากประเทศไทยมีศูนย์ทดสอบจะเกิดอรรถประโยชน์มากมายในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการผลักดันให้มีการเพิ่มจำนวนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจากปัจจุบัน 40 เป็น 50 % ได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย (เอสเอมอี) ที่มีอยู่ 5,000 ราย ให้มีความแข็งแกร่ง

เรื่องดีๆ อย่างนี้ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้อย่างดี เพราะเพื่อนบ้านเรือนเคียง ตอนนี้เขาก็สร้างศูนย์ทดสอบการชน เพื่อหามาตรฐานในการป้องกันความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว

ของเรายังเพิ่งตื่นน่ะ ก็ยังดีกว่านอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น กันอยู่

ขนาดเริ่มการวิจัย ศึกษาการพัฒนาของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นสำหรับประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เห็นว่า ภาครัฐควรเป็นผู้นำในการวางแผนนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฮบริดและไฟฟ้า รวมทั้งแบทเตอรีและชิ้นส่วนอื่นๆ ภายในประเทศ และต้องเดินหน้าหามาตรการหนุนรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้า ให้อยู่ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี อย่างจริงจัง

ถ้าเป็นไปได้ จะเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ และเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ภาคเอกชนเริ่มลงมือกันแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ที่ภาครัฐ ว่าจะได้ยินเสียงเล็กๆ เหล่านี้หรือเปล่า หรือจะปล่อยให้มันลอยหายไปกับสายลม
มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน พร้อมๆ กับยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าชื่นใจ

หวังให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เถอะ

มาถึง มาตรวัดประจำเดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลขการขายเดือนเดียว โตเพียง 41.9 % ขายกัน 128,404 คัน โดยรวม 2 เดือน เติบโตอยู่ 51.8 % ด้วยตัวเลข 253,054 คัน

แชมพ์ประจำเดือนได้แก่ โตโยตา ขายน้อยกว่าปีก่อนนิดหนึ่ง 36,971 คัน ลดลง -6.1 % ส่วนแบ่ง 28.8 %, อันดับที่สอง ฮอนด้า ขาย 25,105 คัน โตเพิ่มเยอะ เพราะปีก่อนโรงงานปิด 4,105.2 % ส่วนแบ่ง 19.6 %, อันดับสาม อีซูซุ ขาย 20,844 คัน เพิ่มขึ้น 14.6% ส่วนแบ่ง 16.2%, อันดับสี่ มิตซูบิชิ ขาย 11,669 คัน เพิ่มเยอะ 46.5% ส่วนแบ่ง 9.1% และอันดับห้า นิสสัน ขาย 10,879 คัน เพิ่ม 46.4% ส่วนแบ่ง 8.5%

แยกประเภทเป็นรถยนต์นั่ง ยอดขายรวมหนึ่งเดือน 60,187 คัน โตขึ้น 96.6% ยอดรวมสองเดือน โตถึง 105.0% ขายกันทุกยี่ห้อ 117,336 คัน

โดยมี ฮอนดา นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ขาย 20,610 คัน เพิ่มเยอะ 5,805.4 % ส่วนแบ่ง 34.2 % ที่สอง โตโยตา ขาย 14,466 คัน น้อยกว่าเก่า 11.0 % ส่วนแบ่ง 24.0 % ที่สาม นิสสัน ขาย 8,911 คัน เพิ่มเยอะ 54.2 % ส่วนแบ่ง 14.8 % ที่สี่ มิตซูบิชิ ขาย 5,219 คัน เพิ่มเยอะเหมือนกัน 1,811.7 % ส่วนแบ่ง 8.7 % และที่ห้า มาซดา ขาย 3,631 คัน เพิ่มนิดเดียว 0.9 % ส่วนแบ่ง 6.0 %

อันดับผู้เสียภาษียอดเยี่ยม ลัมโบร์กินี ขาย 3 คัน โลทัส และ มาเซราตี ขายเจ้าละ 1 คัน

ส่วนผู้ขายรถอีโคคาร์ยอดเยี่ยม ฮอนดา นำโด่งเจ้าเดียว ขาย 17,300 คัน ครองส่วนแบ่ง 35.9 %

ประเภทรถกระบะ 1 ตัน ขายไป 46,941 คัน อันดับหนึ่ง อีซูซุ 16,941 คัน เพิ่ม 14.8 % ส่วนแบ่ง 36.1 % อันดับสอง โตโยตา 15,748 คัน เพิ่ม 2.8 % ส่วนแบ่ง 33.5 % ที่สาม มิตซูบิชิ 4,514 คัน ลดลง 18.4 % ส่วนแบ่ง 9.6 %

ประเภทรถกิจกรรมกลางแจ้ง ขายไปทั้งหมด 10,074 คัน ที่หนึ่ง ฮอนดา ขายได้ 3,823 คัน ส่วนแบ่ง 37.9 % ที่สอง โตโยตา ขายไป 2,716 คัน ส่วนแบ่ง 27.0 % ที่สาม มิตซูบิชิ 1,649 คัน ส่วนแบ่ง 16.4 %

ประเภทรถเอนกประสงค์ หรือรถตู้ ขายทั้งตลาด เพิ่ม 22.9 % ขายได้ 1,915 คัน สองเดือนเพิ่ม 24.8 % ขาย 3,619 คัน โดยมี โตโยตา ขายมากกว่าเพื่อน 2,158 คัน ส่วนแบ่ง 59.6 %

เห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนแล้วก็ให้ชื่นใจ หวังว่าคงจะเห็นเรื่องอย่างนี้ไปจนถึงสิ้นปี ให้ได้ชื่นใจกับโบนัสกันอีกสักหนเถอะน่า สาธุ…



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2556
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wewqP

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
24 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th