บทความ

ความรักกับชีวิต


ออเดรย์ เฮพเบิร์น เป็นนักแสดงภาพยนตร์ระดับคลาสสิคผู้หนึ่ง โดนใจผมจากการแสดงเป็นเจ้าหญิงแอนน์ พบรักกับนักข่าวอเมริกัน โจ บแรดลีย์ นำแสดงโดย กเรกอรี เพค ในเรื่อง ROMAN HOLIDAY เข้าฉายที่โรงหนังโอเดียน เยาวราช เมื่อ 50 ปีก่อน

ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนเธอจะขึ้นไทเทิลเป็นนักแสดง “ขอแนะนำ” (INTRODUCING) ในฐานะเล่นภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก

เฮพเบิร์น เกิดในปี 1929 ในเขตเอลซีน-เขตหนึ่งในทั้งหมด 19 เขตของมหานครบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ฝรั่งเศสเรียกเขตนี้ว่า “อิกเซลล์ส์” ชีวิตในวัยเด็กขื่นขมมากกว่าร่าเริง ทั้งๆ ที่มารดาเป็น บารอนเนสส์ ฟาน ฮีมสตรา ไฮโซชาวดัทช์

พ่อกับแม่แยกทางกัน เมื่อ เฮพเบิร์น อายุ 6 ขวบ และแม้จะเป็นผู้ที่เกิดในเบลเยียม แต่ เฮพเบิร์น ก็มีสัญชาติเป็นคนอังกฤษ และได้เข้าเรียนหนังสือฟรีที่อังกฤษในวัยเด็ก บิดาทำงานบริษัทประกันของอังกฤษ ทำให้ต้องมีการเดินทางเป็นประจำระหว่าง อังกฤษ เบลเยียม และฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์)

เมื่อ เฮพเบิร์น อายุ 10 ขวบ แม่พามาอยู่กับปู่ที่ฮอลแลนด์ เพื่อลี้ภัยการรุกรานจากเยอรมนี ระหว่างนี้ เฮพเบิร์น มีโอกาสได้เรียนระบำปลายเท้า เมื่อฝรั่งเศสและอังกฤษจับมือกันทำสงครามกับเยอรมนี สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น และเยอรมนีโดยกองทัพของจอมเผด็จการ ฮิทเลร์ ก็เข้าบุกฮอลแลนด์ในปีต่อมา (1940)

ก่อนประจันหน้ากับความโหดร้ายของสงครามโลกคืนเดียว เฮพเบิร์น วัย 11 ขวบ เพิ่งจะได้รื่นรมย์กับละครเวที ชื่นชมกับลีลาการเต้นของ มาร์กอท ฟอนเทน นักแสดงมีชื่อเสียงของยุค

ฮอลแลนด์ตกอยู่ในความยึดครองของเยอรมนีนานถึง 5 ปี ระหว่างสงคราม เฮพเบิร์น อยู่กับกลุ่มนักเต้นระบำปลายเท้า แสดงระบำเพื่อเก็บเงินช่วยเหลือกองทัพใต้ดินชาวฮอลแลนด์เมืองอาร์นเฮม หลังจากกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ 6 มิถุนายน สภาวการณ์ในอาร์นเฮมตกต่ำอย่างถึงที่สุด ประชาชนได้รับความยากเข็ญ อดอาหาร และหนาวถึงตายไปก็หลายราย

เฮพเบิร์น กับชาวบ้าน ช่วยกันปะทังชีวิตด้วยการทำขนมปัง ยามว่างเธอก็จะเขียนภาพเป็นงานอดิเรก
“ในความทรงจำของดิฉัน” บันทึกของ เฮพเบิร์น ในปี 1991 “ได้เห็นภาพชาวยิวที่ชานชาลาสถานีรถไฟถูกต้อนขึ้นรถ ยังจำสีหน้าของชาวยิวทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เห็นเด็กคนหนึ่งยืนอยู่กับพ่อแม่ของเขาบนชานชาลา หน้าตาซีดเซียวมีผมสีบลอนด์ และเขาก้าวขึ้นรถพร้อมกับพ่อแม่ ดิฉันเป็นเด็กก็อดไม่ได้ที่จะมองเด็กๆ ด้วยกัน”

ชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จุดประกายความคิดช่วยเหลือองค์กรยูนิเซฟ ในเวลาต่อมาของ เฮพเบิร์น

หลังจากสงครามโลกยุติลงในปี 1945 เฮพเบิร์น วัย 16 ปี ย้ายไปอยู่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เรียนระบำปลายเท้า สายการบิน KLM จ้างให้เธอแสดงเป็นพนักงานประจำเครื่องบินในภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ของสายการบิน ซึ่งฉายบนเครื่อง ก่อนเธอย้ายเข้าลอนดอนพร้อมกับมารดา

เฮพเบิร์น ได้รับการยกย่องจากการเต้นระบำปลายเท้า และได้เข้าศึกษาต่อในด้านการเต้นระบำ กับสถาบัน บัลเลต์ แรมเบิร์ท ของลอนดอน

ช่วงเวลาตอนนี้ เฮพเบิร์น มีการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ทั้งภาพยนตร์เพื่อการศึกษาและเพื่อความบันเทิง จนกระทั่ง โกแลตต์ นักประพันธ์บทละครมาพบตัว และให้เธอไปแสดงเป็นนางเอกละครเพลงเรื่อง GIGI ในปี 1951 การแสดงของเธอได้รับการต้อนรับอย่างดี จนละครต้องเล่นนานถึง 219 วัน สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 1952

เฮพเบิร์น ได้รับรางวัล THEATRE WORLD AWARD และจังหวะดังที่สุดของเธอก็เกิดขึ้นในปีต่อมา ด้วยการแสดงเป็น เจ้าหญิงแอนน์ ในภาพยนตร์เรื่อง ROMAN HOLIDAY คู่กับ กเรกอรี เพค

ในตอนแรกคณะผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการให้ อลิซาเบธ เทย์เลอร์ รับบท เจ้าหญิงแอนน์ แต่เมื่อ วิลเลียม ไวเลอร์ สุดยอดผู้กำกับการแสดงของสมัยนั้นพบ เฮพเบิร์น แล้วก็เปลี่ยนใจ ให้เธอแสดงบทนี้ทันที หลังการทดสอบหน้ากล้อง วิลเลียม ไวเลอร์ กล่าวว่า

“เธอมีทุกอย่างที่ผมต้องการ สวย วัยใส และมีพรสวรรค์ หนำซ้ำเธอยังมีอารมณ์ร่าเริง เจ้าหญิงแอนน์ ของผมต้องเป็นเธอผู้นี้”

เฮพเบิร์น มีความสวยอย่างสง่างาม มิใช่เกิดจากการตกแต่ง แต่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด อีกทั้งมีรสนิยมในการแต่งตัว ด้วยความสูง 170 ซม. หุ่นของ เฮพเบิร์น ดูไม่ผิดอะไรกับนางแบบผู้สะโอดสะอง เธอมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ใช่คนที่วิ่งตามแฟชัน ไม่ชอบเสื้อเสริมไหล่ ไม่นิยมส้นสูง และไม่เคยมีความคิดเสริมหน้าอก ในยุคซึ่งฮอลลีวูดขณะนั้น มาริลีน มอนโร มาแรงจัด

ผลลัพธ์ก็คือ การประกาศผลรางวัลออสการ์ ในปี 1954 ปรากฏว่า รางวัลสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมได้แก่ ออเดรย์ เฮพเบิร์น

เฮพเบิร์น บันทึกความทรงจำแห่งชีวิตว่า ROMAN HOLIDAY คือ ภาพยนตร์ที่เธอรักมากที่สุด

หลังจากนั้น เธอก็กลับไปนิวยอร์ค เพื่อแสดงละครเรื่อง GIGI นาน 8 เดือน ระหว่างเดือนสุดท้าย เธอเปิดการแสดงที่ลอสแองเจลิส และซานฟรานซิสโก ก่อนถูกบริษัทภาพยนตร์ พาราเมาท์ พิคเจอร์ส จับเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ 7 เรื่อง โดยมีเงื่อนไขพิเศษในสัญญาว่า เธอสามารถแสดงละครเวทีได้เมื่อเธอว่างจากการถ่ายทำภาพยนตร์

ช่วงเวลานั้นเธอมีคู่หมั้นชื่อ เจมส์ แฮนสัน เป็นผู้ชายที่เธอพบสมัยกำลังเรียนเต้นรำในลอนดอน ซึ่งเธอสารภาพว่ามันคือ รักแรกพบ แต่ชีวิตการแต่งงานก็ไม่เกิดขึ้น และเฮพเบิร์น ก็ไม่สนใจข้อความที่หนังสือพิมพ์ NEW YORK TIMES ฉบับประจำวันที่ 26 สิงหาคม 1952 ประกาศวันสมรสของเธอเป็นวันที่ 30 กันยายน 1952

เฮพเบิร์น ขอเลื่อนพิธีแต่งงานเป็นครั้งที่ 3 ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการแสดงภาพยนตร์ ROMAN HOLIDAY ในกรุงโรม และเมื่อการถ่ายทำสมบูรณ์แล้ว เธอก็ยังตระเวนแสดงละครเพลง GIGI ทั้งที่นิวยอร์ค ลอสแองเจลิส และซานฟรานซิสโก

และยิ่งกว่านั้น ความรักสวนทางกับอาชีพ เฮพเบิร์น อย่างถึงที่สุด ด้วยการบอกเลิกหมั้น แถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอเขียนสั้นๆ ว่า

“ถ้าดิฉันจะแต่งงาน มันก็ต้องเป็นการแต่งงานเท่านั้น”

ระหว่างการถ่ายทำ ROMAN HOLIDAY เฮพเบิร์น ตกเป็นกระแสข่าวว่าแอบมีอะไรๆ กับพระเอก กเรกอรี เพค ซึ่งทั้งคู่ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

“เป็นเรื่องปกติเมื่อคุณเล่นหนังรัก คุณต้องมีอารมณ์รักกับพระเอกในเรื่อง แต่ความรักที่ว่านี้เป็นเพียงหน้ากล้องเท่านั้น หลังกล้องเป็นคนละเรื่อง”

แต่ในปี 1954 ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง SABRINA ร่วมกับพระเอก วิลเลียม โฮลเดน เธอก็มีข่าวว่าเป็นแฟนกันอีก คราวนี้ เฮพเบิร์น ตกหลุมรัก โฮลเดน ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วจริงๆ รักแบบถอนตัวไม่ขึ้น และปรารถนาจะมีลูกกับเขา

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ เฮพเบิร์น ตัดรัก วิลเลียม โฮลเดน ได้ เมื่อเขาเปิดเผยว่า เขาทำหมันแล้ว

คอคเทลพาร์ทีซึ่ง กเรกอรี เพค เป็นเจ้าภาพจัดงาน เฮพเบิร์น ถูกชักนำให้รู้จักกับ เมล เฟอร์เรอร์ และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกันในเวลาต่อมา จนกระทั่งแต่งงานกันในวันที่ 24 กันยายน 1954 ระหว่างที่ทั้ง 2 คน เป็นดารานำในภาพยนตร์เรื่อง WAR AND PEACE ปี 1955

เฮพเบิร์น แต่งงานแล้วก็อยากจะมีลูก แต่ปรากฏว่าเธอแท้งถึง 2 ครั้ง ในปี 1955 และ 1959 ซึ่งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง THE UNFORGIVEN (1960) เธอประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้ากระทบโขดหิน ต้องเข้าสถานพยาบาล และพักการแสดงไปร่วมปี

ฌอน เฮพเบิร์น เฟอร์เรอร์-ลูกชายคนเดียวของ เฮพเบิร์น เกิดในช่วงนี้เมื่อ 17 กรกฎาคม 1960

ชีวิตการแต่งงานของ เฮพเบิร์น กับเมล เฟอร์เรอร์ ยาวนานถึง 14 ปี จบลงด้วยการหย่าร้าง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1968

เมล เฟอร์เรอร์ เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ในปี 2008 ขณะมีอายุ 90 ปี

อันดเรอา ดตติ จิตแพทย์ชาวอิตาลี เป็นสามีคนที่ 2 ของ เฮพเบิร์น ขณะเธออายุ 40 ปี มีลูกชายด้วยกันชื่อ ลูกา ดตติ จิตแพทย์ชาวอิตาลีผู้นี้เสียชีวิตด้วยโรคภาวะติดเชื้อในเดือนตุลาคม 2007 โดยที่ เฮพเบิร์น ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งไส้ติ่ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 1993

เฮพเบิร์น เป็นผู้หญิงอีกคนที่เรียกหาความรักมาตลอด ก่อนตายก็ยังเป็นข่าวกับ โรเบิร์ต โวลเดอร์ส นักแสดงชาวฮอลแลนด์ ทั้งๆ ที่ยังไม่เลิกกับ ดตติ จนกระทั่งหย่าขาดกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน ซึ่ง เฮพเบิร์น ระบุว่า 9 ปีที่อยู่ร่วมกันกับ โรเบิร์ต โวลเดอร์ส นั้นเป็นห้วงเวลาแห่งชีวิตบนสวรรค์

เฮพเบิร์น แสดงภาพยนตร์หลายเรื่องรวมทั้ง BREAKFAST AT TIFFANY’S, CHARADE และ MY FAIR LADY



------------------------------
เรื่องโดย : ข้าวเปลือก
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2554
คอลัมน์ : ประสาใจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/4idgm

Follow autoinfo.co.th