บทความ

คำแก้ว-กวีแก้ว –แก้ว อัจฉริยะกุล


ข้าพเจ้าเป็นเด็ก “ไกลปืนเที่ยง” บ้านเกิด (บ้านคำพอก) ห่างจากอำเภอ (ท่าอุเทน) เกือบ 10 กิโลเมตร สมัยที่ทีทางสัญจรหลักกลางทุ่งที่ฟุ้งด้วยฝุ่นในหน้าแล้ง และเต็มไปด้วยหลุมบ่อ และโคลนเลนในหน้าฝน โชคยังดีที่พี่คนโต (ตอนนั้นเป็นเพียงจ่านายสิบตำรวจ) เกรงว่ามัวแต่เลี้ยงวัวควายอยู่บ้านนอก ขณะที่บ้านก็เลิกทำนาแล้ว หลังจากพ่อผู้เป็นหลักของบ้านจากไปไม่มีวันกลับ จึงพาไปเข้าเรียนมัธยมปีที่ 1 (เทียบ ป. 5 ขณะนี้) อยู่ต่างอำเภอ (มุกดาหาร สมัยขึ้นอยู่จังหวัดนครพนม) แล้วเมื่อโรงเรียนราษฎร์ที่นั่น ไม่มีชั้นให้เรียนต่อ แม่จึงพาไปฝากหลวงปู่ที่วัดให้ได้เรียนชั้นมัธยมปลาย (ม. 4-5-6) ที่จังหวัด ได้ซึมซาบสิ่งที่เจริญหูเจริญตามากขึ้น และความที่เป็นคนชอบสิ่งสุนทรีเจริญใจ จึงเกิดหลงใหลในเสียงเพลงไพเราะแนวหนึ่ง ซึ่งมารู้ในหลายปีต่อมาว่าคือ แนวเพลง “สุนทราภรณ์”

ไม่ว่าจะเป็นทำนองที่ไพเราะ คนร้องที่มีเสียงเสนาะซึ้ง ดึงดูดใจ โดยเฉพาะเนื้อร้อง หรือคำร้องที่มีถ้อยคำ และสำนวนโวหารกินใจ เมื่อประกอบกันแล้ว ทำให้ชอบฝังลึกติดตรึงใจมาตั้งแต่อายุ 15-16 ปี จนบัดนี้ แม้กาลจะผ่านเลยกว่า 6 ทศวรรษแล้ว ผู้เขียนไม่เคยลืมเพื่อนรักสนิทใน ”วัยทีน” ด้วยกัน ที่มีส่วนจูงใจให้ชอบเพลงแนวนั้น เพื่อนรักคนที่ชื่อ ชิตพงษ์ สยามเนตร (ตอนนั้นคุณพ่อของเพื่อนเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล) อดีตผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคลของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพราะเพื่อนคนนั้น นอกจากชักชวนให้รู้จักเรื่องดีๆ ในวงการบันเทิง และวรรณกรรม ช่วยให้เด็กลูกกำพร้าชาวนาบ้านนอก ได้มีโอกาสอ่านนิตยสารดังดีๆ ในสมัยโน้นแล้ว เขายังมีสูจิบัตรละครเวทีและภาพยนตร์มาให้อ่านด้วย ได้รู้จักเพลงไพเราะที่เพื่อนพิถีพิถันในคำร้องและทำนองเพลงที่ต่อให้ผู้เขียนมากเป็นพิเศษ เสมือนเพื่อนจะรู้ด้วยญาณว่า อนาคตต่อมาอีกหลาย 10 ปี เพื่อนของเขาจะมาวนเวียนอยู่ในวงการเหล่านั้น

 

เมื่อเติบโตขึ้นและมีความใฝ่ใจในการแต่งคำประพันธ์ จึงทำให้สนใจว่าใครหนอช่างแต่งเนื้อร้องได้ไพเราะสละสลวย มีโวหาร และคำที่ตรง หรือใกล้เคียงเสียงวรรณยุกต์ของทำนองได้ดีเหลือเกิน นอกจากได้ทราบว่ามีครูผู้สามารถแต่งทั้งคำร้องและทำนองเพลงหลากหลายคนแล้ว ก็ให้ความสนใจในผู้แต่งคำร้องบางเพลงเป็นพิเศษ เช่น หงส์เหิน แสงเดือนเตือนรัก สุริยาลับฟ้า ศาสนารัก เพลงชุดจุฬาตรีคูณ (เพื่อนรักเคยเล่าถึงละครเวทีและผู้แสดงต่างๆ อย่างที่ผู้เขียนหลับตานึกตามไปได้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอื้อนทำนองเพลง หงส์ทอง (โอ้เจ้าหงส์ทอง เหินลำพองหงส์ต้องผยองฟ้าไกล สุดที่กาเปรียบได้ วงศ์หงส์ทรงศักดิ์ไกล เลิศวิไลสกุณา ศักดิ์กาเสมอดิน หงส์เหินบินมิใช่เกลือกดินเหมือนกา ชั้นกาจะชมฤๅสมสง่า ศักดิ์เช่นกาจะพล่าหงส์ตรม…“ถ้อยคำสำนวนช่างคมคาย เสียดแทงความรู้สึก ชิตพงษ์ จะสอนข้าพเจ้าให้เลียนเสียงโนทดนตรีที่ออกต่ำกว่าระดับที่ครูสอน เรียกว่า ฟแลท หรือสูงกว่าระดับ (ชาร์พ) ให้ถูกต้อง ฯลฯ

 

พอโตขึ้น ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงที่มาจากทำนองเพลงไทย (เดิม) เช่น สุดสงวน พรพรหม ดำเนินทราย คำหอม ละออองค์ ฯลฯ ช้าพเจ้าจะประหวัดถึงเพื่อนเก่าคนนั้น และภาพในวันวัยสดใสแห่งชีวิตของเราทุกครั้งไป และนี่ก็เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าให้ชื่อหนังสือรวมกลอนเล่มแรกของตนว่า “สุดสงวน” และใช้นามปากกา “สุดสงวน” มาจนบัดนี้เพราะซึ้งในคำของครูแก้วที่ท่านแต่งไว้ว่า

 

“โอ้เจ้าสุดสงวน น้องรัญจวนใจพี่ รักจักปองแสนสุดปองขวัญชีวี รักเจ้าแต่พี่สุดชม รักนวลสงวนต้องกลัวน้องจักตรม พี่หักอารมณ์พี่ต้องสงวนนวลชม หักความรักข่มดวงใจ เพราะพี่รักจริงเจ้า กลัวน้องจะเฝ้า เจ้าอย่าอาลัย พี่สงวนนวลเจ้า เจ้าเห็นใจ สงวนใจไว้ให้พี่นะแก้วตา สงวนตัวจนกว่าพี่มาชม”

 

ครั้นเมื่อโชคชะตาบันดาลให้สอบเข้าเรียนในกรุงเทพ ฯ ได้โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัย) และต่อมาได้เรียนในคณะที่อาจารย์ที่เคารพของเรา (คุณหญิงสวาท รัตนวราห อดีตผู้อำนวยการวัฒโนทัย ) พร่ำสอนจนจูงใจให้ข้าพเจ้าสอบเข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ ได้ (และเพื่อนรักของข้าพเจ้าก็เข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์) แล้ว ความที่ซาบซึ้งในคำร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยหลายเพลง เช่น ขวัญใจจุฬา จามจุรีศรีจุฬา ลาแล้วจามจุรี ฯ ก็ค้นพบว่า ผู้แต่งเนื้อเพลงที่ชอบมากที่สุดหลายเพลง เป็นคนแต่งคำร้องที่ทำงานคู่กับ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ผู้แต่งทำนองไพเราะเป็นเลิศ ท่านผู้นั้นมีนามว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ท่านทั้งสองนี้เสมือนพระพรหมลิขิตให้ท่านเกิดมาเป็นคู่บุญกันและกัน จนมีคำพูดติดปากว่าเสมือนคำขวัญสำหรับแนวเพลงสุนทราภรณ์ว่า “ทำนองเอื้อ-เนื้อแก้ว”

 

ครูทั้งสองท่านอายุห่างกัน 5 ปี คือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน เกิดเมื่อ 21 มกราคม 2453 และกายละจากโลกนี้ไปเมื่อ 1 เมษายน 2524 สิริอายุ 71 ปี 2 เดือน 11 วัน นานมาแล้วถึง 30 ปี แต่เมื่อครบชาตกาล 100 ปีเมื่อ ปี 2553 ยูเนสโก ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรมของโลก เป็นที่ภาคภูมิใจของเราชาวไทย ส่วนครูแก้ว อัจฉริยะกุล เกิดเมื่อ 15 พฤษภาคม 2458 แต่ความที่ท่านมุเอาแต่ทำงานหนัก และสูบบุหรี่จัด โรคภัยจึงรุมเร้า ท่านจึงอำลาโลกนี้ไปในวัย 66 ปี เมื่อ 8 ตุลาคม 2524 แปลกที่ท่านทั้งสอง ละจากไปในปีเดียวกัน

 

นานต่อมา ผู้เขียนจึงได้ทราบว่า ครูแก้วเป็นคนเดียวกับนักเขียนผู้ใช้นามแฝงว่า “แก้วฟ้า” ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของคณะ และผู้แต่งเรื่องสำหรับละครวิทยุ คณะแก้วฟ้าด้วย ในช่วงปี 2501-2502 ข้าพเจ้ากับเพื่อนที่เขียนกลอนมาด้วยกันและรักสำนวนคำร้องภาษากวีของท่าน พยายามจะไปกราบคารวะท่านตอนที่ท่านทำประชาสัมพันธ์ให้โรงภาพยนตร์ “เฉลิมเขตร์” (หัวมุมถนนกรุงเกษม เยื้องโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ถนนบำรุงเมือง) แต่โชคไม่ดี คุณโกวิท สีตลายันอ้างว่าเดี๋ยวคุยติดลม เสียเวลา (เหมือนทุกครั้งที่เราไปคารวะ “อิงอร”-ศักดิ์เกษม หุตาคม ที่กรมประชาสงเคราะห์และบ้านที่ซอยปุณวิถี) จะดูหนังไม่ทัน เขาจึงขอขี้นไปเพียงคนเดียวเพื่อขอตั๋ว มาสำหรับเรา 4 คน มะเนาะ ยูเด็น, วินัย ภู่ระหงษ์, และข้าพเจ้า จึงไม่ได้คารวะในวันนั้น ในชีวิต ผู้เขียนจึงรู้จักท่านผ่านผลงาน และรูปภาพเท่านั้น

 

เมื่อรายการ “ศิลป์สโมสร” ของสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส ชวนไปพูดถึงผลงานอันเป็นอัจฉริยะทางภาษาของครูแก้ว จากผลงานที่อัดแผ่นเสียงประมาณ 3,000 เพลง ทำให้ลำบากที่จะยกมาให้ได้ซาบซึ้ง แม้สักเสี้ยวของความเป็นอัจฉริยะของท่าน จึงได้แต่สรุปรวบรัดสั้นๆ ว่า ครูแก้วแต่งเพลงทุกประเภททั้งปลุกใจ เพลงประจำสถาบัน (เช่น ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น เพลงเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพลงเกี่ยวกับทูลกระหม่อม 4 พระองค์)เพลงประจำสถาบันการศึกษา (ชุดจุฬา ฯ ขวัญโดม ฯลฯ ) เพลงรักโรแมนทิค (แต่งมากที่สุด ทุกอารมณ์) เพลงคติชีวิต (เย็นลมว่าว โลกหมุนเวียน วังน้ำวน ฯลฯ) เพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณคดีและวรรณกรรม (ชุดจุฬาตรีคูณ จันทน์กะพ้อร่วง ฯลฯ) หลายเพลงกลายเสมือนเป็นเพลงประจำชาติและชาวต่างชาติร้องได้ เฃ่น บ้านเกิดเมืองนอน (บ้านเมืองเรารุ่งเรืองพร้อมอยู่หมู่เหล่า) รำวงลอยกระทง ลอยเรือ-(“หนุ่มสาว เล่นเรือ ร้องเพลงไม่เบื่อลงเรือเกี้ยวกัน..”) นางฟ้าจำแลง อาลัยลา-(“ดึกแล้วคุณขา หมดเวลาขอลาก่อน จำใจจำจร ให้เร่าร้อนเป็นหนักหนา…”) เพลงประจำเทศกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี ชมธรรมชาติ และสถานที่บ้านเมือง (กรุงเทพราตรี ภูกะดึง ฯลฯ)

 

เมื่อถามว่าการศึกษาบทร้องของครูแก้ว ผู้เขียนก็ขอสรุปสั้นๆ ว่า ภาษาของครูเป็นภาษากวี มีสัมผัสพราวแต่ทรงความหมาย ทุกคำ คำทุกคำคมคายแม้ในเรื่องเดียวกันครูก็เลี่ยงใช้ศัพท์ต่างๆ แสดงว่าครูมี “คลังคำ” ในสมองมากมาย แสดงความเป็นคลังภาษา สำนวนโวหารมีทั้งเลียนของกวีโบราณ และที่ครูคิดประดิษฐ์ แล้วจับวางให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง โวหารจึงสละสลวยลึกซึ้งกินใจ ศักดิ์ของคำเหมาะทุกรสทุกบททุกตอน ไม่เฟ้อหรือฝืน มีภาพพจน์ (เช่น เย็นลมว่าว หงส์เหินฯลฯ) มีอารมณ์สะเทือนใจ ทำให้คนซาบซึ้งตรึงใจ และจำได้ไม่มีลืมเลือน

 

โอกาสเหมาะๆ ผู้เขียนคงได้นำวรรคทองต่างๆ ของครู ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น ในจันทน์กะพ้อร่วง คำหอม ดำเนินทราย และในชุดจุฬาตรีคูณ @



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2555
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/MNoYg
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
3.
524,000
4.
599,000
5.
3,599,000
7.
2,090,000
8.
2,229,000
9.
779,000
10.
3,590,000
12.
1,316,000
13.
1,749,000
15.
3,299,000
16.
5,399,000
17.
6,799,000
18.
3,249,000
19.
4,980,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th