บทความ

MERCEDES-BENZ SLS AMG ROADSTER


สิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้ผลิตรถสปอร์ทนิยมทำกันจนกลายเป็นจารีตไปแล้ว คือ นำรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด เป็นรถตัวถังคูเป มีประตูข้างด้านละบาน มีหลังคาแข็งตายตัวเปิดปิดไม่ได้ นอกจากใช้เลื่อยหรือขวาน ตั้งชื่อรุ่นให้ดูเท่ๆ เดิร์นๆ เอาชื่อวัวกระทิงมาตั้งเป็นชื่อรถก็มี เอาตัวเลขกำลังสูงสุดหรือความจุของเครื่องยนต์มาตั้งเป็นชื่อรุ่นก็มี สารพัดแต่จะคิดกันไป หลังจากนั้นอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือ 2 ปี ก็นำรถหน้าตาเหมือนกัน รูปทรงเหมือนกัน ออกขายอีกรุ่น โดยเปลี่ยนจากหลังคาแข็ง ไม่มีเปิด ไม่มีปิด เป็นหลังคาเปิดประทุน ชื่อรุ่นก็มีทั้งคิดขึ้นใหม่ และใช้ชื่อเดิมห้อยท้ายด้วย SPIDER หรือ SPYDER หรือ ROADSTER

รถสปอร์ท เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี โรดสเตอร์ (MERCEDES-BENZ SLS AMG ROADSTER) ที่เห็นอยู่นี้ คือ ตัวอย่างหนึ่งซึ่งยืนยันสิ่งที่กล่าวข้างต้น เป็นรถเปิดประทุนติดตรา “ดาวสามแฉก” ซึ่งพัฒนาจากรถคูเป ประตูปีกนก เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี (MERCEDES-BENZ SLS AMG) ที่ออกตลาดในเมืองเบียร์มาแล้วประมาณ 1 ปี โดยติดป้ายราคา 183,260 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 7.7 ล้านบาทไทย เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ไว้เรียบร้อยแล้ว

ค่าย “ดาวสามแฉก” ตีข่าวความเคลื่อนไหวในการพัฒนารถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี โรดสเตอร์ มาตั้งแต่ตอนต้นปี แต่ตัวจริงเสียงจริงเพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งที่ 64 เมื่อกลางเดือนกันยายนปีกระต่ายนี่เอง หน้าตาและรูปทรงองค์เอว แทบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนจากรถซึ่งเป็นที่มา ความแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญมีอยู่เพียง 2 จุด คือ ประตูกับหลังคา

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี เป็นรถคูเปหลังคาแข็ง มีประตูข้างที่เปิด/ปิดแบบปีกนก อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า GULL-WING DOOR และเวลาเปิดจะเปิดจนเกือบจรดกึ่งกลางหลังคา แต่เมื่อเติมชื่อ “โรดสเตอร์” ห้อยท้ายเข้าไป ประตูข้างทั้ง 2 ด้านเปลี่ยนเป็นประตูติดบานพับแบบธรรมดา ในขณะที่หลังคาก็เปลี่ยนจากหลังคาแข็งไม่มีการปิดการเปิดเป็นหลังคาเปิดประทุนที่เปิดก็ได้ปิดก็ได้เป็นประทุนหลังคาแบบอ่อน ทำจากผ้าแฟบริค 3 ชั้น ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีโครงสร้างทำจากแมกนีเซียมเหล็กกล้า และอลูมิเนียม มีสีให้เลือกรวม 3 สี คือ สีดำ สีแดง และสีครีม สามารถเลือกใช้ให้เข้ากับสีตัวถังซึ่งมีอยู่รวม 9 สี และสีห้องโดยสารซึ่งมีถึง 8 สี เป็นประทุนหลังคาที่เปิด/ปิดด้วยระบบอีเลคทรอ-ไฮดรอลิค (ELECTRO-HYDRAULIC) บังคับควบคุมด้วยการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่ตรงปลายของที่พักแขน การเปิดหรือปิดแต่ละครั้งใช้เวลาสั้นมาก คือ แค่ 11 วินาที สามารถเปิด/ปิดเมื่อใช้ความเร็วไม่สูงกว่า 50 กม./ชม. และขณะที่เปิดหลังคา ประทุนหลังคาจะพับเป็นรูปตัว Z และซ่อนตัวอยู่ในช่องเก็บหลังเก้าอี้ที่นั่งกลไกอื่นๆ ยกชุดมาจากรถประตูปีกนก เครื่องยนต์ DOHC วี 8 สูบ 6,208 ซีซี ปรับแต่งโดยสำนัก AMG ทำงานและให้ความรู้สึกการตอบสนองเหมือนเครื่องยนต์รถแข่ง มีกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์/571 แรงม้า ที่ 6,800 รตน. และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตัน-เมตร/66.3 กก.-ม. ที่ 4,750 รตน. ระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ระบบรองรับ (กันสะเทือน) ซึ่งก็ยกชุดจากรถคูเปประตูปีกนกเช่นกัน สามารถเลือกการทำงานได้ 3 แบบ คือ COMFORT-SPORT-SPORT PLUSตัวเลขสมรรถนะความเร็ว ไม่หนีกันเลยกับรถซึ่งเป็นที่มา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 317 กม./ชม. ที่ดูแย่หน่อยสำหรับคนรักสีเขียว คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่มีค่าเฉลี่ย 13.2 ลิตร/100 กม. หรือ 7.6 กม./ลิตร และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 308 กรัม/กม.ค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่ซื้อขายกันในเมืองเบียร์ คือ 195,160 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 8.2 ล้านไทย บวกลบแล้วผู้ซื้อต้องควักเงินมากกว่าซื้อรถประตูปีกนกประมาณครึ่งล้านบาท



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2554
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QXcot

Follow autoinfo.co.th