บทความ

ทันตาเห็น


เพิ่งประกาศปิดโครงการอย่างสวยหรูไปไม่ทันไร โครงการ “รถคันแรก” ที่มียอดผู้เข้าร่วมถึงกว่า 1 ล้านคน ก็เริ่มออกอาการน่าเป็นห่วงอย่างที่ใครๆ เขาก็เตือนจริงๆ
อาการแรก คือ ผ่อนไม่ไหว ไปไม่รอด ต้องยอมส่งภาษีที่รับมาคืนให้รัฐ เพื่อปลดลอคขายต่อ ถึงตอนนี้ร่วม 2,000 รายแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เนื่องจากช่วงที่โครงการยังดำเนินอยู่ หลายคนหลับหูหลับตาซื้อรถอย่างไม่คิดชีวิต คือ ไม่คิดเลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เมื่อต้องแบกภาระค่างวด ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ฯลฯ ส่วนบรรดาไฟแนนศ์ก็หลับหูหลับตาปล่อยสินเชื่อกันโดยแทบจะไม่คำนึงถึงกฏเกณฑ์ใดๆ เลย

 

ผมเชื่อว่า น่าจะมีไทยเท่านั้นที่นักศึกษาซึ่งยังไม่มีรายได้ สามารถซื้อรถเงินผ่อนในชื่อตัวเองได้ แถมไม่ต้องวางเงินดาวน์สักบาท

 

ยังดีที่ 2,000 กว่ารายนี้ รีบยอมรับความจริง และยอมคืนภาษีที่ได้มาแต่โดยดี ที่น่ากลัว คือ พวกผ่อนไม่ไหว แถมภาษีก็ใช้ไปหมดแล้ว ถ้าโผล่มาในอนาคตอันใกล้นี้ รับรองว่าปั่นป่วนไปทั้งระบบแน่

 

นอกจากอาการผ่อนไม่ไหวไปไม่รอด ยังมีพวกออกอาการเบื่อๆ อยากๆ คือ ถึงเวลารับรถ ก็ไม่ยอมไปรับ อาจจะรู้ตัวว่าไม่พร้อม หรือไม่ก็อาจไปเจอเป้าหมายใหม่ที่ถูกใจกว่า

อาการนี้แม้จะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้างเท่าไรนัก แต่คนที่โดนเต็มๆ คือ บริษัทผู้ผลิต เพราะเมื่อผลิตตามออร์เดอร์แล้วส่งมอบไม่ได้ ก็จะมีรถค้างสตอค พร้อมดอกเบี้ยบานตะไท

ยิ่งกว่านั้น จากการประเมินของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หากการเลื่อนรับมอบรถยนต์มีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 10 ของยอดจองทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตของบริษัทรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะทำให้ยอดการผลิตรถปีนี้สะดุดอยู่ที่ 2.55 ล้านคัน แทนที่จะทะลุไปถึง 2.8 ล้านคันตามเป้าที่ตั้งไว้

สรุปแล้ว โครงการ “รถคันแรก” ถ้าจะมีข้อดีอยู่บ้างก็ตรงที่มันเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนรัฐบาลว่า การกระตุ้นตลาดด้วยการสร้าง “ดีมานด์เทียม” นอกจากจะไม่จีรังยั่งยืนแล้ว ยังสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย

ผมเคยบอกแล้วว่า ถ้ารัฐบาลคิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ออก ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และยังยืนยันตามนั้น เพราะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้เขามีศักยภาพสูงพอจะเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการผลิตและการจำหน่าย ซึ่งเขาวางนโยบายและแผนล่วงหน้ากันเป็นปีๆ

ผมว่าประเด็นที่รัฐควรให้ความสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ ทำอย่างไรจะให้ประเทศของเราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างคุ้มค่าโดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร และการดูดซับเทคโนโลยีชั้นสูง

อย่าลืมว่า เราพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศมากว่าครึ่งศตวรรษ จนปัจจุบันผลิตรถได้เกิน 2 ล้านคัน ติดอันดับผู้ผลิต 1 ใน 10 ของโลกไปแล้ว แต่เมื่อมองในภาพรวม ความรู้จริงและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ของเรายังต่ำแบบไม่น่าเชื่อ

เพราะฉะนั้น แทนที่จะพยายามให้ในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เราไปขอแชร์สิ่งที่เขามีบ้างดีกว่า เช่น ผมได้ยินว่าบางบริษัทกำลังจะย้ายหน่วยงานวิจัยและพัฒนาจากประเทศของเขามาอยู่ในบ้านเรา เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจำเป็นต้องรับวิศวกรยานยนต์เข้าทำงานนับร้อยคน เราก็อาจไปคุยกับเขา ขอให้รับวิศวกรไทยเป็นสัดส่วนตามแต่จะตกลงกัน เช่น ปีแรกสักร้อยละ 20 และปีที่ 5 ต้องมีคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 แลกกับการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล เท่ากับ “วินวิน” ทั้งสองฝ่าย

ทำแบบนี้ อาจจะ “เจริญ” ช้า แต่ไม่มีโอกาส “เจ๊ง” ทันตาเห็นก็แล้วกัน



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2556
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/28o18

Follow autoinfo.co.th