บทความ

ข่าวรอบโลก


รถธง เลกซัส แอลเอส รุ่นใหม่
เปิดตัวแล้วในสหรัฐอเมริกา
ติดตั้งแผงกระจังหน้า “หลอดด้าย”

สหรัฐอเมริกา/ญี่ปุ่น-ยักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นเลือกใช้เมืองสะพานสวยของสหรัฐอเมริกา คือ นครซานฟรานซิสโกเป็นที่เปิดตัวรถ เลกซัส แอลเอส-ซีรีส์ (LEXUS LS-SERIES) รุ่นใหม่ ซึ่งกำลังจะออกจำหน่ายในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013 โดยมีรถให้เลือกใช้รวม 4 โมเดล ทุกโมเดลติดตั้งแผงกระจังหน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ และมีรูปลักษณ์เหมือนหลอดด้าย

ที่นครซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เลกซัส (LEXUS) ผู้ผลิตรถระดับ “พรีเมียม” ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โตโยตา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน ได้จัดงานใหญ่ในลักษณะ”ทอล์ค ออฟ เธอะ ทาวน์” คือ งานเปิดตัวรถหรู เลกซัส แอลเอส-ซีรีส์ (LEXUS LS-SERIES) รุ่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่รถใหม่แท้อย่างที่เรียกกันในบ้านเราว่า “ใหม่หมด” แต่เป็นรถรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 4 ที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า”

นอกจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังและสมรรถนะการขับขี่แล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งเห็นได้ชัด และส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อหน้าตาของรถรุ่นใหม่นี้ คือ การติดตั้งแผงกระจังหน้าที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบขึ้นใหม่ และใช้ไปแล้วเป็นครั้งแรกกับรถแฮทช์แบค เลกซัส ซีที 200 เอช (LEXUS CT 200H) เป็นแผงกระจังหน้าซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนหลอดด้าย จึงเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SPINDLE FRONT GRILLE

เลกซัส แอลเอส-ซีรีส์ รุ่นใหม่ ซึ่งเดือนพฤศจิกายนนี้จะออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา มีรถให้ลูกค้าเงินถุงเงินถังเลือกใช้รวม 4 โมเดล แยกเป็นรถตัวถังมาตรฐาน ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 5.080 ม. กว้าง 1.875 ม. สูง 1.455-1.480 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26 รวม 2 โมเดล คือ LEXUS LS 460 กับ LEXUS LS 460 F SPORT และเป็นรถตัวถังยาว คือ มีขนาดตัวถังยาว 5.207 ม. กว้าง 1.875 ม. สูง 1.455-1.480 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 รวม 2 โมเดล คือ LEXUS LS 460L กับ LEXUS 600HL

LEXUS LS 460 และ LEXUS LS 460L ซึ่งตัวถังสั้นยาวกว่ากันประมาณ 13 ซม. มีให้เลือกใช้ทั้งแบบขับล้อหลังและแบบขับทุกล้อ ทั้ง 2 แบบติดตั้งเครื่องยนต์ที่ยกชุดมาจากรถรุ่นเดิม คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,608 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ 1UR-FSE) ให้กำลังสูงสุด 288 กิโลวัตต์/386 แรงม้า ที่ 6,400 รตน. เมื่อทำงานควบคู่กับระบบขับล้อหลัง และให้กำลังสูงสุด 267 กิโลวัตต์/360 แรงม้า เมื่อใช้ระบบขับทุกล้อ ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง หรือทั้งคู่หน้าและคู่หลังแล้วแต่กรณี เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ซึ่งมีแป้นเปลี่ยนจังหวะเกียร์ติดตั้งอยู่บนแกนพวงมาลัย อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. รถทั้ง 2 โมเดล นี้ทำได้ใน 5.4 วินาที เมื่อใช้ระบบขับล้อหลัง และเพิ่มเป็น 5.9 วินาที เมื่อใช้ระบบขับทุกล้อ ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม.

โมเดลซึ่งค่าตัวแพงที่สุด คือ LEXUS LS 600HL เป็นรถขับทุกล้อแบบไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,968 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ 2UR-FSE) ให้กำลังสูงสุด 290 กิโลวัตต์/389 แรงม้า ที่ 6,400 รตน. ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 165 กิโลวัตต์/221 แรงม้า ซึ่งได้พลังไฟจากแบทเตอรีนิคเคิล-เมทัล ไฮดไรด์ (NICKEL-METAL HYDRIDE) ขนาด 288 โวลท์ 38 กิโลวัตต์ ให้กำลังรวมสูงสุด 327 กิโลวัตต์/438 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่องอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าเกียร์ ECVT รถโมเดลนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม. เช่นเดียวกัน

สำหรับ LEXUS LS 460 F SPORT ซึ่งเป็นรถโมเดลพิเศษที่เน้นลักษณะสปอร์ท โปรดดูรายละเอียดในล้อมกรอบขวามือ

 

นิสสัน เซเรนา เอส-ไฮบริด
รถอเนกประสงค์ประหยัดเชื้อเพลิง
ออกจำหน่ายแล้วในเมืองยุ่น

ญี่ปุ่น-นิสสัน มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ระดับยักษ์รองของเมืองยุ่น เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่คนรักสีเขียว โดยนำรถอเนกประสงค์ติดป้ายชื่อ นิสสัน เซเรนา เอส-ไฮบริด (NISSAN SERENA S-HYBRID) ออกสู่โชว์รูมในเมืองยุ่น พร้อมคำยืนยันว่า เป็นรถไฮบริดที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่เยี่ยมยอดมาก คือ แค่ 6.6 ลิตร/100 กม. หรือ 15.2 กม./ลิตร

ยักษ์รองเมืองยุ่นซึ่งไม่เคยทำ MPV (MULTI-PURPOSE VEHICLE) หรือรถอเนกประสงค์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดมาก่อนเลย ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นแล้วเมื่อวันพุธที่ 1 สิงหาคม 2012 โดยการนำรถอเนกประสงค์ขนาด 8 ที่นั่ง ติดป้ายชื่อ นิสสัน เซเรนา เอส-ไฮบริด (NISSAN SERENA S-HYBRID) ออกอวดตัวในโชว์รูมทั่วเกาะญี่ปุ่น พร้อมเสนอรถให้ลูกค้าเลือกใช้ถึง 9 โมเดล มีสนนราคาค่าตัวอยู่ระหว่าง 2.385-3.145 ล้านเยน หรือเท่ากับประมาณ 0.906-1.195 ล้านบาทไทย

นิสสัน เซเรนา เอส-ไฮบริด ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ตั้งแต่หัวจรดหาง แต่เป็นรถใหม่ที่ดัดแปลงจากรถหน้าตาเหมือนๆ กันคือ นิสสัน เซเรนา (NISSAN SERENA) รุ่นที่ 5 ซึ่งเริ่มออกโชว์รูมในเมืองยุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010 และยึดครองตำแหน่งรถอเนกประสงค์ขายดีที่สุดในประเทศมานับแต่นั้น (6 เดือนแรกของปี 2012 ขายในญี่ปุ่นได้มากถึง 53,106 คัน)

ตัวถังทรงกล่องเดียวซึ่งมีขนาดความยาว 4.685-4.790 ม. กว้าง 1.695-1.735 ม. และสูง 1.865 ม. มีห้องโดยสารซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งรวม 3 แถว นั่งได้รวม 8 คน และสามารถยักย้ายถ่ายเทลักษณะเก้าอี้ที่นั่งได้ถึง 14 แบบ รูปทรงองค์เอวและหน้าตาของตัวถังที่ว่านี้แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถซึ่งเป็นที่มา ส่วนสีของตัวถัง มีให้เลือกใช้รวม 6 สี คือ สีขาว สีฟ้า สีดำ สีเทา สีครีม และสีม่วง

ยักษ์รองของเมืองยุ่นบอกว่า ระบบขับแบบไฮบริดที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อใช้กับรถรุ่นนี้ เป็นระบบที่ออกแบบอย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สมกับชื่อรุ่นของรถคือ S-HYBRID ซึ่งย่อมาจาก “SMART” AND “SIMPLE” HYBRID แถมเป็นระบบไฮบริดที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด จึงสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นไว้ในตำแหน่งที่เคยติดตั้งเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวโดยไม่กินที่บรรทุกอื่นๆ เป็นระบบที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบเรียง ความจุ 1,997 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ MR20DD) ให้กำลังสูงสุด 108 กิโลวัตต์/147 แรงม้า ที่ 5,600 รตน.ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1.8 กิโลวัตต์/2.4 แรงม้า ส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง (เกียร์ CVT) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าจะถูกใจคนรักสีเขียว คือแค่ 6.6 ลิตร/100 กม. หรือ 15.2 กม./ลิตร เมื่อวัดตามมาตรฐาน JC08 ของประเทศญี่ปุ่น

ยักษ์รองเมืองยุ่นยังบอกด้วยว่า นิสสัน เซเรนา เอส-ไฮบริด นับเป็นรถอเนกประสงค์พันธุ์ยุ่นขนาด 2.0 ลิตร 8 ที่นั่ง เพียงแบบเดียวในขณะนี้ ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีซึ่งเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า AUTOMOBILE ACQUISITION AND WEIGHT TAXES อันเป็นภาษีที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

เอาดี อาร์ 8 รุ่น “ยกหน้า”
เปิดตัวแล้วในเยอรมนี
มีกำหนดออกโชว์รูมก่อนสิ้นปี

เยอรมนี-ค่าย “สี่ห่วง” เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถ เอาดี อาร์ 8 (AUDI R8) รุ่นที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ”ยกหน้า”แล้ว พร้อมกับยืนยันว่าตัวจริงเสียงจริงจะได้เห็นกันที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสตอนปลายเดือนกันยายน และรถจะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ก่อนสิ้นปีมังกรแน่นอน

หลังจากอยู่ในตลาดมายาวนานกว่า 5 ปี คือ ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2007 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง ยอดผู้ผลิตรถหรูเจ้าของเครื่องหมายการค้า “สี่ห่วง” ก็เพิ่มเติมความสดความใหม่ให้แก่รถสปอร์ท เอาดี อาร์ 8 (AUDI R8) โดยการเปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดทั้งมวลของรถรุ่นที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อเวบไซท์ รวมทั้งบอกด้วยว่า หากใจร้อน และอยากจะสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของรถรุ่นนี้ก่อนที่รถจะออกโชว์รูมในเยอรมนีก่อนสิ้นปี ก็ต้องไปที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีส ซึ่งจะมีขึ้นในนครหลวงของฝรั่งเศส ระหว่างวันเสาร์ที่ 29 กันยายน-วันอาทิตย์ 14 ตุลาคม 2012
เช่นเดียวกับรถรุ่นปัจจุบันที่คนรักรถสปอร์ทในเมืองไทยคงคุ้นเคยกันดี เอาดี อาร์ 8 ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 2 ประตูคูเป 2 ที่นั่ง ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 4.440 ม. กว้าง 1.904-1.929 ม. และสูง 1.252 ม. กับตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 4.440 ม. กว้าง 1.904 ม. และสูง 1.244 ม. ตัวถังทั้ง 2 แบบมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ตัวอย่าง คือ กันชนหน้า และกันชนหลังที่ออกแบบขึ้นใหม่ การติดตั้งดวงโคมไฟหน้าแบบไฟแอลอีดี โลโก R8 ที่ออกแบบขึ้นใหม่ และท่อไอเสียแบบท่อกลมที่เห็นได้ชัดตรงบั้นท้ายทั้งด้านขวา และด้านซ้าย

เอาดี อาร์ 8 ตัวถังคูเป มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,163 ซีซี 316 กิโลวัตต์/430 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ และเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 10 สูบ 5,204 ซีซี 386 กิโลวัตต์/525 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 เมื่อออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ จะอยู่ระหว่าง 113,500-154,600 ยูโร หรือประมาณ 4.54-6.18 ล้านบาทไทย ถ้ายังไม่สะใจก็มีรถโมเดลพิเศษให้เลือก คือ เอาดี อาร์ 8 วี 10 พลัส (AUDI R8 V10 PLUS) ติดตั้งเครื่องยนต์ 404 กิโลวัตต์/550 แรงม้า ซึ่งแยกไปรายงานโดยเฉพาะในล้อมกรอบขวามือ

ส่วน เอาดี อาร์ 8 ตัวถังเปิดประทุน ซึ่งติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อน เปิด/ปิด ด้วยการกดปุ่มโดยใช้เวลาประมาณ 19 วินาที และมีสีประทุนให้เลือกถึง 3 สี คือ สีดำ สีแดง และสีน้ำตาล ก็มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด และเป็นเครื่องยนต์บลอคเดียวกับตัวถังคูเปที่กล่าวข้างต้น

 

เรนจ์ โรเวอร์ รุ่นใหม่
เปิดตัวแล้วในเมืองผู้ดี
เบาแต่แข็งแรงกว่ารถรุ่นเดิม

อังกฤษ-แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองผู้ดี ใช้ช่วงเวลาที่ยังไม่สิ้นกระแสลอนดอนโอลิมปิค เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรู เรนจ์ โรเวอร์ (RANGE ROVER) รุ่นใหม่ พร้อมประกาศยืนยันว่า จะนำรถตัวจริงเสียงจริงออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสตอนปลายเดือนกันยายน และรถคันแรกจะส่งถึงมือลูกค้าเงินถุงเงินถังผู้สั่งจองต้นปี 2013

หลังจากเป็นข่าวมานมนาน และปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ ในลักษณะที่มีการอำพรางรูปโฉมเป็นบางส่วนมาแล้วนับครั้งแทบไม่ถ้วน เมื่อวันพุธที่ 15 สิงหาคมของปีมังกรนี้เอง ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับหรูของเมืองผู้ดีก็ทำให้การรอคอยของคนรักรถเงินถุงเงินถังสตางค์แยะที่อยากเป็นเจ้าของรถ เรนจ์ โรเวอร์ (RANGE ROVER) แต่ไม่อยากซื้อรถรุ่นเก่าสิ้นสุดลง โดยนำภาพและรายละเอียดของรถรุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 4 ออกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อเวบไซท์ที่จัดทำไว้โดยเฉพาะสำหรับสื่อมวลชน

มองภาพถ่ายด้วยตาเปล่าสวมแว่น เรนจ์ โรเวอร์ รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์ของทีมงานที่มี เกอร์รี แมคโกเวิร์น (GERRY McGOVERN) นักออกแบบชาวอังกฤษวัย 56 ปีเป็นผู้นำทีม ดูไม่มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจจนไม่อยากจะละสายตา แม้ว่าเปลือกตัวถังทุกชิ้นล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่บุคลิกและรายละเอียดในหลายๆ จุดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งอนุกรมนี้ก็ยังคงอยู่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาที่ออกแบบเหมือนลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่มีเสารองรับ ฝากระโปรงหน้าแบบฝาหอย ประตูบานท้ายที่แยกเป็น 2 ส่วนตามแนวนอน และเส้นคาดตัวถังระดับเสมอกันกับมือจับเปิดประตู

จนเมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดที่มองไม่เห็นในภาพนั่นแหละ จึงพบรายละเอียดที่ชวนให้ตื่นตาและตื่นใจมากมาย ตัวอย่างเช่น การเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกในโลกที่ทั้งแชสซีส์และตัวถังทำจากอลูมิเนียม มีตัวถังยาวกว่ารถรุ่นเดิมแต่กลับมีแรงต้านทานต่อแรงบิดแรงดัดสูงกว่าและมีน้ำหนักตัวเบากว่ารถรุ่นเดิมถึง 420 กก. หรือร้อยละ 39 ผ่านการทดสอบยาวนานกว่า 18 เดือน และวิ่งทดสอบเป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตรในมากกว่า 20 ประเทศ ทั้งในภูมิภาคร้อนที่สุด และหนาวที่สุดในโลก ฯลฯ

ในเรื่องของเครื่องยนต์กลไก ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน บอกเพียงเลาๆ ว่า จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 3 ขนาด คือ เครื่องเบนซินซูเพอร์ชาร์จ วี 8 สูบ ความจุ 5.0 ลิตร เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 8 สูบ ความจุ 4.4 ลิตร ทุกขนาดจะทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ZF

จะเปิดให้ลูกค้าสั่งจองในเดือนกันยายนปีนี้ และยืนยันว่ารถคันแรกจะส่งถึงมือลูกค้าตอนต้นปีหน้า สนนราคาค่าตัวยังไม่ระบุชัดเจน แต่คาดหมายกันว่า รถที่ออกโชว์รูมในเมืองผู้ดีน่าจะติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 70,000 ปอนด์อังกฤษ หรือเท่ากับประมาณ 3.5 ล้านบาทไทย

ปัจจุบัน แลนด์ โรเวอร์ ซึ่งเจ้าของ คือ บริษัทผู้ผลิตรถ ทาทา (TATA) ของอินเดีย มีรถให้เลือกใช้รวม 6 อนุกรม คือ แลนด์ โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ (LAND ROVER DEFENDER) แลนด์ โรเวอร์ ฟรีแลนเดอร์ 2 (LAND ROVER FREELANDER 2) แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี 4 (LAND ROVER DISCCVERY 4) เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค (RANGE ROVER EVOQUE) เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท (RANGE ROVER SPORT) และ เรนจ์ โรเวอร์ (RANGE ROVER)

เลกซัส แอลเอส 460 เอฟ สปอร์ท (LEXUS LS 460 F SPORT) รถโมเดลพิเศษซึ่งเน้นลักษณะของรถสปอร์ท มีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่แตกต่างจากรถโมเดลอื่นๆ ตัวอย่าง คือ ความสูงใต้พื้นรถที่ลดต่ำลงประมาณ 10 มม. ระบบรองรับใช้ชอคอับลมอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AIR SUSPENSION เก้าอี้ที่นั่งที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ ระบบขับที่เลือกโหมดการทำงานได้ถึง 5 แบบ คือ ECO COMFORT NORMAL SPORT S และ SPORT S+ รถโมเดลนี้มีให้เลือกใช้ทั้งแบบขับล้อหลังและแบบขับทุกล้อ ทั้ง 2 แบบติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,608 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ 1UR-FSE) ให้กำลังสูงสุด 288 กิโลวัตต์/386 แรงม้า ที่ 6,400 รตน.เมื่อใช้ระบบขับล้อหลัง และลดลงเล็กน้อยเป็น 267 กิโลวัตต์/360 แรงม้า ที่ 6,400 รตน. เมื่อใช้ระบบขับทุกล้อ ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังหรือทั้งคู่หน้าและคู่หลังแล้วแต่กรณี เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่มีแป้นเปลี่ยนจังหวะเกียร์ติดตั้งอยู่บนแกนพวงมาลัย

รถสปอร์ท “หน้ายาวบั้นเด้าสั้น” ที่เห็นอยู่นี้ คือ รถแบบใหม่ที่ยักษ์เล็กของเมืองมะกันกำลังจะนำออกสู่โชว์รูมในฐานะรถรุ่นปี 2013 โดยติดป้ายชื่อ เอสอาร์ที ไวเพอร์ (SRT VIPER) เป็นรถคูเป 2 ประตู 2 ที่นั่ง ซึ่งมีตัวถังยาว 4.463 ม.กว้าง 1.941 ม. สูง 1.246 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.365 เป็นรถวางเครื่องหน้าตามยาว/ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยพลังของเครื่องยนต์โอเวอร์เฮดวาล์ว วี 10 สูบ ความจุ 8.4 ลิตร ซึ่งให้กำลังสูงสุด 477 กิโลวัตต์/640 แรงม้า ที่ 6,150 รตน.และให้แรงบิดสูงสุด 814 นิวตัน-เมตร/83.1 กก.-ม. ที่ 4,950 รตน. (เป็นตัวเลขที่ทำให้เครื่องยนต์บลอคนี้สามารถติดป้ายประกาศเกียรติคุณว่าเป็นเครื่องยนต์เบนซินหายใจอากาศธรรมดาติดตั้งในรถสปอร์ท ที่ให้ค่าแรงบิดสูงที่สุดในโลก) ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เป็นรถผลิตในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน

ทั้ง 3 ภาพนี้ คือ รถโมเดลหัวกะทิติดป้ายชื่อ เอาดี อาร์ 8 วี 10 พลัส (AUDI R8 V10 PLUS) ซึ่งจะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ก่อนสิ้นปีมังกร โดยติดป้ายค่าตัว 173,200 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 6.93 ล้านบาทไทย รถโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 10 สูบ ความจุ 5,204 ซีซี ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ จนกำลังสูงสุดพุ่งจาก 386 กิโลวัตต์/525 แรงม้า เป็น 404 กิโลวัตต์/550 แรงม้า ที่ 6,500 รตน. และส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ S TRONIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 317 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.9 ลิตร/100 กม. หรือ 7.8 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่คนรักสีเขียวเห็นแล้วอาจรู้สึกหงุดหงิด คือ มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 299 กรัม/กม. เป็นรถแรงและเร็วที่เน้นเป็นพิเศษในการลดน้ำหนักตัวด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการใช้กระทะล้ออัลลอยน้ำหนักเบา การตกแต่งห้องโดยสารด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ และการลดอุปกรณ์ฉนวนหลายชิ้น

ทั้ง 3 ภาพนี้ ได้มาจากงานชุมนุมรถ แฟร์รารี 250 จีทีโอ (FERRARI 250 GTO) ซึ่งจัดขึ้นในเมืองมะกะโรนีเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของรถสปอร์ทรุ่นนี้ ค่าย “ม้าลำพอง” บรรจุรถ แฟร์รารี 250 จีทีโอ เข้าสู่สายการผลิตเมื่อปี 1962 และติดป้ายค่าตัวเทียบเป็นเงินสกุลสหรัฐ ฯ เพียง 18,000 เหรียญ รถรุ่นดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์ วี 12 สูบ 3.0 ลิตร 220 กิโลวัตต์/300 แรงม้า (แต่ละสูบมีขนาดความจุ 250 ซีซี อันเป็นที่มาของชื่อรุ่น) ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ในช่วงเวลา 3 ปีที่อยู่ในสายการผลิต ค่าย “ม้าลำพอง” ปล่อยรถรุ่นนี้ออกสู่ตลาดเพียง 36 คัน และแต่ละคันผู้ซื้อต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าพ่อของค่ายคือ เอนโซ แฟร์รารี (ENZO FERRARI) เสียก่อน ปัจจุบัน รถสปอร์ท “ม้าลำพอง” รุ่นนี้จึงเป็นรถหายากและเป็นที่หมายปองของนักสะสม บางคันซื้อขายกันในราคาสูงลิบระดับ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 1,700 เท่า ของค่าตัวในอดีต



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/cX6Nl
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

2021 หรือ 2022
VOLKSWAGEN TOUAREG เปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเมืองมังกร ตัวถังยาวและกว้างขึ้น
VOLKSWAGEN TOUAREG เปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเมืองมังกร ตัวถังยาวและกว้างขึ้น
BMW M2 COMPETITION รถแรงรุ่นใหม่ค่ายใบพัดเปิดตัวแล้วแต่ยังไม่กำหนดวันขาย
AUDI A6 AVANT เผยโฉมรถรุ่นใหม่ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดแบบเด็กๆ
AUDI A6 AVANT เผยโฉมรถรุ่นใหม่ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดแบบเด็กๆ
MERCEDES-BENZ C-CLASS เปิดตัวรถคูเป และรถเปิดประทุนรุ่นยกหน้า
VOLVO XC40 ชนะใจสื่อมวลชนในยุโรป คว้าตำแหน่ง
VOLVO XC40 ชนะใจสื่อมวลชนในยุโรป คว้าตำแหน่ง