บทความ

เบี้ยแพงประกันภัยออกอาการ


โอ้ละพ่อ ประกันภัยไทยส่อแววอาการจะไปต่อกันยังไง หลังจากน้ำท่วมใหญ่ 2554 ค่าสินไหมทดแทนประเมินออกมาอ่วมอรทัย ตัวเลขจ่ายอาจเกินกว่า 4 แสนล้านบาท มากกว่าที่ประเมินแต่แรก 2-3 เท่า มีหลายบริษัทจ่ายค่าสินไหมไปแล้วกว่า 3-5 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ยังมีเคลมค้างยังไม่จบอีกมากมาย ทั้งธุรกิจเครียดไปตามๆ กัน

ดังที่เคยพูดคุยกันไว้ 2-3 ฉบับก่อนหน้านี้ ที่เห็นทิศทางเบี้ยประกันภัยมีโอกาสปรับขึ้น 10-30 % เมื่อครั้งเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมเขาใหญ่ โคราช ต่อมาก็ที่หาดใหญ่ สงขลา แต่พอมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กว่า 60 จังหวัด บ้านเรือน ไร่นา ตลอดจนธุรกิจอุตสาหกรรมจมอยู่ใต้น้ำ บริษัทประกันภัยถึงขั้นประกาศหยุดรับประกันภัยภัยน้ำท่วมทั้งประเทศ รวมถึงภัยธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องได้แก่ ภัยพายุ ภัยเปียกน้ำ ภัยแผ่นดินไหว เกิดความระส่ำระสายกันทั้งเมือง

 

พอตั้งสติได้ตั้งแต่ต้นปี 2555 ทุกบริษัทยังคงหนาวๆ ร้อนๆ เนื่องจากต่างประเทศปรับสัญญาประกันภัยต่อใหม่ทั้งระบบ ที่เกี่ยวเนื่องกับภัยธรรมชาติเพิ่มเบี้ยประกัน 5-10 เท่า โดยมีกำหนดวงเงินความรับผิดเพียง 10-20%ของทุนประกันรวม แถมยังให้ผู้เอาประกันรับผิดชอบความเสียส่วนแรก 10 % ของความเสียหายแต่ละภัยแต่ละครั้ง หรือขั้นต่ำต้องรับผิดชอบเอง 100,000 บาทแรกของแต่ละภัย

 

ลูกค้าตะลึง เมื่อบริษัทประกันภัยแจ้งเบี้ยปีต่ออายุเพิ่มจากเดิม 20 %-200 % ถึงกับด่าบริษัทประกันหน้าเลือดเอาเปรียบฉวยโอกาส ขึ้นเบี้ยแบบรับไม่ได้ ด้านบริษัทประกันภัยได้แต่ฟังตาปริบๆ บอกภัยไหนที่เบี้ยเพิ่มขึ้นแพงก็ไม่ต้องซื้อก็ได้ เพราะถ้าจะใช้อัตราเบี้ยเดิม ก็ไม่สามารถรับได้ เพราะเข้าสัญญาประกันภัยต่อไม่ได้ นอกจากนี้บริษัทประกันภัยเล็กๆ อีกหลายบริษัท ยังไม่สามารถเซ็นสัญญาประกันภัยต่อกับต่างประเทศได้เลย ลูกค้าแจ้งต่อประกันก็รับงานไม่ได้ เศร้าใจแทน

 

ลองมาฟังผู้บริหารของแต่ละบริษัท ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้

 

จิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทต่อสัญญาประกันภัยภัยธรรมชาติได้แล้ว แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น จากเดิมประมาณ 4 เท่า ขณะที่ความคุ้มครองน้อยลง เหลือ 1,500 ล้านบาท จากเดิมได้ถึง 2,000 ล้านบาท สามารถขายประกันภัยธรรมชาติให้กับลูกค้าได้ทันทีก็จริง แต่ราคาเบี้ยประกันภัยที่โค้ดออกไป อาจจะไม่เหมาะสม ลูกค้าอาจจะได้เบี้ยประกันแพงเกินไปเพราะข้อมูลการจ่ายสินไหมลูกค้ารายย่อย ที่เป็นบ้านอยู่อาศัยยังไม่นิ่ง ซึ่งค่าสินไหมที่จ่ายไปคือองค์ประกอบสำคัญที่นำมาคำนวณเบี้ย

 

“เรามีบ้านอยู่อาศัยที่เป็นลูกค้าสินเชื่อแบงค์ ไทยพาณิชย์ ที่ซื้อประกันน้ำท่วมกับเรา 100,000 กรมธรรม์ จากกรมธรรม์บ้านอยู่อาศัยทั้งหมด ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม 170,000 กรมธรรม์ เราเชื่อว่าน่าจะมีลูกค้ารายย่อยกลุ่มนี้มากที่สุด ในประเทศไทยนี่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในการกำหนดราคาเบี้ยที่เหมาะสมให้กับลูกค้า แต่ตอนนี้เราเพิ่งตกลงค่าเสียหายเสร็จไปเพียง 4,500 ราย หรือประมาณ 30 % จากลูกค้าที่มีแจ้งเคลมเข้ามาแล้วประมาณ 12,000-15,000 ราย ยังเร็วเกินไป ที่จะเอาข้อมูลมาคำนวณค่าเบี้ยเพื่อโค้ดราคาให้กับลูกค้า เราก็ดูตลาดอยู่ จะเริ่มโค้ดราคากันหรือยัง แต่หากแบงค์จะขาย เราก็มีราคาให้ แต่อาจจะแพงอย่างที่ว่า รออีกหน่อยอาจจะได้ราคาถูกลง คาดว่าสิ้นกุมภาพันธ์ตัวเลขน่าจะนิ่ง”

 

ด้าน จีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทต่อสัญญาประกันภัยธรรมชาติ จบไปตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมา จ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น กว่าเดิม 10 เท่า โดยความคุ้มครองภัยธรรมชาติรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน

 

กี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้บริษัทจะต่อสัญญาประกันภัยภัยธรรมชาติ กับบริษัทแม่คือ แอกซา กรุพ โดยต่อสัญญาจบไปแล้วก็ตาม แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแพงขึ้นจากเดิม ประมาณ 5 เท่า เพราะบริษัทแม่ต้องไปซื้อประกันภัยต่อกับบริษัทอื่นด้วย

 

นที พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เราต่อสัญญาประกันภัยทรัพย์สินเพิ่มคุ้มครองภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว รวมอยู่ในสัญญาหลัก ไม่ต้องแยกสัญญาออกมา แต่เบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะมาก วิ่งตั้งแต่ 2 เท่าถึง 10 เท่า ขึ้นอยู่กับภัย เพราะภัยธรรมชาติมีหลายอย่าง เช่น ลมพายุมีความเสี่ยงน้อย เบี้ยเพิ่มขึ้นมามาก แต่ถ้าเป็นภัยที่เกี่ยวกับน้ำ เบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเยอะสุดถึง 10 เท่า อีกทั้งยังลดความคุ้มครองลงมา จำกัดวงเงินความรับผิด”

 

จำนวนเงินความรับผิด มี 3 ระดับ ไม่เกิน 1 ล้านบาท, 5 ล้านบาทและสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ของความรับผิด อยู่ที่บริษัทจะดีไซจ์นความคุ้มครองให้กับลูกค้า และพื้นที่นั้นๆ มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ แต่ละภัยมากแค่ไหนส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันกำหนดให้ลูกค้ารับผิดค่าเสียหายส่วนแรก

 

DEDUCTIBLE จำนวนเงินขึ้นอยู่กับภัย บางภัยสูง บางภัยต่ำ โดยวงเงินคุ้มครองประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกิน (EXCESS OF LOSS) ที่ทางบริษัทรับประกันภัยต่อ เปิดให้กับบริษัทไม่เกิน 500 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท และการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยด้วย แต่หากมีความต้องการมาก สามารถซื้อเพิ่มภายหลังได้ ทั้งนี้ ไทยศรีประกันภัย ฯ ประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีประกันต่อ

 

ด้านของ คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการจัดตั้งกองทุนประกันภัย ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท สำนักงาน คปภ. ได้จัดประชุมหารือร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัย และบริษัทประกันภัยทั้ง 67 บริษัท เพื่อเตรียมการรองรับการจัดตั้งกองทุนประกันภัย

 

ซึ่งกองทุนดังกล่าว จะให้ความคุ้มครองความความเสี่ยงภัย ใน 3 ภัยธรรมชาติ ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหว และครอบคลุมกลุ่มทรัพย์สิน ได้แก่ บ้านที่อยู่อาศัย SME และอุตสาหกรรม ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดจำนวนเงินจำกัดความรับผิด ของแต่ละกลุ่มทรัพย์สิน เพื่อให้บริษัทประกันภัย สามารถรับประกันภัยได้ตามความต้องการของตลาด จึงได้จัดให้มีการเอาประกันภัยต่อ เพื่อรองรับความเสียหายต่อเหตุการณ์

 

ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ขณะนี้ สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัย อยู่ระหว่างการร่างกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ และศึกษาอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม ซึ่งจะมีการปรับตามพื้นที่ความเสี่ยง โดยศึกษาและเทียบเคียงจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง เพียงพอในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทประกันภัย จะรับความเสี่ยงภัยพิบัติไว้เองอย่างน้อย 1 % หรือขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการรับประกันภัยของแต่ละบริษัท

 

ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ จะเป็นแบบจำกัดความรับผิด โดยภาคครัวเรือน กำหนดทุนประกันภัยไว้ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับ SME ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ให้ความคุ้มครองที่รายละ 20 % ของทุนประกันภัย ทั้งนี้ต้องไม่เกินวงเงิน 200 ล้านบาท

 

ขณะนี้เบี้ยประกันภัย ยังคงมีราคาสูงอยู่ เนื่องจากอุทกภัยเพิ่งผ่านพ้นไป ดังนั้น กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จะยังไม่มีการซื้อการประกันภัยต่อจากต่างประเทศ ต้องรอระยะเวลาสักช่วงหนึ่ง เพื่อให้เบี้ยประกันภัยถูกลง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เบี้ยประกันภัยถูกลง ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐาน และมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี มีประสิทธิภาพ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ประกอบกับหากประชาชน มีการซื้อประกันภัยมากขึ้น กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จะมีทุนประกันภัยเพิ่มขึ้น ทำให้มีอำนาจต่อรองและสามารถซื้อประกันภัยต่อในต่างประเทศได้ในอัตราที่ถูกลง

 

โดยสรุปแล้ว สำหรับพี่น้องประชาชน ยังคงต้องซื้อประกันภัยในอัตราเบี้ยประกันภัย อันเกี่ยวเนื่องกับภัยธรรมชาติแพงมากกว่าเดิม 2-10 เท่า จนกว่ากองทุนภัยพิบัติ จะพร้อมออกกรมธรรม์ในส่วนนี้มาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง แต่หากท่านมีข้อสงสัย ก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันภัย 1186



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/b8FHK
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th