บทความ

SUPER SPORTS CAR รถสปอร์ทความเร็วสูง


สุดยอดรถสปอร์ทกระทิงดุ
LAMBORGHINI AVENDATOR J

คนรักรถที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงบ่นกันจังว่ารถติด รถติด รถติด และรถติด โดยเฉพาะในวันที่ฝนเริ่มตกตรงกับเวลาเลิกงาน จะไม่สงสัยเลยว่าทำไมรถจึงติด ติด ติด และติด ? หากรู้ว่าในแต่ละวันมีรถใหม่เริ่มออกมาวิ่งตามท้องถนนกี่คัน ? และในแต่ละวันมีการเปิดใช้ถนนสายใหม่กี่สาย ?

ตามตัวเลขขององค์การผู้ผลิตรถยนต์ระหว่างประเทศ หรือ OICA (ย่อจาก ORGANISATION INTERNATIONALE DES CONSTRUCTEURS D’AUTOMOBILES ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับ INTERNATIONAL ORGANIZATION OF MOTOR VEHICLE MANUFACTURERS ในภาษาอังกฤษ) ในรอบปี 2011 ที่สยามเมืองยิ้มเจอฤทธิ์น้องน้ำ ทั่วโลกผลิตรถยนต์นานาชนิดได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 80.1 ล้านคัน หรือเท่ากับ 220,000 คัน/วันโดยเฉลี่ย ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุด คือ สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งผลิตได้มากถึง 18.4 ล้านคัน ถัดไป คือ สหรัฐอเมริกา 8.7 ล้านคัน ญี่ปุ่น 8.4 ล้านคัน เยอรมนี 6.3 ล้านคัน เกาหลีใต้ 4.7 ล้านคัน และอินเดีย 3.9 ล้านคัน

ประเทศไทยที่ยังทะเลาะกันไม่เสร็จก็ติดอันดับกับเขาด้วยเหมือนกัน คือ อันดับ 5 ของเอเซีย และอันดับ 14 ของโลก OICA บอกว่าในรอบปีกระต่ายดินแดนหลากสีหลายมาตรฐานประเทศนี้ผลิตรถยนต์ได้รวมทั้งสิ้น 1,478,000 คัน คือ ลดลงถึงร้อยละ 10.2 จาก 1,645,000 คันในปี 2010 หากเชื่อตัวเลขของ OICA และคิดอย่างคร่าวๆ ว่าครึ่งหนึ่งเป็นรถที่ผลิตเพื่อส่งออก ก็จะคำนวณได้ว่า ในแต่ละวันของปี 2011 มีรถใหม่ป้ายแดงออกมาวิ่งเพ่นพ่านตามท้องถนนถึง 2,025 คันโดยเฉลี่ย ส่วนถนนที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวัน ไม่พูดถึงน่าจะดีกว่า มีการออกข่าวในบ้านเราว่า ปี 2012 ที่ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งปีนี้ คาดกันว่ายอดผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคัน แลัวอย่างนี้ทำไมรถจะไม่ติด ?

เพื่อให้ลืมปัญหารถติด ติด ติด และติด รถที่ “ระเบียงรถใหม่” นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ จึงเป็นรถสปอร์ทความเร็วสูงล้วนๆ และเป็นรถสหประชาชาติ คือ มีทั้งรถอิตาลี รถอังกฤษ รถฝรั่งเศส รถเยอรมนี รถจากเมืองมะกัน และเกือบทุกคันเป็นรถสุดพิเศษอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า SUPER SPORTS CAR

เริ่มกันที่รถสปอร์ทกระทิงดุ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ เจ (LAMBORGHINI AVENTADOR J) รถสปอร์ทซูเพอร์คาร์ซึ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และรับประกันได้ว่ามีโอกาสเป็นศูนย์ที่จะได้เห็นรถหน้าตาอย่างนี้เข้ามาวิ่งในบ้านเรา ที่กล้ารับประกันก็เพราะเป็นรถอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ONE-OFF CAR คือ เป็นรถที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพียงคันเดียว ไม่มีคันที่ 2 คันที่ 3 หรือคันที่ 4 และคันเดียวที่ว่านี้ก็ขายไปเรียบร้อยแล้วในราคา 2.1 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 84 ล้านบาทไทย

ตัวถังไร้หลังคา ยาว 4.900 ม. กว้าง 2.030 ม. และสูง 1.100 ม. ดัดแปลงจากตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ของรถที่อยู่ในสายการผลิตขณะนี้ คือ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ แอลพี 700-4 (LAMBORGHINI AVENTADOR LP700-4) รถแบบใหม่ล่าสุดของค่ายกระทิงดุซึ่งเพิ่งออกโชว์รูมเมื่อต้นปี 2011 โดยติดป้ายค่าตัว 318,200 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 12.7 ล้านบาทไทย มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมายก่ายกอง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงชดเชยกับการที่ไม่มีหลังคา และถอดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีออกทั้งหมดเพื่อลดน้ำหนัก ตัวอย่าง คือ กระจกหน้า เครื่องปรับอากาศ ชุดสเตอริโอ และระบบนำทาง

กลไกขับเคลื่อนต่างๆ ยกชุดมาจากรถในสายการผลิตโดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ เครื่องยนต์ที่ใช้ยังคงเป็นเครื่องวางกลางลำตามยาว DOHC วี 12 สูบ ความจุ 6,498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 515 กิโลวัตต์/700 แรงม้า ที่ 8,250 รตน. และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตัน-เมตร/70.4 กก.-ม. ที่ 5,500 รตน. ส่งทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ น่าเสียดายที่ไม่มีการระบุตัวเลขสมรรถนะความเร็ว แต่คาดหมายได้เลยว่าคงไม่น้อยหน้ารถซึ่งเป็นที่มา คือ อัตราเร่ง 0-100 กม. ใน 2.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.

แรง และเร็วกว่านี้ไม่มีแล้ว
BUGATTI VEYRON 16.4 GRAND SPORT VITESSE

มีรถสปอร์ทซูเพอร์คาร์อยู่แบบหนึ่ง เป็นรถสปอร์ทเปิดประทุนสัญชาติฝรั่งเศสติดป้ายชื่อ บูกัตตี เวย์รน 16.4 กแรนด์ สปอร์ท (BUGATTI VEYRON 16.4 GRAND SPORT) สนนราคาค่าตัวไม่รวมภาษีที่ซื้อขายกันคือ 1.4 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 56 ล้านบาทไทย รถที่ว่านี้ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 16 สูบ ความจุ 7,993 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 736 กิโลวัตต์/1,001 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. และแรงบิดสูงสุด 1,250 นิวตัน-เมตร/127.6 กก.-ม. ที่ 2,200-5,500 รตน. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 2.7 วินาที ทำอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที และทำอัตราเร่ง 0-300 กม./ชม. ใน 16.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 407 กม./ชม.

เจาะลึกลงไปอีกหน่อยก็พบว่า รถสปอร์ทเปิดประทุนแบบที่ว่า ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่เป็นรถเปิดประทุนที่พัฒนาจากรถคูเป บูกัตตี เวย์รน 16.4 (BUGATTI VEYRON 16.4) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปลายปี 2005 โดยจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 350 คัน และขณะนี้ขายไปหมดแล้ว แม้ว่าตั้งค่าตัวไว้สูงลิบลิ่วถึง 1.3 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 52 ล้านบาทไทย

ปรากฏว่าตัวเลขสมรรถนะความเร็วของรถเปิดประทุน บูกัตตี เวย์รน 16.4 กแรนด์ สปอร์ท ที่กล่าวข้างต้น ยังไม่สะอกสะใจคนรักรถเงินหนา จิตซาดิสต์บางผู้บางคน จึงมีเสียงเรียกร้องให้ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ ทำรถเปิดประทุนอีกรุ่นหนึ่งที่แรง และเร็วกว่ารถรุ่นที่ว่า เพราะเห็นว่าในสายการผลิตด้วยมือของค่ายนี้ ก็มีรถแรงอีกรุ่นหนึ่งอยู่แล้ว คือ รถคูเป บูกัตตี เวย์รน 16.4 ซูเพอร์ สปอร์ท (BUGATTI VEYRON 16.4 SUPER SPORT) ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 16 สูบ 7,993 ซีซี 882 กิโลวัตต์/1,200 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที ทำอัตราเร่ง 0-200 กม. ใน 6.7 วินาที ทำอัตราเร่ง 0-300 กม./ชม. ใน 14.6 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 415 กม./ชม.

เพื่อสนองตอบต่อเสียงเรียกร้องที่ว่าซึ่งมีอยู่ไม่กี่เสียง แต่เป็นเสียงดังเพราะเจ้าของเสียงสตางค์แยะ รถสปอร์ทซูเพอร์คาร์หลังคาเปิดประทุนติดป้ายชื่อ บูกัตตี เวย์รน 16.4 กแรนด์ สปอร์ท วีแตสส์ (BUGATTI VEYRON 16.4 GRAND SPORT VITESSE) จึงกำเนิดขึ้น และเมื่อนับจนถึงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ปรากฏว่า สามารถขายไปได้แล้วรวม 6 คัน แม้ว่าตั้งค่าตัวไม่รวมภาษีไว้สูงลิบถึง 1.8 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 72 ล้านบาทไทย

ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน อธิบายอย่างย่นย่อก็คือ แทนที่เครื่องยนต์บลอคเดิมด้วยเครื่องเทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 16 สูบ 7,999 ซีซี 882 กิโลวัตต์/1,200 แรงม้า ที่ใช้อยู่ในรถคูเป บูกัตตี เวย์รน 16.4 ซูเพอร์ สปอร์ท ปรับปรุงกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเสริมความแข็งแรงของตัวถังในบางจุดเพื่อให้สอดรับกับพละกำลังของเครื่องยนต์และความเร็วที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง คือ ปรับระบบระบายความร้อนของห้ามล้อ และติดสปอยเลอร์บนหลังคาเพื่อลดเสียงลมและอาการกระพือในห้องโดยสาร และที่ลืมเสียมิได้ก็คือ ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางจุดในห้องโดยสารเพื่อให้เกิดความแตกต่าง ตัวอย่าง คือ คอนโซลกลางและเก้าอี้ที่นั่งที่ออกแบบขึ้นใหม่สำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ

ผลลัพธ์ในที่สุดก็คือ รถสปอร์ทเปิดประทุนที่แรงและเร็วที่สุดในโลก อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 2.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ระดับ 410 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแย่หน่อย คือ มีค่าเฉลี่ย 23.3 ลิตร/100 กม.หรือ 4.3 กม./ลิตร ส่วนอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของรถน้ำหนักตัว 1,990 กก. คันนี้ คนรักสีเขียวเห็นแล้วต้องเบือนหน้า คือ อยู่ที่ระดับ 539 กรัม/กม.
เกือบลืมบอกไปว่า ชื่อท้าย VITESSE ของรถรุ่นนี้ เป็นภาษาฝรั่งเศส ตรงกับ SPEED ในภาษาอังกฤษ หรือ ความเร็ว ในภาษาไทย

เห็นแค่ป้ายชื่อก็ต้องเชื่อ
McLAREN MP4-12C SPIDER

เมื่อเอ่ยชื่อ แมคลาเรน (McLAREN) คนรักรถส่วนใหญ่คงนึกถึงรถแข่งที่นั่งเดี่ยวซึ่งกำลังวิ่งอวดความเร็วอยู่ในสนามแข่งรถฟอร์มูลา วัน ชิงแชมพ์โลก โดยมียอดนักขับเมืองผู้ดี คือ ลูอิส แฮมิลทัน (LEWIS HAMILTON) กับ เจนสัน บัททัน (JENSON BUTTON) เป็นผู้ถือพวงมาลัย ความจริงชื่อนี้ไม่ได้มีแต่รถแข่ง หากยังมีรถสปอร์ทที่สามารถวิ่งตามท้องถนนทั่วไปอยู่ด้วย
รถสปอร์ทติดป้ายชื่อ แมคลาเรน เป็นผลผลิตของบริษัท แมคลาเรน ออโทโมทีฟ (McLAREN AUTOMOTIVE) ซึ่งก่อตั้งกิจการในเมืองผู้ดีเมื่อปี 1992 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์รายย่อยรายนี้ เป็นรถสปอร์ทซูเพอร์คาร์ผลงานจากความร่วมมือกับค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งมีขายระหว่างปี 2003-2005 โดยติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลอาร์ แมคลาเรน (MERCEDES-BENZ SLR McLAREN)

ส่วนผลงานชิ้นแรกที่ค่ายนี้ทำขายโดยไม่ได้ติดตรา “ดาวสามแฉก” คือ รถคูเป แมคลาเรน เอมพี 4-12 ซี (McLAREN MP4-12C) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายเมื่อกลางปี 2011 โดยตั้งค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 176,000 ปอนด์ หรือประมาณ 8.80 ล้านบาทไทย รถรุ่นดังกล่าวมีขนาดตัวถังยาว 4.509 ม. กว้าง 1.908 ม. และสูง 1.199 ม. ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ DOHC วี 8 สูบ 3,799 ซีซี วางเครื่องกลางลำตามยาว ให้กำลังสูงสุด 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ที่ 7,500 รตน. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.1 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 8.8 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 333 กม./ชม.

ส่วน แมคลาเรน เอมพี 4-12 ซี สไปเดอร์ (McLAREN MP4-12C SPIDER) ที่เห็นอยู่นี้ เป็นรถเปิดประทุนซึ่งพัฒนาจากรถคูเปที่กล่าวข้างต้น เพิ่งเปิดรับสั่งจองผ่านผู้แทนจำหน่ายซึ่งมีอยู่รวม 38 รายใน 22 ประเทศ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ค่าตัวในเมืองแม่ คือ 195,500 ปอนด์ หรือประมาณ 9.78 ล้านบาท

ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีโครงหน้าและโครงหลังทำจากอลูมิเนียมของ แมคลาเรน เอมพี 4-12 ซี สไปเดอร์ พัฒนาจากตัวถังขนาดเดียวกันของรถ แมคลาเรน เอมพี 4-12 ซี โดยมีจุดเปลี่ยนจุดสำคัญเพียงจุดเดียว คือ การเปลี่ยนจากหลังคาแข็งเป็นหลังคาเปิดประทุน เป็นประทุนแบบแข็งซึ่งออกแบบเป็น 2 ชิ้น อย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า TWO-PIECE RETRACTABLE HARDTOP บังคับเปิด/ปิดโดยการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่ในคอนโซลกลางโดยใช้เวลาไม่เกิน 17 วินาที และสามารถกระทำได้เมื่อยังใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. ส่วนอื่นๆ ของตัวถังแทบไม่มีการแตะต้องอะไร

ประทุนหลังคาแบบแข็งดังที่กล่าวข้างต้น ออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีที่เก็บซ่อนอยู่หลังเก้าอี้ที่นั่ง ในขณะที่ปิดประทุนก็จะกลายสภาพเป็นช่องว่าง ใช้เก็บข้าวของได้จุประมาณ 52 ลิตร ส่วนกระจกบานหลังซึ่งคั่นอยู่ระหว่างห้องโดยสารกับห้องเครื่องยนต์ เป็นกระจกที่เลื่อนขึ้นลงได้ ขณะเปิดประทุนกระจกนี้จะทำหน้าที่เป็น WIND DEFLECTOR หรือตัวเบี่ยงเบนกระแสลม ช่วยลดการรบกวนผู้ขับและผู้โดยสาร

กลไกอื่นๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากรถคูเป เครื่องยนต์ที่ใช้ก็ยังคงเป็นเครื่องทวินเทอร์โบ DOHC วี 8 สูบ 3,799 ซีซี 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้าบลอคเดิม ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะชุดเดิม ห้ามล้อจานหน้า 370 มม./จานหลัง 350 มม.เหมือนเดิม ระบบรองรับ (กันสะเทือน) ทั้งหน้าและหลังก็ใช้ชุดเดิม

การเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนหลังคาซึ่งส่งผลให้น้ำหนักตัวพร้อมขับเพิ่มขึ้น 40 กก. คือ จาก 1,434 เป็น 1,473 กก. นี้ ส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อตัวเลขสมรรถนะความเร็ว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ยังทำได้ใน 3.1 วินาทีเช่นเดิม ในขณะที่อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. เพิ่มเป็น 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุดลดเป็น 329 กม./ชม. เมื่อปิดประทุน และ 315 กม./ชม. เมื่อเปิดประทุน ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยยังคงเป็น 11.7 ลิตร/100 กม. หรือ 8.5 กม./ลิตรเหมือนเดิม และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังคงเดิม คือ 279 กรัม/กม.

สินค้าบแรนด์เนมจากเมืองผู้ดี
ASTON MARTIN V12 ZAGATO

เกาะอังกฤษเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งมีชื่อเสียงเรียงนามระดับโลกหลายราย แต่ขณะนี้มีผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังคงมีเจ้าของเป็นคนอังกฤษ ผู้ผลิตรถยนต์ติดป้ายยี่ห้อ แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) คือ หนึ่งในจำนวนอันน้อยนิดที่ว่านั้น เดือนนี้ “ระเบียงรถใหม่” นำผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของค่ายนี้มาให้ชื่นชมกัน 2 ชิ้น และทั้ง 2 ชิ้น เป็นรถสปอร์ทรูปสวยรวยแรงม้าค่าตัวแพง

ชิ้นแรกที่เห็นอยู่นี้เป็นผลงานจากความร่วมมือกับสำนักออกแบบซากาโต (ZAGATO) ของอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นความสัมพันธ์กับค่ายนี้เมื่อ 50 ปีก่อน โดยการออกแบบตัวถังรถ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 4 จีที (ASTON MARTIN DB4 GT) ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าของนักสะสมรถอยู่ในขณะนี้ รถรุ่นดังกล่าวปรากฏตัวในปี 1961 และออกจำหน่ายในปีถัดมา โดยจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 99 คัน
ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองผู้ดีและสำนักออกแบบชื่อดังของเมืองมะกะโรนีเริ่มต้นโครงการออกแบบและพัฒนา แอสตัน มาร์ทิน วี 12 ซากาโต (ASTON MARTIN V12 ZAGATO) ซึ่งกระทำในเกาะอังกฤษตั้งแต่ต้นจนจบเมื่อต้นปี 2010 และในเดือนมีนาคมของปีเดียวกันการกำหนดรายละเอียดหลักต่างๆ ของตัวรถก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หนึ่งปีเศษหลังจากนั้นคือที่งานแสดงรถยนต์ VILLA D’ESTE CONCOURS ในอิตาลี แอสตัน มาร์ทิน วี 12 ซากาโต ซึ่งยังติดป้ายว่าเป็นรถแนวคิดก็ปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรก การต้อนรับและปฏิกิริยาในทางบวกจากการปรากฏตัวครั้งดังกล่าวทำให้มีการตัดสินใจในเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน เปิดไฟเขียวให้บรรจุรถเข้าสู่สายการผลิต และเพียงครึ่งปีเศษหลังจากนั้น คือที่งานเปิดตัวซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษในกรุงลอนดอนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีมังกร แอสตัน มาร์ทิน วี 12 ซากาโต ในรูปลักษณ์ของรถตลาดที่พร้อมจะเข้าสู่สายการผลิตก็อวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรก พร้อมคำยืนยันว่าจะจำกัดผลิตไว้เพียง 150 คัน ไม่มีขาดมีเกิน และคันแรกของรถสปอร์ทที่ผลิตด้วยมือโดยใช้หยาดเหงื่อแรงงานประมาณ 2,000 คน ชั่วโมงนี้ จะส่งถึงมือผู้ซื้อในไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ปรากฏว่าเพียงสัปดาห์แรกก็มีผู้สังจองไปแล้วมากกว่า 1 ใน 3 แม้ว่าตั้งค่าตัวไม่รวมภาษีไว้สูงลิบถึง 330,000 ปอนด์ หรือประมาณ 16.5 ล้านบาท

รถใหม่ของยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองผู้ดี มีขนาดตัวถังยาว 4.385 ม. กว้าง 1.865 ม. และสูง 1.250 ม. ชิ้นส่วนตัวถังบางชิ้น เช่น ฝากระโปรงหน้า หลังคา ประตู ทำจากอลูมิเนียมด้วยมือ ในขณะที่อีกหลายชิ้น คือ บังโคลนหน้าและหลัง ธรณีประตูและฝากระโปรงหลัง ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์มวลเบาแต่แข็งแรง รูปทรงองค์เอวของตัวถังซึ่งออกแบบให้นั่งเพียง 2 คน มีรายละเอียดมากมายซึ่งเป็นบุคลิกการออกแบบของค่ายซากาโต ตัวอย่าง คือ หลังคาที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DOUBLE-BUBBLE ROOF คือ มีรูปลักษณ์เหมือนฟองน้ำคู่ แผงกระจังหน้าขนาดใหญ่และพาดขวางเต็มหน้ารถ ขอบล่างของหน้าต่างที่มีเส้นสายเหมือนไม้ตีที่ใช้ในการเล่นกีฬาฮอกคี ฯลฯ

เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้าบานโตสะอกสะใจ ไม่ใช่เครื่องที่ออกแบบขึ้นใหม่เหมือนตัวถัง แต่ยกชุดมาจากรถอีกรุ่นหนึ่ง คือ แอสตัน มาร์ทิน วี 12 วานเทจ (ASTON MARTIN V12 VANTAGE) ที่อยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 คือ เครื่อง DOHC วี 12 สูบ ความจุ 5,935 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 380 กิโลวัตต์/517 แรงม้า ที่ 6,500 รตน.และแรงบิดสูงสุด 570 นิวตัน-เมตร/58.2 กก.-ม. ที่ 5,750 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ตามตัวเลขของผู้ผลิต ซูเพอร์คาร์ซึ่งมีตัวถังให้เลือกใช้เพียง 5 สี คือ สีดำ CARBON BLACK สีเขียว ALLORO GREEN สีเงิน SCINTILLA SILVER สีฟ้า ALBA BLUE และสีแดง DIAVOLO RED อย่างคันที่เห็นในภาพ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 4.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 16.4 ลิตร/100 กม. หรือ 6.1 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 388 กรัม/กม.

สืบสานตำนานยอดรถของยอดสายลับ
ASTON MARTIN VANQUISH

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกชิ้นหนึ่งของค่าย แอสตัน มาร์ทิน ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เป็นรถธงรุ่นใหม่ที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองผู้ดีกำลังจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเกย์ดอน (GAYDON) ในมณฑลวอร์ริคเชอร์ (WARWICKSHIRE) แทนที่รถธงรุ่นเดิมคือ แอสตัน มาร์ทิน ดีบีเอส (ASTON MARTIN DBS) ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปลายปี 2007
เป็นรถรุ่นใหม่ในชื่อเก่า เพราะค่ายนี้เคยทำรถติดป้ายชื่อ แอสตัน มาร์ทิน แวนควิช (ASTON MARTIN VANQUISH) มาก่อนแล้วเมื่อทศวรรษก่อน รถรุ่นดังกล่าวซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์ของนักออกแบบคนดังเจ้าของนาม เอียน คัลลัม (IAN CULLUM) อยู่ในสายการผลิตเป็นเวลา 7 ปี (2001-2007) ก่อนถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นใหม่คือ แอสตัน มาร์ทิน ดีบีเอส (ASTON MARTIN DBS) คนรักรถที่นิยมชมชอบภาพยนตร์สายลับ 007 คงจำกันได้ว่ารถรุ่นดั้งเดิมนี้ ได้รับบทเป็นพาหนะคู่ใจของพระเอก เจมส์ บอนด์ ในเรื่อง DIE ANOTHER DAY ที่ออกฉายเมื่อปี 2002 เป็นบทบาทที่ทำให้รถรุ่นนี้คว้าตำแหน่งที่ 3 ในการจัดลำดับ BEST FILM CARS EVER หรือ “รถแสดงหนังดีเด่นตลอดกาล” คือ เป็นรองเพียงรถ มีนี (MINI) ที่อวดตัวในภาพยนตร์เรื่อง THE ITALIAN JOB กับ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 5 (ASTON MARTIN DB5) ในภาพยนตร์เรื่อง GOLDFINGER และ THUNDERBALL

เช่นเดียวกับรถรุ่นดั้งเดิมซึ่งถือกันว่า เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของผู้ผลิตรถสปอร์ทรายนี้ โดยการเปลี่ยนลักษณะการออกแบบโครงสร้างของตัวรถให้ผิดไปจากวิธีที่เคยใช้มาแต่เดิม รถรุ่นใหม่นี้ก็ได้รับเสียงวิจารณ์จากบรรดาเกจิด้านรถยนต์ในเมืองผู้ดีว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลสนับสนุนว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ เห็นได้อย่างชัดเจนทั้งในส่วนของตัวถังและเครื่องยนต์กลไก

ตัวถังยาว 4.720 ม. กว้าง 1.905 ม. และสูง 1.294 ม. ของ แอสตัน มาร์ทิน แวนควิช รุ่นใหม่ พัฒนาในลักษณะ EVOLUTION หรือ “ปฏิรูป” ไม่ใช่ REVOLUTION หรือ “ปฏิวัติ” จากรถซึ่งถูกแทนที่ โดยทีมงานภายใต้การนำของ ไมลส์ เนิร์นเบอร์เกอร์ (MILES NURNBERGER) นักออกแบบชาวอังกฤษซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบตัวถังภายนอกของค่ายนี้ เป็นตัวถังซึ่งวางตัวอยู่บนแชสซีส์แบบโมโนคอคที่มีช่วงฐานล้อยาว 2.740 ม. เช่นเดียวกับรถรุ่นเดิม แต่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมายจนผู้ผลิตกล้ายืนยันว่าความแข็งแรงกว่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 จุดที่จำเป็นต้องบอกกันไว้ด้วยในที่นี้ก็คือ รถรุ่นใหม่นี้นับเป็นรถติดป้ายชื่อ แอสตัน มาร์ทิน แบบแรกในประวัติศาสตร์เกือบ 1 ศตวรรษ ที่ชิ้นส่วนตัวถังภายนอกทุกชิ้นทำจากวัสดุสังเคราะห์มวลเบาแต่แข็งแรงที่เรียกกันว่า คาร์บอนไฟเบอร์

ภายในห้องโดยสารที่ทำเป็น 2 แบบ คือ แบบ 2+2 ที่นั่ง กับแบบ 2+0 ที่นั่ง ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมาย ตัวอย่าง คือ แผงหน้าปัดอุปกรณ์ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลง และติดตั้งให้มีระยะห่างจากผู้ขับและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึง 20 มม. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ทำให้ได้ห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้นมาก แจกแจงกันอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า พื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น 37 มม. พื้นที่วางเข่าเพิ่มขึ้น 20 มม. พื้นที่ช่วงไหล่เพิ่มขึ้น 25 มม. และที่สนองตอบโดยตรงต่อเสียงบ่นของผู้ที่เป็นเจ้าของรถรุ่นเดิม คือ พื้นที่วางศอกที่เพิ่มขึ้นมากมายถึง 37 มม.

เครื่องยนต์ในรถค่าตัว 190,000 ปอนด์ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท รุ่นนี้ ยังคงเป็นเครื่อง DOHC วี 12 สูบ 5,935 ซีซี บลอคเดิม แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดมากมาย จนกำลังสูงสุดพุ่งจาก 380 กิโลวัตต์/517 แรงม้า เป็น 421 กิโลวัตต์/573 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ TOUCHTRONIC 2 ซึ่งใช้เวลาในการเปลี่ยนจังหวะเกียร์รวดเร็วกว่าระบบเกียร์แบบเดียวกันที่ใช้ในรถรุ่นก่อนถึงร้อยละ 30

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต รถสปอร์ทรูปสวยซึ่งน้ำหนักตัว 1,739 กก. และมีสีตัวถังให้เลือกถึง 32 สีนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.1 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 295 กม./ชม.

ซูเพอร์สปอร์ทหุ่นสวยหลากหลายสี
BENTLEY CONTINENTAL GT SPEED

เดือนนี้นำเสนอเรื่องราวของรถสัญชาติอังกฤษมากหน่อย รถสปอร์ทจากเมืองผู้ดีคันสุดท้ายที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน เป็นผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของผู้ผลิตรถยนต์รายเก่าแก่ ซึ่งมีสำนักงานและโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองครูว์อี (CREWE) มณฑลเชสเชอร์ (CHESHIRE) ในภาคกลางของเกาะอังกฤษ แต่มีเจ้าของอยู่ในเมืองเบียร์ คือ โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป

ไม่ใช่รถใหม่เอี่ยมแกะกล่อง แต่เป็นรถโมเดลใหม่ที่พัฒนาจากรถ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที (BENTLEY CONTINENTAL GT) รุ่นที่ 2 ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองผู้ดีเมื่อต้นปีกระต่าย เพิ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรม GOODWOOD FESTIVAL OF SPEED ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2012 ที่ กูดวูดเฮาส์ (GOODWOOD HOUSE) มณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ (WEST SUSSEX) ในภาคใต้ของเกาะอังกฤษ พร้อมกับเปิดให้สั่งจอง แต่ยังค้นไม่พบว่าตั้งค่าตัวไว้โหดขนาดไหน ? ทราบแต่เพียงว่า เดือนตุลาคมนี้รถคันแรกจะส่งถึงมือลูกค้าผู้สั่งจอง

ตัวถัง 2 ประตู คูเป 2+2 ที่นั่ง ซึ่งดูสวยสง่าในทุกมุมมอง ดัดแปลงเพียงเล็กน้อยจากตัวถังหน้าตาเหมือนๆ กันของรถ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที การเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นด้วยสายตามีอยู่เพียง 2-3 จุด คือ ตะแกรงโลหะกรุแผงกระจังหน้าและช่องดักลมหน้า ท่อไอเสียรูปวงรี และล้อขนาด 21 นิ้วที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถรุ่นนี้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นแต่มีผลสำคัญ เป็นการปรับปรุงในระบบพวงมาลัยและระบบรองรับ (กันสะเทือน) และการลดความสูงใต้ท้องรถที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า RIDE HEIGHT ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงอย่างที่เรียกกันว่า UPGRADE โดยเปลี่ยนแปลงวัสดุหุ้มต่างๆ และมีสีให้เลือกถึง 18 แบบ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญ และเป็นความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดของรถรุ่นนี้ คือ เครื่องยนต์ ในรถรุ่นสามัญ คือ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้ามีให้เลือก 2 ขนาด คือเครื่องทวินเทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 12 สูบ 5,998 ซีซี 423 กิโลวัตต์/575 แรงม้า กับเครื่องทวินเทอร์โบ DOHC วี 8 สูบ 3,993 ซีซี 373 กิโลวัตต์/507 แรงม้า แต่ในรถโมเดลล่าสุด คือ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที สปีด เครื่องยนต์ที่ใช้ยังคงเป็นเครื่องดับเบิลยู 12 สูบ 5,998 ซีซี บลอคเดิม แต่ปรับแต่งรายละเอียดหลายจุดจนได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 50 ตัว คือ มีค่ากำลังสูงสุด 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 329 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำให้ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที สปีด กลายเป็นรถที่แรงและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่ายนี้ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะจิ้มนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ซึ่งเป็นช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และเป็นวันที่ใครหลายๆ คนกำลังบินไปฉลองวันเกิดของใครอีกหนึ่งคน ยังไม่มีการยืนยันตัวเลข

เป็นรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ที่มีสีตัวถังให้ลูกค้าเลือกได้อย่างจุใจถึง 18 สี คือ สีเหลือง CONTINENTAL YELLOW สีส้ม ORANGE FLAME สีแดง DRAGON RED สีแดง ST JAMES RED สีน้ำตาล BRONZE สีครีม ARCTICA สีขาว GLACIER WHITE สีเงิน EXTREME SILVER สีเงิน MOONBEAM สีเทา HALLMARK สีทอง BRODGAR สีดำ ANTHRACITE สีดำ ONYX สีเขียว APPLE GREEN สีเขียว CUMBRIAN GREEN สีฟ้า WINDSOR BLUE สีฟ้า THUNDER และสีฟ้า SEQUIN BLUE อย่างคันที่เห็นในภาพ
ส่วนภายในห้องโดยสารที่ก็มีวัสดุหุ้มให้เลือกถึง 18 แบบ ดังที่กล่าวข้างต้น บรรยายกันอย่างละเอียดว่ามีแบบไหนบ้าง? คงยืดยาวเกินไป จึงยกมาเป็นตัวอย่างเพียง 2 แบบ แบบแรกพื้นที่ส่วนใหญ่หุ้มหนังแท้ย้อมสีครีม PORTLAND พื้นที่ส่วนย่อยหุ้มหนังแท้ย้อมสีน้ำตาล BURNT OAK ประดับไม้สีน้ำตาลเข้ม แบบที่ 2 พื้นที่ทั้งหมดหุ้มด้วยหนังแท้สีเทาเข้ม BELUGA และไม่มีไม้

พัฒนาการใหม่ของรถสปอร์ทติดปีก
MERCEDES-BENZ SLS AMG GT/GT ROADSTER

เมื่อพูดถึงรถสปอร์ทสายพันธุ์เยอรมัน คนรักรถส่วนใหญ่คงนึกถึงรถสปอร์ทติดป้ายชื่อ โพร์เช (PORSCHE) เป็นอันดับแรก คงมีอยู่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะหลับตาเห็นรถติดเครื่องหมาย “ดาวสามแฉก” ของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDES-BENZ)

ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งที่ 63 เมื่อกลางเดือนกันยายน 2009 ค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งจับจองพื้นที่ทั้งหมดในฮอลล์หมายเลข 2 อันเป็นอาคารรูปวงกลม สามารถดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและคนรักรถผู้เข้าชมงานได้อย่างล้นหลาม เพราะนำผลงานชิ้นใหม่เอี่ยมแกะกล่องออกอวดตัวหลายชิ้น รวมทั้งรถสปอร์ท “ซูเพอร์คาร์” ติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี (MERCEDES-BENZ SLS AMG) ซึ่งปรากฏตัวแบบ WELTPREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานดังกล่าว

รถสปอร์ท “ซูเพอร์คาร์” คันที่ว่า มีจุดเด่นและจุดดึงดูดสายตาจุดสำคัญ คือ ประตูบานข้างทั้ง 2 ด้านที่เปิด/ปิดแบบปีกนก อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า GULL-WING DOORS เมื่อละสายตาจากตัวรถแล้วหันไปอ่านรายละเอียดในแผ่นป้ายข้อมูลจำเพาะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ก็พบว่า รถตัวถังอลูมิเนียม ยาว 4.638 ม. กว้าง 1.939 ม. สูง 1.262 ม.และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.30 คันนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์ DOHC วี 8 สูบ 6,208 ซีซี 420 กิโลวัตต์/571 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT DCT สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 317 กม./ชม. ค่าตัวเมื่อออกโชว์รูมในเมืองเบียร์จะเริ่มต้นที่ 186,800 ยูโร หรือประมาณ 7.5 ล้านบาท

2 ปีพอดิบพอดีหลังจากนั้น คือ ที่มหกรรมยานยนต์รายการเดียวกันเมื่อกลางเดือนกันยายนปีกระต่าย ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ก็เพิ่มทางเลือกให้แก่คนรักรถเงินถุงเงินถังสตางค์ล้นแบงค์ที่ถูกใจรถหน้าตาอย่างนี้ โดยนำรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี โรดสเตอร์ (MERCEDES-BENZ SLS AMG ROADSTER) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ก่อนนำออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายค่าตัว 195,200 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 7.8 ล้านบาทไทย ความแตกต่างประการสำคัญของรถ 2 แบบนี้มีอยู่เพียงจุดเดียว คือ แบบแรกเป็นรถคูเปประตูปีกนก ส่วนแบบหลังเป็นรถเปิดประทุนซึ่งใช้ประทุนหลังคาแบบอ่อน บังคับเปิด/ปิดด้วยระบบอีเลคทรอ-ไฮดรอลิค (ELECTRO-HYDRAULIC) โดยใช้เวลาเพียง 11 วินาที

ส่วนรถที่เลือกมาให้ชื่นชมกันในเดือนนี้ คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี จีที (MERCEDES-BENZ SLS AMG GT) ในหน้าซ้ายมือ และ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี จีที โรดสเตอร์ (MERCEDES-BENZ SLS AMG GT ROADSTER) ในหน้าขวามือ เป็นรถ 2 โมเดลใหม่ที่ค่าย “ดาวสามแฉก” เพิ่งเผยแพร่ข้อมูลเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และบอกว่าเดือนตุลาคมที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาถึงนี้ จะนำออกสู่โชว์รูมในเมืองเบียร์โดยติดป้ายค่าตัว 204,680 และ 213,010 ยูโร หรือประมาณ 8.2 และ 8.5 ล้านบาทไทย ตามลำดับ เป็นค่าตัวที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของเยอรมนีไว้เรียบร้อยแล้ว

มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กๆ น้อยๆ ในส่วนของตัวถังทั้งภายนอกและสำคัญ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นหัวใจสำคัญของรถใหม่ 2 โมเดลนี้อยู่ที่เครื่องยนต์ การติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า RIDECONTROL SYSTEM ที่ค่าย “ดาวสามแฉก” เพิ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ ระบบนี้มีปุ่มบังคับให้ผู้ขับรถสามารถเลือกการทำงานของระบบรองรับได้ 2 แบบ คือ SPORT หรือ SPORT PLUS และการปรับปรุงระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ เพื่อลดเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนจังหวะเกียร์
เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้าของรถ 2 โมเดลนี้ ยังคงเป็นเครื่อง DOHC วี 8 สูบ 6,208 ซีซี บลอคเดิม แต่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายจุด ทำให้กำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 435 กิโลวัตต์/591 แรงม้า ที่ 6,800 รตน.ในขณะที่แรงบิดสูงสุดยังคงเดิม คือ 650 นิวตันเมตร/66.3 กก.-ม. ที่ 4,750 รตน. ม้าที่เพิ่มขึ้น 20 ตัวนี้ ทำให้เวลาที่ใช้ในการทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ลดจาก 3.8 เป็น 3.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดก็เพิ่มจาก 317 เป็น 320 กม./ชม.

รถสปอร์ทคู่บ้านคู่เมืองโมเดลสุดท้าย
CHEVROLET CORVETTE 427 CONVERTIBLE COLLECTOR EDITION

ปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนที่ “ฟอร์มูลา-สาระสะใจคนรักรถ” มีอายุครบ 3 รอบปีนักษัตร ด้วยรถสปอร์ทสัญชาติอเมริกันชื่อยาวกว่าคลองสามวา ที่กำลังจะออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013

ในสหรัฐอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีว่า เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ (CHEVROLET CORVETTE) คือ ชื่อของรถสปอร์ทคู่บ้านคู่เมือง ที่ยืนยงคงกระพันมายาวนานเกือบ 6 ทศวรรษ ยักษ์ใหญ่หมายเลขหนึ่งของเมืองมะกันสมัยที่ยังมีชื่อเต็มว่า เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (GENERAL MOTORS CORPORATION) นำรถชื่อนี้ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1953 รถรุ่นดังกล่าวอยู่ในสายการผลิตยาวนานเกือบ 1 ทศวรรษแต่มียอดผลิตเพียงประมาณ 69,000 คัน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นที่ 2 เมื่อปี 1963

กล่าวอย่างย่นย่อ ในช่วงเวลาเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันเปลี่ยนรุ่นรถสปอร์ทอนุกรมนี้ไปแล้วรวม 5 ครั้ง และเมื่อนับจนถึงสิ้นปีกระต่าย ยอดผลิตโดยรวมของรถอนุกรมนี้ คือ 1,345,646 คัน รถรุ่นล่าสุดซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 6 เริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อปี 2005 และทราบกันแล้วว่า ปลายปี 2013 จะถูกปลดระวาง เพราะมีรถรุ่นใหม่มาแทนที่

ส่วนรถชื่อยาวเหยียด เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ 427 คอนเวอร์ทิเบิล คอลเลคเตอร์ เอดิชัน (CHEVROLET CORVETTE 427 CONVERTIBLE COLLECTOR EDITION) ที่เลือกมาปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนแห่งการชุมนุมรถสปอร์ทนี้ ไม่ใช่รถรุ่นใหม่ซึ่งจะเป็นรถรุ่นที่ 7 แต่เป็นรถรุ่นที่ 6 โมเดลพิเศษ ที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของรถอนุกรมนี้ ซึ่งกำลังจะมาถึงตอนกลางปี 2013 และเชื่อกันว่าน่าจะเป็นรถรุ่นที่ 6 โมเดลสุดท้าย ก่อนมีรถรุ่นใหม่มาแทนที่ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
เป็นรถเปิดประทุนที่ผสมผสานคุณสมบัติบางประการของรถโมเดลพิเศษอีก 2 โมเดลเข้าไว้ด้วยกัน คือ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06 (CHEVROLET CORVETTE Z06) กับ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซดอาร์ 1 (CHEVROLET CORVETTE ZR1) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นรถเปิดประทุนที่แรงที่สุดและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของรถสปอร์ทคู่บ้านคู่เมืองอนุกรมนี้

ตัวถังยาว 4.460 ม. กว้าง 1.928 ม. และสูง 1.236 ม. ซึ่งผลิตจากโรงงานที่เมืองโบว์ลิงกรีน (BOWLING GREEN) ในรัฐเคนทัคคี (KENTUCKY) มีน้ำหนักตัวพร้อมขับ 1,522 กก. และมีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 10 สี เป็นสีมาตรฐานซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มรวม 6 สี คือ สีขาว ARCTIC WHITE สีเงิน BLADE SILVER METALLIC สีดำ BLACK สีเทา CYBER GRAY METALLIC สีแดง TORCH RED และสีน้ำเงิน NIGHT RACE BLUE MEETALLIC กับเป็นสีพิเศษที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มระหว่าง 300-850 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 9,600-27,200 บาท ไทยรวม 4 สี คือ สีส้ม INFERNO ORANGE METALLIC สีเหลือง VELOCITY YELLOW TINTCOAT สีแดง CRYSTAL RED TINTCOAT และสีฟ้า SUPERSONIC BLUE METALLIC

ส่วนเครื่องยนต์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รถโมเดลพิเศษโมเดลนี้ กลายเป็นรถที่แรงและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของรถ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เป็นเครื่องบลอคเดียวกับที่เคยเห็นกันมาแล้วในรถ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06 คือเครื่อง OHV วี 8 สูบ ความจุ 7,008 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 377 กิโลวัตต์/505 แรงม้า ที่ 6,300 รตน. และแรงบิดสูงสุด 637 นิวตัน-เมตร/65.0 กก.-ม. ที่ 4,800 กก.-ม. พละกำลังของเครื่องยนต์ส่งทอดสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ซึ่งมีอัตราทด 2.66-1.78-1.30-1.00-0.74-0.50-ถอยหลัง 2.90-เฟืองท้าย 3.42

ออกขายแล้วในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013 โดยแบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส 2LT 3LT 4LT สนนราคาค่าตัวที่แนะนำโดยผู้ผลิตอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า MSRP (MANUFACTURER’S SUGGESTED RETAIL PRICE) ซึ่งเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ เริ่มต้นที่ 75,925 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 2.4 ล้านบาทไทย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2555
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QMUaR
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
3.
524,000
4.
599,000
5.
3,599,000
7.
2,090,000
8.
2,229,000
9.
779,000
10.
3,590,000
12.
1,316,000
13.
1,749,000
15.
3,299,000
16.
5,399,000
17.
6,799,000
18.
3,249,000
19.
4,980,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th