บทความ

ห้ามล้าง ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์


มีผู้อ่านรายหนึ่ง สอบถามมาว่า ควรล้างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หรือไม่ ถ้าถูกอู่หรือปั๊มน้ำมันชักชวน คำตอบ คือ ไม่ใช่แค่ไม่ควรครับ แต่ห้ามเชื่อเด็ดขาด เพราะในน้ำมันเครื่องระดับคุณภาพสูงที่พวกเราใช้กันอยู่นี้ มีสารละลายเขม่าผสมอยู่เสมอ ละลายออกมาแล้วก็ยังไม่หมดปัญหา เพราะถ้าจอดนานๆ แล้วเขม่าตกตะกอนเป็นปึก ก็จะทำลายชิ้นส่วนที่น้ำมันเครื่องไหลผ่านได้ ตั้งแต่ถูกดูดโดยปั๊มน้ำมันเครื่อง แล้วไหลไปตามทางสู่จุดที่ต้องหล่อลื่น

เพราะฉะนั้นละลายออกมาแล้วต้องไม่ให้มันตกตะกอนเด็ดขาด ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องจะใส่สารเคมี ที่ช่วยให้น้ำมันเครื่อง “อุ้ม” ผงเขม่านี้ให้แขวนลอยอยู่ใน “เนื้อ” ของน้ำมันอยู่ตลอดเวลาครับ ชิ้นไหนใหญ่ถึงขั้นจะทำให้ส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์สึกหรอ ก็จะถูกไส้กรองน้ำมันเครื่อง ซึ่งมีรูพรุนละเอียด “กักตัว” ไว้ตลอดกาล ส่วนที่เล็กไม่ทำอันตรายต่อเครื่องยนต์ก็จะ “แขวนลอย” อยู่อย่างนั้น ซึ่งก็คือผงเขม่าละเอียดที่ทำให้เรามองเห็นน้ำมันเครื่องเข้มขึ้น หรือ “ดำ” นั่นเองครับ

เพราะฉะนั้นถ้าใช้น้ำมันเครื่องใหม่ไปหลายสิบวัน (ขับทุกวัน) หรือเกิน 1,000 กิโลเมตร แล้วน้ำมันเครื่องยังใสเหมือนใหม่ น่าสงสัยว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องปลอม ที่ไม่มีสารทำความสะอาด หรือมีแต่เสื่อมแล้ว เพราะเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้วมากรองเพื่อบรรจุขายใหม่

จำง่ายๆ ครับว่าน้ำมันเครื่องต้องดำเสมอเมื่อใช้งานไปพอสมควร จะดีหรือไม่ดีมากเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าใช้ไปนานแล้วยังมีสีเหมือนใหม่ เป็นน้ำมันเครื่องปลอมแน่นอน ในเมื่อน้ำมันเครื่องแท้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์ได้ดีเพียงพอดังกล่าวมาแล้ว ก็เป็นคำตอบในตัวแล้วนะครับว่าเราจำเป็นต้องใช้น้ำมันหรือน้ำยาพิเศษไปล้างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หรือไม่ คราวนี้ก็ยังเหลือกลุ่มที่อาจจะถามว่า ถึงรู้ว่าไม่จำเป็นก็ยังอยากจะล้าง เพราะรักรถสุดสวาทขาดใจ ควรทำหรือไม่ ?

ถ้าตอบว่าไม่ควร คงยังไม่ถูกต้องนัก ต้องตอบว่า ห้ามเด็ดขาดครับ ! เพราะน้ำยาหรือน้ำมันที่ใช้ล้าง ล้วนมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นไม่เพียงพอทั้งสิ้น ผมเห็นเล่นกันตั้งแต่กรอกเบนซินลงไปในช่องเติมน้ำมันเครื่อง ซึ่งมันจะไปละลายฟีล์มน้ำมันเครื่องในแบริง จุดหมุน จุดเสียดสีต่างๆ บางรายติดเครื่องแถมด้วย แค่นึกก็ขนลุกแล้วครับ ผิวโลหะที่เสียดสีกันจะถูกทำลายพินาศไปทันที ถ้าถอดมาใช้แว่นขยายหรือส่องกล้องดู ถึงจะบอกว่าแค่ล้างเฉยๆ ไม่ติดเครื่อง แต่น้ำมันเครื่องในจุดสำคัญก็ถูกชะล้างไปหมดแล้วครับ กว่าน้ำมันเครื่องใหม่จะถูกปั๊มน้ำมันเครื่องส่งมาถึง ผิวโลหะก็ชำรุดไปเรียบร้อยแล้ว

คราวนี้ก็ยังเหลือพวกที่อ้างว่า ของผม (ไม่มีของหนู หรือของดิฉัน เพราะพวกผู้หญิงเขาไม่ยุ่งเรื่องรถจนเกินเลยแล้วให้โทษ แต่พักหลังนี่มีบางรายที่ถูก “กล่อม” จนสำเร็จ) น่าจะใช้ได้ เพราะล้างด้วยน้ำมันล้างเครื่องจักร (FLUSHING OIL) โดยเฉพาะเลย คำตอบคือ ไม่ได้ครับ น้ำมันนี้สำหรับงานทำความสะอาดแบบอื่น ไม่ใช่ในเครื่องยนต์ของรถเรา มันจึงมีความหนืด หรือความข้นไม่เพียงพอ ถ้าใช้ภาษาทางวิชาการหน่อย ก็ต้องบอกว่าฟีล์มน้ำมันไม่หนาพอที่จะหล่อลื่นและต้านการสึกหรอได้ และยังไม่มีสารต้านความสึกหรอ (ANTI-WEAR AGENT) ที่ผสมอยู่ในน้ำมันเครื่องทั่วไปด้วย

ผมเขียนบรรยายมาเพื่อให้หายข้องใจสงสัยเท่านั้นนะครับ ที่จริงแล้วตอบเพียงสั้นๆ ก็จบได้ เพราะคำตอบก็คือ ไม่ทราบว่าจะล้างอะไรออก เพราะในเครื่องยนต์ปกติของเราที่ใช้น้ำมันเครื่องปกติ มันไม่มีสิ่งสกปรกอะไรให้ล้าง

แล้วถ้าใครยังบอกว่า ก็ผงเขม่าในน้ำมันเครื่องเก่านั่นไงที่สกปรก มันก็จะอยู่ในน้ำมันเครื่องใหม่ที่เราเติมเข้าไป แล้วผสมกับเศษน้ำมันเครื่องเดิมที่ตกค้างอยู่นั่นแหละครับ และก็จะมีมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าเมื่อใช้รถไปเพียงไม่กี่วัน

 

อีเอสพี ช่วยชีวิตได้

ผู้อ่านที่เป็นสมาชิกหรือติดตามคอลัมน์เทคนิคของ “ฟอร์มูลา” มาตลอด ย่อมรู้จัก อีเอสพี กันแล้ว เพราะผมเคยนำเสนออย่างละเอียดมาแล้ว สำหรับท่านที่พลาดไปขออธิบายอย่างคร่าวๆ อีกครั้งนะครับ

อีเอสพี คือ พยัญชนะหน้าของ ELECTRONIC STABILITY PROGRAM หมายถึง พโรแกรมช่วยรักษาเสถียรภาพของรถ ถ้าเอาความหมายจากชื่อของมันล้วนๆ ก็ยังเดาหน้าที่ของมันจริงๆ ไม่ออก พโรแกรมนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของรถเฉพาะตอนที่รถเลี้ยวและเสียหลักเท่านั้นครับ ถ้าเป็นการแล่นทางตรง ซึ่งก็ต้องการเสถียรภาพที่ดีเหมือนกัน อีเอสพี จะไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าต้องการได้เสถียรภาพทางตรงที่ดี ต้องใช้ฝีมือออกแบบ ทดสอบ และปรับช่วงล่างกันล้วนๆ

อีเอสพี จะมีบทบาทเฉพาะตอนเลี้ยว และถ้าเลี้ยวธรรมดา มันก็จะไม่มาก้าวก่ายหน้าที่ของเราผู้ขับหรอกครับ ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นจนรถเสียการทรงตัว มันถึงจะช่วยแก้ไข และทำได้รวดเร็วระดับปฏิกิริยาของคนขับเทียบไม่ติดเลย ไม่ว่าจะเสียการทรงตัวขณะเลี้ยว เพราะความคะนอง ความประมาท หรือเป็นเรื่องสุดวิสัยก็ตาม อีเอสพี ไม่ “สน” และไม่แยกแยะให้เสียเวลา เพราะเป็นอันตรายทั้งนั้น เซนเซอร์หลายตัวที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งต่างๆ จะส่งข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล ว่าเข้าข่ายเสียการทรงตัว ระดับที่หากไม่ช่วยจะเป็นอันตรายหรือไม่

การเสียการทรงตัวในโค้งมีอยู่ 2 กรณีด้วยกัน (ถ้าไม่นับแบบพิเศษเป็นแบบที่ 3) คือ หน้าไถล หรือ ดื้อโค้ง หรือ อันเดอร์สเตียริง กับ “ท้ายปัด” เลี้ยวเข้าในโค้งเกินกว่าที่ผู้ขับต้องการ หรือ โอเวอร์สเตียริง ถ้าเป็นกรณีแรก อีเอสพี จะ “สั่ง” ให้เบรคของล้อหลังในโค้ง ทำงานเสริมเป็นพิเศษล้อเดียว (ถ้าผู้ขับกำลังเบรคอยู่ อีเอสพี ก็จะเบรคล้อนี้แรงกว่าเป็นพิเศษ) ถ้าเป็นกรณีหลัง จะให้ล้อหน้านอกโค้งถูกเบรคเป็นพิเศษและขณะเบรคก็จะผ่อนคันเร่ง (ไฟฟ้า) ด้วย

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ความเร็วของรถต้องไม่เกินกว่าที่แรงเสียดทานจะรับได้นะครับ เพราะไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางฟิสิคส์ได้ ถ้าเข้าโค้งมาเร็วเกินลิมิทไปมาก ถึง อีเอสพี จะพยายามทำงานก็หมดความหมาย เพราะรถก็จะไถลออกนอกโค้งไปทั้งคันอยู่ดี

การเสียหลักของรถแบบที่ 3 ในวงเล็บของผม จึงเกิดขึ้นได้แม้รถจะมีอาการเป็นกลาง คือ ไม่โอเวอร์ และไม่อันเดอร์สเตียริง แต่มันจะแหกโค้งไปทั้งๆ ที่ตัวรถยังอยู่ในแนวเดียวกับถนนระบบใหม่ๆ ที่ใช้กับรถของเรา มักมีชื่อที่สื่อว่าเป็นอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จับต้องได้หรือฮาร์ดแวร์ แต่ อีเอสพี มีความหมายเป็นเพียงพโรแกรมเท่านั้น เพราะนอกจากเซนเซอร์วัดความหน่วงหรือความเร่งวัดความเร็วที่คนขับหมุนพวงมาลัยแล้ว ระบบนี้ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วครับ นั่นคืออุปกรณ์ของระบบป้องกันล้อลอค หรือ เอบีเอส

ที่นำกลับมาแนะนำอย่างย่อในครั้งนี้ เพราะผมได้สถิติที่เชื่อถือได้ ยืนยันประโยชน์ของ อีเอสพี อย่างชัดเจน โดยสมาคมผู้รับประกันภัยในเยอรมนี ได้วิเคราะห์อุบัติเหตุและพบว่า ร้อยละ 60 ของอุบัติเหตุของรถยนต์ ที่มีผู้เสียชีวิต เกิดจากการเสียการทรงตัวจนควบคุมไม่ได้ของรถ และในจำนวนนี้ 2 ใน 3 (ซึ่งก็คือร้อยละ 20 ของรถที่เกิดอุบัติเหตุจากการเสียการทรงตัวและมีผู้เสียชีวิต) สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ รอดตายหากรถนั้นมี อีเอสพี อยู่

ส่วนมหาวิทยาลัยในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ทดสอบกับแท่นจำลองการขับควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยให้อาสาสมัครแก้ไขและบังคับรถในสถานการณ์วิกฤต เช่น หลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน เจอโค้งแบบรัศมีเล็กลงเรื่อยๆ (แบบนี้ขับยากมากครับ “มือเซียน” หลงตัวเอง เจ็บหรือตายมามากแล้ว) และถูกลมปะทะด้านข้างอย่างแรงที่ความเร็วสูง ปรากฏผลว่า ถ้ามี อีเอสพี จะมีผู้ขับรอดพ้นจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 กรณีแรกเป็นสถิติของจริงจากเยอรมนี ส่วนกรณีหลังเป็นการทดลองแบบจำลองสถานการณ์ แต่ก็มีความใกล้เคียงกันพอสมควรครับ

บทสรุปก็คือ ระบบนี้เหมาะที่สุดสำหรับพวกเราชาวไทย ที่ชอบรถเร็ว รถแรง ศึกษาเทคนิคการขับน้อย ประมาท หรือถนนลื่นเพราะไม่มีกฎหมายเอาผิดกับผู้รับผิดชอบ

ที่ผมนำมาเล่านี้ เพราะต้องการให้ผู้จำหน่ายรถติดตั้ง หรือถ้าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ ก็สั่งระบบนี้ให้แก่ลูกค้าด้วย ส่วนผู้อ่านที่เป็นลูกค้า และซื้อรถชั้นดีราคาสูง (แบ่งประเภทให้ชัดเจนยากครับ) ก็ช่วยเรียกร้องให้มีระบบนี้มากับรถด้วยครับ คุณค่าของมันประเมินเป็นราคาได้ยาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและความปลอดภัยของเราผู้ใช้รถโดยตรง



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2555
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GCUCb
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ
แนวคิดที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยียานยนต์