ระหว่างเพื่อน

ดินแดนมหัศจรรย์


ธันวาคมของทุกปี คือ เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ผมรู้สึกว่าเมืองไทยของเราเป็นประเทศที่สวยงามอย่างที่สุด ความวิจิตรแห่งมหาปราสาทพระราชวัง ที่ถูกถ่ายทอดมาสู่สายตาคนทั่วโลกนั้น บ่งบอกถึงความเป็นดินแดนมหัศจรรย์โดยแท้

ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2554 เป็นภาพประกาศความเป็นแผ่นดินทองของประเทศไทย และของปวงชนชาวไทยสุดที่จะพรรณาความได้ถึงที่สุดของความวิจิตรอันยากที่จะพบเห็นได้ในสถานที่แห่งอื่น

 

มิใช่บนแหลมทอง แผ่นดินที่เป็นขวานทองแห่งเอเชียอาคเนย์ หรือประเทศชาติอันเป็นที่รักและหวงแหนของคนไทยทุกคน

 

การเฉลิมพระเกียรติในแต่ละปี ล้วนแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองไทย วิถีชีวิตคนไทยทั้งประเทศที่มีในหลวงเป็นศูนย์รวมดวงใจของทุกคน ฉากแต่ละฉากในที่ต่างกันบนทุกตารางนิ้วของประเทศ ล้วนเป็นฉากที่สวยงามเกินกว่าภาพเขียนอันล้ำค่าของจิตรกรเอกแห่งโลก

 

ผมรู้สึกว่า มหาปราสาทราชวังของเมืองไทยเราไม่มีสถานที่ใดจะวิจิตรบรรจงเท่า โดยเฉพาะในยามที่ถูกกำกับเป็นฉากด้านหลังของเหตุการณ์

 

ดังเช่น การลอยเรือสุพรรณหงส์ ผ่านพระบรมมหาราชวังไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ดูทุกครั้งก็แสนจะเปี่ยมสุขทุกครั้ง เพราะเป็นภาพที่ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรถูกต้องกับความรู้สึกที่ออกมาจากหัวใจ พร้อมกันกับความรู้สึกต่อความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย อยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระราชวงศ์จักรี

 

การเฉลิมพระเกียรติด้วยการฉายภาพพาโนรามา ความยาวจอภาพประมาณ 200 เมตร บนกำแพงพระบรมมหาราชวังของปีนี้ก็เช่นกัน ผมรู้สึกว่า คณะกรรมการจัดงานกลั่นกรองการดำเนินการออกมาได้อย่างเหมาะสม

 

ภาพยนตร์ดังกล่าว มีความสำคัญต่อการแสดงออกไปถึงผู้คนทั้งโลก ซึ่งเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ติดตามเดือนมหามงคลของคนไทยทุกระยะก้าว

 

ดังจะเห็นได้จากผลงานของ CNN เอดิชันเอเชีย ติดตามเหตุการณ์วันเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ด้วยความเข้าใจวิถีชีวิตคนไทยอย่างทั่วถึง

 

ผมคิดว่า ความสวยงามของเมืองไทยได้ถูกจารึกไปถึงคนทั่วโลก และความรู้สึกที่กลับมาอย่างแรกของพวกเขา ก็คงจะหนีไม่พ้น ความรู้สึกอยากเที่ยวเมืองไทย แผ่นดินทอง-แผ่นดินธรรม ซึ่งก็ต้องอยู่ที่ความเคลื่อนไหวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะฉวยโอกาสทองนี้ได้ผลอย่างไรขึ้นมา

 

ประกอบกับการที่คนไทยต้องประสบมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของปี 2554 การท่องเที่ยวน่าจะเปิดประตูกว้างสุดๆ สำหรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก โกยแบบมหาโกยเงินเข้าประเทศก็ยามนี้แหละ “มหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติ ฯ ราชพฤกษ์ 2554” ที่เมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2554 จนถึง 14 มีนาคม 2555 ก็เป็นงานใหญ่ของประเทศไทยอีกงานหนึ่ง สำแดงความเป็นเมืองไทย ซีกโลกอันมหัศจรรย์

 

งานราชพฤกษ์ ที่ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนี้ ยังคงเก็บของดีจากครั้งก่อนไว้ครบถ้วน เหมือนรู้ใจคนเที่ยวต้องการเห็นทั้งของดีโดนใจก่อนนี้ กับของใหม่วันนี้ มีอะไรบ้างเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยด้วยกัน

 

เป็นต้นว่าความวิจิตรของ “หอคำหลวง” ซึ่งเป็นเพียงอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ธรรมดา ก็ไม่น่าจะพิสดาร แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของงานนี้ไปได้ ด้วยความสามารถในเชิงศิลป์ของ สถาปัตยกรรมล้านนา ช่วยส่งให้ภาพ “หอคำหลวง” ตระหง่านพวยพุ่งออกมาจากแลนด์สเคพ สมกับเป็นศูนย์กลางงานราชพฤกษ์

 

ภาพอันยาวเหยียดที่มองในระยะไกล ดูคล้ายกับเป็นภาพในระบบ 3 มิติ ประกอบกับภาพด้านหลังที่เป็น วัดพระธาตุดอยคำ บนภูเขา ดูช่างกลมกลืนเข้ากันได้อย่างยิ่งใหญ่ เสริมความงดงามของ “หอคำหลวง” ให้บรรเจิดยิ่งขึ้น

 

สำหรับสวนแมกไม้ของงาน ย่อมต้องถูกตาถูกใจนักเดินทางทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ซี่งมีสวนนานาชาติเป็นพระเอกของงาน มีการแสดงสวน และศาลาของประเทศต่างๆ ทั้ง ภูฏาน แคนาดา เนเธอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ลาว แล ะฯลฯ

 

บทที่พระเอกได้รับมาเต็มๆ แบบนี้ คนที่รักความงดงามของมวลไพรพฤกษ์ทั้งหลาย ใช้เวลา 1 วันเต็มๆ ก็ยังเสพความสุขไม่ครบถ้วน

 

ส่วนพระรองก็น่าจะเป็น สวนดอกไม้จากฝีมือการจัดสวนของภาคเอกชน ทั้ง ปตท. โตโยต้า ฯ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และน้องใหม่อย่าง องค์การส่งเสริมโคนมแห่งประเทศไทย

 

ซึ่งแต่ละองค์กร ล้วนแล้วมาเพื่อการประชันความสวยงามด้านเดียว ไม่คำนึงถึงเวลาที่ต้องเสียไปกับการเนรมิตความวิจิตรของเมืองไทย ขออย่างเดียว ขอให้ผลงานออกมาโดนใจคนทั้งโลก

 

นักเดินทางที่รักความสวยงามของกล้วยไม้ พันธุ์ไม้ระดับนานาชาติ ต้องไม่พลาดการเข้าไปชมการประกวดที่อาคารนิทรรศการ 2 (EXPO CENTER 2)

 

ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับท่านที่เข้าไปในบริเวณอาคารดังกล่าว จะได้กลิ่นหอมรวยริน ราวกับว่าบริเวณพื้นที่นั้นได้รับการฉีดน้ำหอมกลิ่นที่คุณรักและโปรดปราน เพื่อให้คุณสดชื่นตลอดเวลาเข้าชมงาน

 

องค์ประกอบอย่างหนึ่งของการจัดงานกลางแจ้ง มักจะมีขบวนพาเหรดเป็นตัวละครสำคัญ งานนี้ก็เช่นเดียวกัน มีขบวนพาเหรดแฟนซีกล้วยไม้อันงดงาม และมวลดอกไม้หลากหลายพันธุ์ หลั่งไหลออกจากความมืด สู่ความสว่างหลากสีสันตระการตา

 

ซึ่งก็แน่นอนว่า ฉากสุดท้าย เป็นการยิงพลุหลากสีสันขึ้นไปสว่างไสวบนท้องฟ้า

 

ผมเข้าใจว่า ขบวนพาเหรดดังกล่าวมีทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. บริเวณลานราชพฤกษ์ และลานราษฎร์เฉลิมพระเกียรติ ฯ หน้าหอคำหลวง

 

ความสวยงามอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องพูดถึง การใช้เทคนิคฉายภาพบนม่านน้ำ ริมสระน้ำ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกับได้ก้าวเดินไปบนแผ่นน้ำ น่าทึ่งมากๆ

 

“สวนแสงแห่งจินตนาการ” น่าจะเหมาะกับวัยรุ่น คนหนุ่มสาวที่จะสัมผัสกับการตกแต่งสวนด้วยไฟฟ้า มวลไม้ดอกทั้งหลายที่จะคลี่บานหรือกะพริบไปตามจังหวะดนตรี เพลงประกอบ ที่ผมเองยังอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้

 

ความมหัศจรรย์แห่งเมืองไทยยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนความเพียงนี้ หากแต่ในงานเดียวกันยังมี “นิทรรศการโลกแมลง” และ “อุโมงค์กล้วยไม้หรรษา” สองสถานนี้เป็นของใหม่ที่แตกต่างจากงานเดิมครั้งก่อน

 

โดยเฉพาะความยาวของอุโมงค์ 400 เมตรที่คลุมด้วยความละเอียดอ่อน ราวกับรอยยิ้มของ สยาม-เมืองยิ้ม ของเถาและใบของฟักแฟงต่างๆ ตลอดทางเดินเฉียดครึ่งกิโลเมตร ผมชมแล้วก็อดคิดถึงผู้ชมคนอื่น จะคิดอย่างผมหรือไม่ก็ไม่ทราบว่า พืชของไทยหลายสิ่งเข้ามาเตือนความทรงจำที่ดีของชีวิต

 

ไม่ว่าจะเป็น บวบธรรมดา, น้ำเต้าหลากหลายไซซ์ หรือฟักทองขนาดต่างกัน ฯลฯ

 

และเมื่อพูดถึงงานเฉลิมพระเกียรติ ฯ แล้ว ยังมีความวิจิตรสวยงามอีกงานหนึ่งร่วมด้วยที่เมืองพัทยา เป็นงาน “ดวงประทีปพราวนภา เทิดราชา ราชินี ฯ” ซึ่งทราบว่า งานนี้มีกระทรวงกลาโหมเป็นแกนกลางในการประสานงาน แสดงพลุ และประกวดพลุนานาชาติ

 

งานนี้ประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย เหมือนทุกปีที่จัด

 

ประเทศที่คว้ารางวัลชนะเลิศไปแล้ว ก็มีประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชนะในปีพุทธศักราช 2553 และสหรัฐอเมริกาที่ชนะไปเมื่อต้นปี 2554

 

นี่ก็เป็นคำยืนยันว่า งานนี้ไม่น่าพลาด แม้จะจัดเพียง 2 คืนก็ตาม โดยเฉพาะ “แชมพ์พบแชมพ์” ระหว่างตะวันออกกลางกับตะวันตก ไม่นับรวมถึงจุดเด่นของงาน ด้วยการยิงพลุประวัติศาสตร์ทำลายสถิติ กินเนสส์ เวิร์ลด์ เรคอร์ด นั่นก็เป็นการแสดงพลุที่มีความกว้างที่สุดในโลก ด้วยขนาดความกว้างถึงกว่า 3 กิโลเมตร และการยิงพลุยักษ์ขนาด 24 นิ้ว จำนวน 7 นัด เพื่อสื่อถึงพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางฉากเท่านั้นที่อวดสายตาสังคมชาวโลก สุดลึกซึ้งไปกับความสวยงามของดินแดนอันมหัศจรรย์ที่ประเทศเดียวของแหลมทอง-ถิ่นอุษาอาคเนย์พึงมีให้กับโลกวันนี้…!



------------------------------
เรื่องโดย : สยาม เมืองยิ้ม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2555
คอลัมน์ : ระหว่างเพื่อน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/caFKq
เพิ่มเพื่อน