บทความ

เปิดตัว บอกซ์สเตอร์ ใหม่ ตัวถังอลูมิเนียมล้อโต


เปิดตัว บอกซ์สเตอร์ ใหม่
ตัวถังอลูมิเนียมล้อโต
ประทุนหลังคาแบบอ่อน

เยอรมนี-เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถสปอร์ทเปิดประทุน โพร์เช บอกซ์สเตอร์ (PORSCHE BOXSTER) รุ่นล่าสุดแล้ว จะออกจำหน่ายกลางเดือนเมษายนปีมังกรทอง ในตัวถังอลูมิเนียมที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง และจะมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล

หลังจากปล่อยให้รถรุ่นเดิมซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 อยู่ในตลาดมายาวนานนับแต่ปี 2004 เมื่อกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมานี่เอง ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์ก็ยุติการรอคอยของผู้อยากจะเป็นเจ้าของรถรุ่นใหม่ โดยเปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ รุ่นที่ 3 ซึ่งมีรหัสโรงงาน 981 พร้อมประกาศยืนยันว่า วันที่ 14 เมษายน 2012 รถรุ่นใหม่นี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์

โพร์เช บอกซ์สเตอร์ รุ่นใหม่ อยู่ในตัวถังยาว 4.374 ม. กว้าง 1.801 ม. และสูง 1.282 ม. มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.30 รูปทรงองค์เอวของตัวถังซึ่งออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กันชนหน้าจรดกันชนหลัง เป็นผลงานรังสรรค์ของทีมงานที่มี มิคาเอล เมาเอร์ (MICHAEL MAUER) นักออกแบบชาวเยอรมันวัย 49
ปีเป็นผู้นำ เนื่องจากชิ้นส่วนตัวถังเกือบทุกชิ้นทำจากอลูมิเนียม รถรุ่นใหม่นี้จึงมีน้ำหนักตัวเบากว่ารถรุ่นเดิมซึ่งใช้ตัวถังเหล็กกล้ามากกว่า 100 กก. แถมยังออกแบบให้ติดล้อได้โตถึง 20 นิ้ว ในขณะที่รถรุ่นเดิมได้แค่ 19 นิ้ว ส่วนประทุนหลังคาที่ใช้เป็นประทุนแบบอ่อนเปิด/ปิดด้วยการกดปุ่ม

จะมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ (PORSCHE BOXSTER) ซึ่งติดป้ายค่าตัว 48,294 ยูโร หรือประมาณ 2.03 ล้านบาทไทย กับ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ เอส (PORSCHE BOXSTER S) ซึ่งแพงกว่ากันนิดหน่อย คือ 59,120 ยูโร หรือประมาณ 2.48 ล้านบาท ทั้ง 2 โมเดลจะมีสีตัวถังให้เลือกถึง 14 สี แยกเป็นสีทึบ 4 สี คือ สีขาว CARARAWEISS สีเหลือง RACINGGELB สีแดง INDISCHROT สีดำ SCHWARZ เป็นสีเมทัลลิค 7 สี คือ สีเงิน PLATINSILBERMETALLIC สีน้ำเงิน AQUABLAUMETALLIC สีน้ำเงินเข้ม DUNKELBLAUMETALLIC สีน้ำตาล MAHAGONIMETALLIC สีน้ำตาล ANTHRAZITBRAUNMETALLIC สีเทา ACHATGRAUMETALLIC สีดำ BASALTSCHWARZMETALLIC และเป็นสีพิเศษอีก 3 สี คือ สีเงิน GT-SILBERMETALLIC สีเหลือง LIMEGOLDMRTALLIC สีแดงเข้ม COGNACMETALLIC รุ่นพื้นฐาน คือ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ ติดตั้งเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบนอนยัน (บอเซอร์) 2,706 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร/28.6 กก.-ม. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และมีเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ เป็นออพชันให้เลือกใช้โดยเพิ่มค่าตัว 2,826 ยูโร รถโมเดลนี้ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 264 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.2 ลิตร/100 กม. และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 192 กรัม/กม.

ส่วน โพร์เช บอกซ์สเตอร์ เอส ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเดียวกัน แต่โตกว่าและแรงกว่า คือ ความจุ 3,436 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 232 กิโลวัตต์/315 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร/36.7 กก.-ม. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และมีเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ เป็นออพชันให้เลือกใช้โดยเพิ่มค่าตัว 2,826 ยูโรเช่นกัน โมเดลนี้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 279 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.8 ลิตร/100 กม. และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 206 กรัม/กม.

 

เยอรมนี-เมร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส์ (MERCEDES-BENZ CARS) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์ ประกาศผลประกอบการในรอบปีกระต่าย โดยระบุว่า ในรอบปีดังกล่าวสามารถขายรถในตลาดทั่วโลกได้ถึง 1,362,908 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.7 จากยอดขายในรอบปี 2010 โดยแยกออกได้เป็นรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDES-BENZ) จำนวน 1,260,912 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0) และรถ สมาร์ท (SMART) จำนวน 101,996 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6) เฉพาะรถติดตราดาวสามแฉก ตลาดใหญ่ที่สุด คือ ยุโรปตะวันตก ซึ่งมียอดขายสูงถึง 551,541 คัน รองลงไป คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งขายได้รวม 320,603 คัน และกลุ่มประเทศ NAFTA ซึ่งมียอดขาย 279,946 คัน

 

เยอรมนี-ยักษ์ใหญ่ บีเอมดับเบิลยู กรุพ (BMW GROUP) ก็เปิดเผยผลประกอบการของปีกระต่ายแล้วเช่นกัน ในรอบปีดังกล่าวกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถระดับ “พรีเมียม” รายนี้สามารถขายรถในตลาดทั่วโลกได้รวมทั้งสิ้น 1,668,982 คัน คือ เพิ่มขึ้นอย่างน่าอิจฉาริษยาถึงร้อยละ 14.2 จากตัวเลขในรอบปี 2010 ยอดขายดังกล่าวแยกออกได้เป็นรถติดยี่ห้อ บีเอมดับเบิลยู (BMW) จำนวน 1,380,384 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8) รถติดยี่ห้อ มีนี (MINI) จำนวน 285,060 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.7) และเป็นรถ โรลล์ส-รอยศ์ (ROLLS-ROYCE) จำนวน 3,538 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.5) ส่วนจักรยานยนต์ซึ่งค่ายนี้ผลิตจำหน่ายรวม 2 ยี่ห้อ ปรากฏว่าจักรยานยนต์ บีเอมดับเบิลยู (BMW) ทำยอดขายได้รวม 104,286 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 และจักรยานยนต์สปอร์ท ฮัสควาร์นา (HUSQVARNA) ซึ่งผลิตในสวีเดน ขายได้เพียง 9,286 คัน หรือลดลงถึงร้อยละ 23.0

 

เยอรมนี-ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งที่เพิ่งประกาศผลประกอบการในรอบปีกระต่าย คือ ยักษ์หัวปี โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป ปรากฏว่าในรอบปี 2011 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ยักษ์ใหญ่รายนี้สามารถสร้างสถิติใหม่โดยสามารถขายรถในตลาดทั่วโลกได้ถึง 8.16 ล้านคัน คือ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.3 จากยอดขาย 7.14 ล้านคัน ในรอบปีเสือดุ รถที่ขายมากที่สุด คือ รถยนต์นั่งติดยี่ห้อ โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) ที่มียอดขายสูงถึง 5.09 ล้านคัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1) รองลงไป คือ รถระดับ “พรีเมียม” เอาดี (AUDI) ซึ่งขายได้รวม 1.30 ล้านคัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2) รถผลิตในสาธารณรัฐเชค สโกดา (SKODA) 879,000 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3) และรถผลิตในสเปน เซอัต (SEAT) 350,000 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1)

 

เยอรมนี-ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ท โพร์เช (PORSCHE) เปิดเผยว่า ในรอบปีกระต่ายสามารถขายรถในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3,930 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73.5 จากยอดขาย 2,265 คันในปี 2010

 

ญี่ปุ่น-ผลกระทบจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อตอนต้นปี ทำให้ยอดขายรถในเมืองยุ่นที่ทำท่าว่าจะกระเตื้องกลับดิ่งลงเหวอีกครั้งหนึ่ง ตามตัวเลขของ JAMA (JAPAN AUTOMOBILE MANUFACTURERS ASSOCIATION) หรือสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น ในรอบปี 2011 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปอย่างไม่น่าจดจำ มีการจดทะเบียนรถใหม่ในเมืองยุ่นเพียง 4,210,220 คัน หรือลดลงถึงร้อยละ 15.1 จากตัวเลขในรอบปีก่อนหน้านั้น โดยแยกออกได้เป็นรถยนต์นั่งรวม 3,524,789 คัน (ลดลงร้อยละ 16.3) รถบรรทุก 674,780 คัน (ลดลงร้อยละ 7.7) และรถโดยสาร 10,651 คัน (ลดลงร้อยละ 16.6) และสามารถแยกจำนวนตามบริษัทผู้ผลิตได้ดังนี้

1. โตโยตา 1,157,383 คัน (-24.4 %)
2. นิสสัน 591,370 คัน (-8.4 %)
3. ซูซูกิ 552,903 คัน (10.8 %)
4. ไดฮัทสุ 548,279 คัน (-9.9 %)
5. ฮอนดา 503,532 คัน (-22.2 %)
6. มาซดา 189,925 คัน (-15.1 %)
7. ซูบารุ 158,701 คัน (-10.2 %)
8. มิตซูบิชิ 147,624 คัน (-16.2 %)
9. อีซูซุ 42,096 คัน (-4.4 %)
10. เลกซัส 42,365 คัน (+27.0 %)
11. ฮีโน 34,238 คัน (+17.4 %)
12. มิตซูบิชิ ฟูโซ 27,032 คัน (+9.2 %)
13. ยูดี ทรัคส์ 8,469 คัน (+3.7 %)
14. อื่นๆ 206,303 คัน (+9.9 %)

เฉพาะรถยนต์นั่งซึ่งมียอดจดทะเบียน 3,524,789 คัน หรือร้อยละ 83.7 ของยอดจด
ทะเบียนโดยรวมแยกจำนวนตามผู้ผลิตได้ดังนี้

1. โตโยตา 1,038,111 คัน (-26.7 %)
2. นิสสัน 514,534 คัน (-9.1 %)
3. ฮอนดา 476,688 คัน (-20.6 %)
4. ซูซูกิ 437,092 คัน (-9.6 %)
5. ไดฮัทสุ 429,669 คัน (-10.0 %)
6. มาซดา 165,485 คัน (-15.4 %)
7. มิตซูบิชิ 109,103 คัน (-17.3 %)
8. ซูบารุ 107,522 คัน (-12.4 %)
9. เลกซัส 42,365 คัน (+27.0 %)
10. อื่นๆ 204,220 คัน (+9.9 %)

 

สหรัฐอเมริกา-เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี (GENERAL MOTORS COMPANY) บริษัทรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองมะกัน เปิดเผยผลประกอบการในรอบปีกระต่าย โดยประกาศว่าในรอบปีดังกล่าวสามารถขายรถในตลาดสหรัฐอเมริกาได้รวมทั้งสิ้น 2,503,820 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13.7 จากตัวเลขในรอบปี 2010 โดยแยกออกได้เป็นรถติดยี่ห้อ เชฟโรเลต์ (CHEVROLET) จำนวน 1,775,812 คัน รถติดยี่ห้อ จีเอมซี (GMC) จำนวน 397,986 คัน รถติดยี่ห้อ บิวอิค (BUICK) จำนวน 177,633 คัน และรถติดยี่ห้อ แคดิลแลค (CADILLAC) จำนวน 152,389 คัน เมื่อแยกตามรุ่นของรถก็ปรากฏว่ารถขายดีที่สุด 10 อันดับแรกของค่ายนี้ ประกอบด้วย

1. เชฟโรเลต์ ซิลเวอราโด 415,130 คัน
2. เชฟโรเลต์ ครูซ 231,732 คัน
3. เชฟโรเลต์ มาลิบู 204,808 คัน
4. เชฟโรเลต์ อีควินอกซ์ 193,274 คัน
5. เชฟโรเลต์ อิมพาลา 171,434 คัน
6. จีเอมซี เซียร์รา 149,170 คัน
7. เชฟโรเลต์ ทราเวิร์ส 107,131 คัน
8. เชฟโรเลต์ คามาโร 88,249 คัน
9. จีเอมซี เทอร์เรน 83,179 คัน
10. เชฟโรเลต์ ตาโฮ 80,527 คัน

 

สหรัฐอเมริกา-ยักษ์รองเมืองมะกัน คือ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี (FORD MOTOR COMPANY) ก็เปิดเผยผลประกอบการในรอบปีกระต่ายแล้วเช่นกัน ปรากฏว่าในรอบปีดังกล่าวค่ายนี้ขายรถทุกชนิดในเมืองมะกันได้รวมทั้งสิ้น 2,148,806 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 จากตัวเลขในรอบปี 2010 โดยแยกออกได้เป็นรถ ฟอร์ด (FORD) 2,062,915 คัน ลินคอล์น (LINCOLN) 85,643 คัน และ เมอร์คิวรี (MERCURY) 248 คัน หรือแยกเป็นรถเก๋ง 722,501 คัน รถกิจกรรมกลางแจ้ง 616,063 คัน และรถบรรทุก 810,242 คัน เมื่อแยกตามรุ่นของรถก็ปรากฏว่ารถขายดีที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ฟอร์ด เอฟ-ซีรีส์ 584,917 คัน
2. ฟอร์ด ฟิวชัน 248,067 คัน
3. ฟอร์ด เอสเคพ 254,293 คัน
4. ฟอร์ด โฟคัส 175,717 คัน
5. ฟอร์ด เอกซ์พลอเรอร์ 135,704 คัน
6. ฟอร์ด เอดจ์ 121,702 คัน
7. ฟอร์ด อีโคโนไลน์ 116,874 คัน
8. ฟอร์ด เรนเจอร์ 70,832 คัน
9. ฟอร์ด มัสแตง 70,438 คัน
10. ฟอร์ด ฟิเอสตา 68,574 คัน

 

สหรัฐอเมริกา-ในรอบปีกระต่าย ไครสเลอร์ กรุพ แอลแอลซี (CHRYSLER GROUP LLC) ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์เล็กของเมืองมะกัน ซึ่งมียักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญ ขายรถในเมืองแม่ได้รวมทั้งสิ้น 1,369,114 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26 จากยอดขายในรอบปี 2010 โดยแยกออกได้เป็นรถ ดอดจ์ (DODGE) 451,040 คัน จีพ (JEEP) 419,349 คัน แรม (RAM) 257,610 คัน ไครสเลอร์ (CHRYSLER) 221,346 คัน และ เฟียต (FIAT) 19,769 คัน



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tjkf4
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th