บทความ

LAMBORGHINI GALLARDO LP 570-4 SUPER TROFEO STRADALE


ว่ากันว่าในบรรดาผู้ผลิตรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ที่มีอยู่ไม่กี่เจ้านั้น มีอยู่เพียงเจ้าเดียวที่สู้กันได้สบายมากกับเจ้ายุทธจักรอย่าง แฟร์รารี (FERRARI) ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ม้าลำพอง” ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ก็คือ ลัมโบร์กินี (LAMBORGHINI) ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “กระทิงดุ”

ที่สู้ไม่ได้ก็คือ ความหลากหลายของสินค้าที่นำออกสู่ตลาด ในขณะที่ค่าย “ม้าลำพอง” มีรถสปอร์ทให้ลูกค้าเงินถุงเงินถังสตางค์เต็มกระเป๋าเลือกซื้อเลือกใช้ ชนิดนับไม่ถ้วนด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียว ค่าย “กระทิงดุ” กลับมีรถอยู่ในตลาดเพียง 2 แบบ คือ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ (LAMBORGHINI AVENTADOR) กับ ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด (LAMBORGHINI GALLARDO) แบบแรกเป็นรถที่เพิ่งออกตลาดเมื่อตอนต้นปีกระต่าย แทนที่รถ ลัมโบร์กินี มูร์ซีเอลาโก (LAMBORGHINI MURCIELAGO) ส่วนแบบหลังอยู่ในตลาดมานมนานและใกล้เวลาที่สมควรจะเปลี่ยนรุ่นแล้ว

ด้วยเหตุที่กำลังจะถึงเวลาของรถรุ่นใหม่นี่เอง เพื่อไม่ให้ยอดขายหยุดนิ่ง เหมือนยอดผลิตรถในเมืองไทยตอนน้ำท่วม ค่าย “กระทิงดุ” จึงทำรถ ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด โมเดลใหม่ๆ ออกมาล่อตาล่อใจคนรักรถสปอร์ทเงินถุงอยู่บ่อยๆ ตัวอย่าง คือ รถชื่อยาวกว่าคลองสามวา ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด แอลพี 570-4 ซูเพอร์ ตโรเฟโอ สตราดาเล (LAMBORGHINI GALLARDO LP 570-4 SUPER TROFEO STRADALE) ที่ “ระเบียงรถใหม่” เลือกมาให้ชื่นชมกันในเดือนนี้

เป็น ROAD CAR หรือรถสำหรับวิ่งตามท้องถนน ไม่ใช่วิ่งในสนามแข่ง ที่พัฒนาจาก ลัมโบร์กินี บลองก์แปง ซูเพอร์ ตโรเฟโอ (LAMBORGHINI BLANCPAIN SUPER TROFEO) ซึ่งเป็นรถที่ทำขึ้นสำหรับการแข่งขัน LAMBORGHINI BLANCPAIN SUPER TROFEO CHAMPIONSHIP อันเป็นการแข่งรถอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SINGLE-BRAND RACING SERIES เพียงรายการเดียวเท่านั้นในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำนี้ ที่รถแข่งทุกคันล้วนเป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ

เช่นเดียวกับรถ ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด ที่เคยเห็นกันมาก่อนแล้วทุกโมเดล รถโมเดลใหม่ล่าสุดซึ่งจะจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 150 คันนี้ เป็นรถตัวถังอลูมิเนียมล้วน โครงตัวถังซึ่งออกแบบในลักษณะ SPACE FRAME หรือ “โครงอวกาศ” ทำจากอลูมิเนียม เปลือกตัวถังทุกชิ้นก็ทำจากอลูมิเนียม ยกเว้นชิ้นส่วนบางชิ้น ซึ่งมีจำนวนน้อยจนคิดเป็นเปอร์เซนต์แทบไม่ได้เท่านั้นที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งก็เป็นวัสดุมวลเบาเช่นเดียวกับอลูมิเนียม เป็นตัวถัง 2 ประตูคูเป 2 ที่นั่ง

ยาว 4.386 ม. กว้าง 1.900 ม. และสูง 1.165 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อยาว 2.560 ม. และมีDRY WEIGHT หรือน้ำหนักรถเปล่า 1,340 กก.
ขุมพลังที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝากระโปรงหลัง เป็นเครื่องยนต์ที่ยกทั้งบลอคจากรถแข่งที่กล่าวข้างต้น โดยไม่มีการแต่งเติมใดๆ คือ เครื่องฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 10 สูบ 90 องศา 40 วาล์ว ความจุ 5,204 ซีซี วางเครื่องกลางลำตามยาว ให้กำลังสูงสุด 419 กิโลวัตต์/570 แรงม้า ที่ 8,000 รตน. และแรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตร/55.1 กก.-ม. ที่ 6,500 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า และคู่หลังผ่านระบบขับทุกล้อถาวรแบบใช้คลัทช์ความหนืด (VISCOUS COUPLING) เป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งมีแป้นเปลี่ยนจังหวะเกียร์ติดตั้งอยู่กับแกนพวงมาลัย

เพื่อให้สมกับเป็นรถผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งคาดหมายได้ว่า ในอนาคตจะกลายเป็นรถหายากและควรค่ากับการสะสม ถ้าผู้ซื้อไม่ได้แจ้งความจำนงเป็นพิเศษ รถทุกคันจะเคลือบสีแดง ที่เรียกกันในภาษาของคนชอบกินมะกะโรนีว่า ROSSO MARS ทำไมจึงเลือกสีนี้ ? ก็ต้องมองย้อนไปจนถึงตอนต้นของศตวรรษแห่งปี 1900 ในยุคนั้นรถแข่งจะทำสีรถตามสัญชาติของผู้ขับ คือ รถของคนอังกฤษใช้สีเขียวเข้ม ของคนฝรั่งเศสใช้สีฟ้า ของคนเยอรมันใช้สีขาวและเปลี่ยนเป็นสีเงินในภายหลัง ของคนอเมริกันใช้สีขาวคาดแถบสีน้ำเงิน ส่วนของคนอิตาลี คือ สีแดง อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าตัวถังของรถสปอร์ทโมเดลพิเศษนี้ จะเป็นสีแดงล้วนทุกๆ ตารางนิ้ว มีอยู่หลายจุดที่เป็นสีดำอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า MATTE BLACK เช่น สปอยเลอร์ท้ายขนาดโต และช่องดักลมหน้า ภายในห้องโดยสารที่ผู้ขับพาเพื่อนไปได้แค่คนเดียวก็ตกแต่งด้วยสีแดง และสีดำเพื่อให้รับกับสีของตัวถังภายนอก

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย “กระทิงดุ” อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.4 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 10.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ระดับ 320 กม./ชม. ตัวเลขที่เจ้าของรถระดับนี้คงไม่ใส่ใจสักเท่าไร ไม่บอกก็คงไม่เสียหายอะไร แต่บอกไว้หน่อยก็น่าจะดี คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งมีค่าเฉลี่ย 13.5 ลิตร/100 กม. หรือ 7.4 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 319 กรัม/กม. ส่วนสนนราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเมืองมะกะโรนี คือ 228,800 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 9.6 ล้านบาทไทย
อย่าลองของรถสองสัญชาติ



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2554
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Gbvs8

Follow autoinfo.co.th